"ไพบูลย์"เห็นด้วย"วิษณุ"ดู"กม.-ปมขัดแย้งคณะสงฆ์" ยันคกก.กิจการพระพุทธศาสนา เจตนาปกป้องศาสนา
นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์ กิจการพระพุทธศาสนา สปช. กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฝ่ายกฎหมายระบุว่า ปัญหาศาสนจักร และพระธัมมชโยเป็นปัญหาที่คณะสงฆ์จะไปตัดสินกันเองว่า เนื่องจากมีพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และมติของ มส. เมื่อปี 2542 ที่รับรองพระลิขิตทั้งหมดว่า เป็นของจริง และตนเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องของมหาเถรสมาคม (มส.) แต่ที่ตนออกมากล่าวถึง เพราะขณะนี้จึงยังต้องฟังดูว่า มติของมส.ในปี 58 ที่ออกมาและที่ประชุมมส.ชุดปัจจุบันจะดำเนินการอย่างไร ต่อมติขอ มส. เมื่อปี 2542 และพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ
"พระลิขิตทั้งหมดมี 5 ฉบับแบ่งเป็นฉบับ1-2 ที่พูดถึงเรื่องดังกล่าว แต่ไม่มีตราพระนามย่อของพระองค์ท่าน ถือได้ว่าเป็นเอกสารส่วนพระองค์ แต่ฉบับที่3-5 เป็นพระลิขิต ที่เป็นเอกสารอย่างเป็นทางการที่ทรงระบุชัดเจนต่อกรณีปัญหานี้ และผมยืนยันว่าการทำงานของกรรมการ ที่ผมเป็นประธานฯเป็นการศึกษาวิเคราะห์ เพื่อปฏิรูปและปกป้องพระศาสนา ไม่มีเจตนาอื่นใด" นายไพบูลย์ กล่าว
ส่วนกรณีที่นายสมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักพระพุทธศาสนา(พศ.) ออกมาระบุว่า พระธัมมชโยคืนทรัพย์ให้วัดแล้ว ไม่มีความผิด เพราะทรัพย์นั้นเป็นชื่อของพระธัมมชโย ไม่ใช่ชื่อวัด แต่พระลิขิตระบุชัดว่า การได้ทรัพย์ ขณะที่เป็นพระ ก็ต้องคืนให้วัดนั้น ประธานคณะกรรมการฯกิจการพระพุทธศาสนา กล่าวว่า เรื่องนี้คงเป็นหน้าที่ของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย และนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนา จะเป็นผู้ดำเนินการเอง
นายไพบูลย์ กล่าวว่า พฤติกรรมที่นายสมชายกำลังทำอยู่เหมือนทำตัวเป็นสงฆ์เสียเอง ทั้งที่ควรจะเงียบเสียที และตอบให้ได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อมติ มส.ปี 2542 ที่บังไม่ได้ดำเนินการ หากจะออกมาก็ควรจะมีหลักฐานอ้างอิงไม่ใช่ใช้ดุลพินิจตัวเองตีความพระลิขิต หรือชี้แจงแทนคณะสงฆ์ โดยการแทรกแซงให้ความเห็นที่บิดเบือน และขัดต่อนโยบายของนายวิษณุ
"ยืนยันว่า คณะกรรมการฯชุดผมจะเดินหน้าศึกษาวิเคราะห์ กรณีบริจาคเงินทุจริตของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ที่ฉ้อโกงเงินประชาชน และนำไปบริจาคให้วัดและพระสงฆ์ ทั้งนี้ยังคาดหวังว่า กรรมการในมส.จะใช้โอกาสนี้ เพื่อวางมาตรการปกป้องพระพุทธศาสนา เพราะเห็นช่องโหว่แล้ว อยากเห็นพระผู้ใหญ่ในมส. จะเป็นผู้นำที่กล้าหาญในการทำบัญชีทรัพย์สินของวัด และของพระเถระประกาศให้สังคมให้รับทราบเพื่อเป็นตัวอย่างกับพระที่อยู่ในปกครอง เพื่อความโปร่งใส และเรียกคืนความเชื่อมั่นศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาว่า พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบได้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าคือ ผู้เป็นพระไม่สะสมทรัพย์สมบัติใด ๆ ก็จะเป็นเรื่องดี"นายไพบูลย์ กล่าว





