วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คุก30เดือนนศ.เล่นละครหมิ่นฯ-กองปราบจ่อสรุปคดีหมิ่นเบื้องสูง

ศาลตัดสินคดีนักศึกษา-นักเคลื่อนไหวทางสังคมกลุ่ม "ประกายไฟ" แสดงละครหมิ่นเบื้องสูง สั่งจำคุกคนละ 5 ปี สารภาพลดเหลือ2ปี6เดือน ไม่รอลงอาญา

ศาลตัดสินคดีนักศึกษา-นักเคลื่อนไหวทางสังคมในนามกลุ่ม "ประกายไฟ" แสดงละครหมิ่นเบื้องสูง สั่งลงโทษจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยรับสารภาพลดโทษเหลือ 2 ปี 6 เดือน แต่ไม่รอลงอาญา เพราะแสดงต่อหน้าประชาชน-เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ ด้านจำเลยไม่ขออุทธรณ์ ส่วนคดี "พงศ์พัฒน์" กับพวก ศาลนัดพิพากษาอีก 2 สำนวน วันที่ 26 ก.พ.


วานนี้ (23 ก.พ.) ที่ ห้องพิจารณา 813 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.3526/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม อายุ 24 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และนางสาวภรณ์ทิพย์ มั่นคง หรือ กอล์ฟ ประกายไฟ อายุ 27 ปี นักเคลื่อนไหวทางสังคมและอดีตผู้ประสานงานกลุ่มประกายไฟการละคร จำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐาน ร่วมกันดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112


คดีนี้อัยการโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 24 ต.ค.2557 โดยบรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2556 เวลากลางวัน จำเลยกับพวก ร่วมกันแสดงละครเวทีเรื่อง "เจ้าสาวหมาป่า" ในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งมีบทละครที่เข้าข่ายความผิดดังกล่าว เหตุเกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ


โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้เบิกตัวจำเลยทั้งสอง มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลางบางเขน เพื่อฟังคำพิพากษา โดยมีญาติ รวมทั้งเพื่อนๆ นักศึกษาและกลุ่มประกายไฟมาให้กำลังใจจำเลยทั้งสองเต็มห้องพิจารณาคดี


ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสอง กระทำผิด ตาม มาตรา 112 ให้จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จึงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี 6 เดือน


ทั้งนี้เมื่อสืบเสาะพฤติการณ์แล้วแม้จำเลยจะไม่เคยกระทำผิดมาก่อน แต่การกระทำของจำเลย ที่หอประชุม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นการแสดงละครต่อหน้าประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งมีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ร้ายแรง ดังนั้นไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ


ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว ญาติต่างร่ำไห้ และได้เข้าสวมกอดให้กำลังใจจำเลย ขณะที่กลุ่มเพื่อนจำเลยได้จับมือให้กำลังใจจำเลยเช่นกัน ส่วนจำเลยทั้งสอง ไม่ได้แสดงสีหน้าเคร่งเครียดโดยยอมรับคำพิพากษา ซึ่งนายปติวัฒน์ จำเลยที่ 1 เปิดเผยเพียงสั้นๆ ว่า "ไม่ขออุทธรณ์คดีต่อ"


ด้าน นางสาวภาวิณี ชุมศรี ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า คาดว่าจะไม่ยื่นอุทธรณ์ เนื่องจากเป็นความต้องการของจำเลยเอง ขณะที่ก่อนหน้านี้ได้เคยพูดคุยกับพ่อแม่จำเลยทั้งสองแล้วว่า หากรับสารภาพจะเป็นประโยชน์อย่างไรบ้าง ซึ่งจำเลยทั้งสองก็เห็นด้วย


นางสาวภาวิณี กล่าวอีกว่า ส่วนโทษที่ศาลพิพากษาจำคุก 5 ปี โดยลดเหลือ 2 ปี 6 เดือนนั้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่คาดการณ์ไว้แต่แรกแล้ว ดังนั้นจึงค่อนข้างพอใจคำพิพากษา หลังจากนี้ต้องดูว่าอัยการจะยื่นอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยหรือไม่ ซึ่งการอุทธรณ์จะมีเวลา 1 เดือน


ส่วนการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษนั้น ตามขั้นตอนจะต้องจำคุกแล้วระยะเวลาหนึ่งจึงจะยื่นเรื่องได้ ขณะที่หากนับเวลาที่จำเลยทั้งสอง จำคุกมาจนถึงเวลานี้ก็ประมาณ 7 เดือน โดยระหว่างการพิจารณาคดีได้ยื่นประกันจำเลยทั้งสองมาแล้ว 5 ครั้ง แต่ก็ศาลก็ไม่ได้อนุญาต


ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการฟังคำพิพากษา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำจำเลยทั้งสองกลับไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลางบางเขน ขณะที่เพื่อนๆ ได้ยืนร้องเพลงให้กำลังใจจำเลยกระทั่งรถของราชทัณฑ์ได้เคลื่อนออกไปจากศาลอาญา


นัดพิพากษาคดี"พงศ์พัฒน์"26ก.พ.
ส่วนที่ห้องพิจารณา 709 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก วานนี้ (23 ก.พ.) ศาลสืบพยานโจทก์ ประกอบคำรับสารภาพจำเลย คดีหมายเลขดำ อ.291/2558 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) , พล.ต.ต.โกวิทย์ วงค์รุ่งโรจน์ อดีต รอง ผบช.ก. และ พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีตผู้บังคับการตำรวจน้ำ (ผบก.รน.) เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดโดยไม่ชอบ, เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และหมิ่นเบื้องสูง ที่อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 29 ม.ค.2558 จากกรณี เมื่อเดือน ก.พ.2555 - ก.ค.2557 ร่วมกัน เรียก รับเงินรายเดือนจากผู้ประกอบการหลายรายที่ลักลอบจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง บริเวณน่านน้ำไทย รวมเป็นเงิน 147.4 ล้านบาทเพื่อแลกกับการไม่จับกุม โดยชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของศาล จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา


โดยวันนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เบิกตัวจำเลยทั้งสามจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาเข้ากระบวนพิจารณา โดยจำเลยทั้งหมดยืนยันให้การรับสารภาพ โดย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน แถลงต่อศาลว่า จำเลยทั้งหมดขอรับสารภาพ และขอความเมตตาจากศาลให้มีคำตัดสินภายในวันนี้ ซึ่งศาลได้ชี้แจงต่อจำเลยว่า ตามกฎหมายก็มีขั้นตอนปฏิบัติอยู่ ดังนั้นต้องนำสืบจะสืบพยานที่อัยการเตรียมมาก่อน


ขณะที่ศาล ได้แจ้งให้สื่อมวลชน และกลุ่มญาติ รวมทั้งผู้ใกล้ชิดของจำเลยที่มาให้กำลังใจ เนื่องจากคดีนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูงและเรื่องความมั่นคง ดังนั้นจึงให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากห้องพิจารณา ซึ่งศาลได้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีลับ คงมีเพียงอัยการโจทก์ พยาน และจำเลยทั้งหมดรับฟังการพิจารณาเท่านั้น
โดยอัยการโจทก์ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด บช.ก. และ บก.รน.รวม 7 นาย และเจ้าหน้าที่ทหาร 1 นาย มาเป็นพยานเบิกความ ภายหลังศาลหลังสืบพยานเสร็จสิ้นทั้ง 8 ปากแล้ว ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26 ก.พ.นี้ เวลา 09.00 น.


ส่วนคดีหมายเลขดำ อ.292/2558 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พล.ต.ต.โกวิทย์ พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ อดีต ผกก.4 ปคบ., ด.ต.สุรศักดิ์ จันเงา และด.ต.ฉัตรินทร์ หรือจักรินทร์ เหล่าทอง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-5 ในคดีเรียกรับประโยชน์จากการช่วยเหลือให้ได้รับตำแหน่งสำคัญใน บช.ก. เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2553-11 พ.ย.2557 โดยจำเลยทั้งห้า ร่วมกับ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีต ผกก.1 ป. ที่เสียชีวิตแล้ว ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ เรียกรับเงินนายตำรวจหลายราย รายละ 3-5 ล้านบาท และสั่งว่าต้องจัดส่งเงินเป็นรายเดือนๆ ละ 10,000-2,000,000 บาท เป็นค่าตอบแทนเพื่อให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปนั้น ศาลได้สืบพยานคดีลับเช่นกัน และนัดฟังคำพิพากษาวันเดียวกันกับคดีหมายเลขดำ อ.291/2558 ในวันที่ 26 ก.พ.


กองปราบจ่อสรุปคดีหมิ่นเบื้องสูงเร็วๆ นี้
วันเดียวกัน ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รองผู้บังคับการปราบปราม (รอง ผบก.ป.) รักษาการ ผบก.ป. กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนดำเนินคดีหมิ่นเบื้องสูงที่ทางพนักงานสอบสวน บก.ป. รับไว้ดำเนินการ รวม 3 คดี ประกอบด้วย คดีที่เกี่ยวข้องกับอดีตผู้ใช้นามสกุล "สุวะดี" แอบอ้างเบื้องสูง กลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา, คดีการร้องทุกข์ของ นายเลปกร ศิริมังกร อายุ 36 ปี นักสืบสวนสอบสวนปฏิบัติการ 5 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งถูกบังคับข่มขืนใจในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และคดีจับกุมนายเอกชัย หรือเอฟ พลอยหิน แอบอ้างเบื้องสูง เพื่อวิ่งเต้นล้มคดียาเสพติด ว่า ทั้ง 3 คดี ทางพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เอาไว้ครบถ้วนแล้ว คาดว่าจะสรุปสำนวนคดีให้เสร็จสิ้นภายใน 1-2 วันนี้ เพื่อส่งต่อให้คณะกรรมการระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาอีกครั้ง ก่อนจะส่งฟ้องคดีต่ออัยการ


พ.ต.อ.อัคราเดช กล่าวว่า ส่วนกรณีการดำเนินคดีกับนายบุญธรรม บุญเทพประทาน หรือ "ป๋าชื่น โคลอนเซ่" ผู้ต้องหา ซึ่งมีพฤติการณ์แอบอ้างเบื้องสูง ในการออกโฉนดที่ดินใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิใดๆ ได้นั้น ภายหลังพนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับ ขณะนี้ได้มีการสอบปากคำพยานจนครบถ้วนแล้ว โดยอยู่ระหว่างเร่งรัดสืบสวนติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเรื่องการเดินทางเข้าออกตามช่องทางปกติยังไม่พบว่า มีการเดินทางออกนอกประเทศ แต่สำหรับช่องทางอื่นๆ นั้น ยังตรวจสอบไม่ครบทั้งหมด จึงคาดว่าผู้ต้องหายังคงหลบหนีอยู่ในประเทศไทย
อย่างไรก็ดี อยากฝากไปยังผู้ที่พบเห็น หรือมีเบาะแสของผู้ต้องหารายนี้ขอให้ช่วยแจ้งมายังเจ้าหน้าที่ เพื่อเร่งสืบสวนจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป