วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เคาะสส.450–470คนจาก250เขตเลือกตั้ง บัญชีรายชื่อ200-220

กมธ.ร่างรธน.เคาะจำนวนส.ส.ให้มีส.ส.450–470 คน จาก250เขตเลือกตั้ง บัญชีรายชื่อ 200-220 ยึดระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม

คณะกรรมาธิการ (กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นวันที่22 ได้พิจารณาบทบัญญัติภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้นำการเมืองที่ดี ในหมวด 3 ว่าด้วยรัฐสภา เริ่มต้นจากมาตรา 78 ว่าด้วยสภาผู้แทนราษฎร โดยอนุกมธ. พิจารณายกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตรา นำความจากมาตรา 93 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณา แต่ปรับสาระสำคัญ คือ สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 450 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 250 คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม จำนวน 200 คน จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 กำหนดให้มีส.ส.จำนวน 500 คน มาจากแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 375 คนและจากส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คน 

นอกจากนั้นได้ปรับเกณฑ์ส.ส.ที่ประกอบเป็นสภาผู้แทนราษฎรและสามารถเปิดประชุมสภาฯ เป็นร้อยละ 85 จากเดิมที่ใช้เกณฑ์ร้อยละ 95 ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีการอภิปรายและขอให้แก้ไขบทบัญญัติที่เสนอเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่อาจก่อให้เกิดการตีความ โดยเฉพาะ ระบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ที่ต้องนำคะแนนนิยมที่แท้จริงของประชาชนผู้มาลงเลือกตั้ง ที่อาจทำให้ได้จำนวนส.ส.ที่เกินจากที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้มี 450 คน ไปอีก 20 คน 

ทั้งนี้มีผู้ที่เสนอให้ปรับจำนวนส.ส.เขตให้เป็น 300 คน และส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 150 คนโดยให้เป็นไปตามข้อเสนอของภาคประชาชนและพรรคการเมืองที่ต้องการให้ส.ส.เขตที่เข้าถึงประชาชนและพื้นที่ให้มากกว่าส.ส.บัญชีรายชื่อซึ่งเป็นระบบที่ทำให้เกิดกลุ่มนายทุนพรรคการเมืองใช้เป็นช่องทางหาผลประโยชน์ ทั้งนี้ในประเด็นดังกล่าว กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ควรปรับตัวเลขส.ส.ที่ได้คุยกันไว้ในหลักการ เพราะอาจเกิดผลกระทบต่อการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมที่ใช้การคำนวณจำนวนส.ส.ตามคะแนนนิยมที่แท้จริงของประชาชน อีกทั้งต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหานายทุนพรรคการเมืองไม่สามารถทำได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวได้ใช้เวลาอภิปรายกันนานกว่า 1 ชั่วโมง 30 นาที เพื่อชี้แจงในรายละเอียดหลังจากที่มีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ระบุออกมาว่าการพยายามแก้ไขสัดส่วน ส.ส. ดังกล่าวนั้นมาจากการล็อบบี้ของนักการเมือง ทั้งนี้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอแก้ไขยืนยันว่าไม่มีการล็อบบี้ แต่เป็นการวิเคราะห์จากเหตุผลทางวิชาการ 

นอกจากนั้นที่ประชุมได้มีการหารือถึงรายละเอียดในความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมกลับไปเป็นการเลือกตั้งแบบเดิมที่ใช้เมื่อปี 2550 แต่ได้รับการทักท้วงว่าการเลือกตั้งแบบเดิมไม่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความขัดแย้ง แต่การเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ซึ่งแนวโน้มจะได้รัฐบาลผสม จะทำให้เกิดความปรองดองเป็นรัฐบาลปรองดอง ซึ่งเหมาะสมกับสภาพสังคมที่มีความขัดแย้งในปัจจุบัน รวมถึงคะแนนเสียงของประชาชนทุกคนได้ไม่ถูกตัดทิ้งถือเป็นการให้ความสำคัญของประชาชน และการสะท้อนคะแนนที่แท้จริงดังกล่าวจะทำให้ได้ส.ส.ในสภาที่ตรงกับความเป็นจริง โดยมีการยอมรับว่าหากใช้วิธีเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ได้ส.ส.เพิ่มขึ้นอีก 50 คนจากบัญชีรายชื่อภาคใต้หากคิดตามคะแนนนิยมในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา

ในการสรุปตอนท้ายที่ประชุมจึ่งได้มีมติว่าให้สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกไม่น้อยกว่า 450 คน แต่ไม่เกิน 470 คน โดยเป็นสมาชิกจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 250 คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ไม่น้อยกว่า 200 คน แต่ไม่เกิน 220 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าขณะที่เกณฑ์การเปิดประชุมสภาฯ ที่เสนอให้ใช้ร้อยละ 85 ที่ประชุมได้มีการแก้ไข ให้เป็นร้อยละ 90 เพื่อไม่ให้กระทบต่อการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี เนื่องจากหากใช้เกณฑ์ร้อยละ 85 จะเท่ากับจำนวน ส.ส.ที่ต้องรอการประกาศรับรองผลมากถึง 67 คน และหากกต. ดำเนินการเลือกตั้งแล้วเสร็จ ส.ส.ที่เข้ามาเติมเต็มดังกล่าวอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วในสภาฯ ได้ ส่วนการปรับจำนวนเป็นร้อยละ 90 คือจะเท่ากับ ส.สที่ต้องรอรับรองผล 45 คน เมื่อเปรียบเทียบกันจะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนขั้วในสภาฯ 

นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้หารือถึงเรื่องการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ที่เดิมได้กำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้ง แต่ที่ประชุมเห็นว่าควรแก้ไขให้เป็น การออกเสียงลงคะแนนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันกลโกงเลือกตั้งเหมือนที่ผ่านมา อีกทั้งกรณีที่กำหนดไว้ชัดเจนดังกล่าวจะเป็นการบังคับให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด