วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.เร่งร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเดือนนี้

กมธ.ยกร่างตั้งเป้ายกร่างรธน.เสร็จภายในเดือนนี้ ก่อนทบทวนบทบัญญัติในเดือนมี.ค. "บวรศักดิ์" เล็งนำ 4 เจตนารมณ์หลักของรธน.ใหม่

รับฟังความเห็นประชาชนแทนตัวบท เผยโจทย์นำพาประเทศ "สร้างสมดุลการเมือง-พลเมือง"

ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ที่ จ.ชลบุรี เมื่อวานนี้ (23 ก.พ.)


นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า การพิจารณาจะเข้าสู่ภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง หมวด 1 ว่าด้วยระบบผู้แทนที่ดีและผู้นำการเมืองที่ดี, หมวด 3 รัฐสภา และ หมวด 4 คณะรัฐมนตรี มีมาตรารวมทั้งสิ้น 101 มาตรา นอกจากนั้นยังมีบทเฉพาะกาลว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำนวน 5 มาตรา และเรื่องต่างๆ อีก 5 มาตรา รวมทั้งสิ้น 111 มาตรา


โดยการประชุมระหว่างวันที่ 23-28 ก.พ.จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จวันละ 22 มาตราเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ และหากที่ประชุมพิจารณาได้แล้วเสร็จทั้งหมดถือว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญได้แล้วเสร็จทั้งฉบับ จากนั้นในเดือน มี.ค. จะเข้าสู่การทบทวนบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอีกครั้ง โดยนำความเห็นของบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับบทบัญญัติ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) มาพิจารณาเพื่อทบทวน ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พิจารณาให้ความเห็น เบื้องต้นได้กำหนดวันประชุมในวันที่ 20 - 22 เม.ย. และ วันที่ 24 - 26 เม.ย. ส่วนวันที่ 23 เม.ย.จะงดการพิจารณาเนื่องจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ใช้ห้องประชุม และเมื่อสปช.พิจารณาแล้วเสร็จต้องทำคำขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ 26 เม.ย. ดังนั้นจะครบกำหนดในวันที่ 25 พ.ค.


นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า หลังจากนั้นกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะนำร่างรัฐธรรมนูญที่ยกแล้วไปรับฟังความเห็นของประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยตนขอเสนอว่าให้นำเสนอเป็นเจตนารมณ์และหลักการ แทนการนำบทบัญญัติเป็นรายมาตรา ที่ได้เขียนเป็นภาษากฎหมายไปให้ประชาชน เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจได้ง่าย โดยเจตนารมณ์หลักที่จะนำเสนอ มีทั้งสิ้น 4 ประการ คือ 1.พลเมืองเป็นใหญ่ 2.การเมืองใสสะอาดและสมดุล 3.หนุนสังคมมีความเป็นธรรม และ 4.นำชาติสู่สันติสุข


"ผมยอมรับว่าปัจจุบันความขัดแย้งยังมีอยู่ จำเป็นต้องนำชาติสู่สันติสุข ด้วยการปรองดอง ความขัดแย้งเป็นเพียงอาการของโรคที่ปรากฏภายนอก แต่สมมติฐาน คือ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นเจตนารมณ์หลักคือ การสนับสนุนให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม เชื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว การทำให้พลเมืองเป็นใหญ่ ก็คือ การคืนอำนาจสู่ประชาชน โดยร่างรัฐธรรมนูญหลายเรื่อง ได้สร้างประชาชนให้เป็นพลเมือง ไม่ใช่ราษฎร์ ด้วยการขยายสิทธิ เสรีภาพ โดยการปฏิรูปหลายเรื่องคือการเพิ่มอำนาจให้ประชาชน”


ขณะที่การเมืองใสสะอาด คือ ต้องปราศจากการทุจริต ประพฤติมิชอบ แม้จะมีก็ให้มีน้อยที่สุด ส่วนการสร้างสมดุลทางการเมือง จะแบ่งเป็น 1.จำนวน ส.ส.ที่นั่งในสภา ต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน ไม่ควรมีพรรคการเมืองใดที่ได้ ส.ส. เกินจากคะแนนนิยมของประชาชน 2.สมดุลระหว่างพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง 3.สมดุลทางการเมืองด้วยการมีบุคคลที่มาจากอาชีพที่หลากหลายเข้ามาอยู่ในสภานิติบัญญัติผ่านการเลือกตั้งทางอ้อม เพื่อร่วมพาประเทศไปได้ และ 4.สมดุลระหว่างอำนาจของนักการเมืองและอำนาจของพลเมือง


ต้องหยั่งเสียงประชาชนก่อนส่งผู้สมัคร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาในมาตรา 76 ของหมวด 1 ว่าด้วยระบบผู้แทนที่ดีและผู้นำการเมืองที่ดี โดยมีสาระสำคัญที่เสนอ คือ เป็นการกำหนดกลไกเพื่อสร้างความเข้มแข็งของพรรคการเมือง และกลุ่มการเมือง อาทิ ให้พรรคการเมืองจัดองค์กรภายในพรรค ให้ดำเนินกิจการ ออกข้อบังคับให้สอดคล้องกับหลักการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยไม่ขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. ฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยกรรมการบริหารพรรคต้องมีหน้าที่ดำเนินกิจกรรมของพรรคอย่างสุจริต รอบคอบ ซื่อสัตย์ เพื่อประโยชน์ประเทศและประชาชน


รวมถึงส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในพรรคการเมือง ด้วยการให้มีการหยั่งเสียงประชาชนในเขตเลือกตั้ง หรือภาค เพื่อพิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ ให้ ส.ส.ซึ่งสังกัดพรรคการเมือง ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4, สมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 5,000 คน หรือประชาชนไม่น้อยกว่า 1 หมื่นชื่อ ร้องขอต่อกรรมการบริหารพรรคให้ปรับปรุง หรือแก้ไขการจัดองค์กรภายใน
การดำเนินกิจการ ข้อบังคับ หรือมติใดๆ ของกรรมการบริหารพรรค หากกรรมการบริหารพรรคไม่ดำเนินการตามร้องขอ ให้มีสิทธิยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การจัดองค์กรภายใน การดำเนินกิจการ ข้อบังคับพรรคการเมือง หรือมติใดไม่เป็นไปตามมาตรานี้ ให้การนั้นเป็นอันสิ้นผล และให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ


ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีการอภิปราย โดยเน้นย้ำถึงบทบัญญัติให้มีการหยั่งเสียงประชาชนในพื้นที่เลือกตั้ง ก่อนพรรคจะส่งบุคคลลงเลือกตั้งว่า ของประเทศไทยอาจจะมีปัญหาและทำได้ยากเนื่องจากประเทศไทยไม่เคยมีการลงทะเบียนของประชาชนว่า เป็นของพรรคการเมืองใด ซึ่งต่างประเทศที่มีการนำระบบหยั่งเสียงมาใช้ จะต้องผ่านการลงทะเบียน แล้วหยั่งเสียงด้วยการหย่อนบัตร หรือกดโหวต ทำให้มีผู้เสนอว่าในการเขียนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ต้องใช้จินตนาการ เพื่อทำให้บทบัญญัติดังกล่าวเป็นจริงให้ได้


เปิด31เวทีปรองดองทุกภาคทั่วประเทศ
พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) กล่าวว่า ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป(ศปป.) จะเดินหน้าจัด “เวทีความคิด ปฏิรูปประเทศไทย" เพิ่มเติมอีก 31 แห่ง โดยในภาคกลาง มีการเปิดเวทีจำนวน 9 แห่ง คือ อบต.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง, อบต.บางตลาด จ.ฉะเชิงเทรา, สมาคมเกษตร จ.สระแก้ว, เทศบาลตำบลวัดเพลง จ.ราชบุรี, ห้องประชุมเทศบาลตำบลบางกระบือ จ.สมุทรสงคราม, ทต.พลิ้ว จ.จันทบุรี, อบต.หนองแสง จ.ปราจีนบุรี, จ.เพชรบุรี, วัดปรกฟ้า จ.ชลบุรี
ภาคเหนือ มีการเปิดเวทีจำนวน 14 แห่ง ที่ศาลาประชาคม อ.เชียงของ จ.เชียงราย, ศาลาประชาคม อ.ดอยหลวง จ.เชียงราย, ศาลาประชาคม อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย, ศาลาประชาคม อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่, โรงเรียนสะเมิง จ.เชียงใหม่, ห้องประชุม อ.บ่อเกลือ จ.น่าน, ห้องประชุม อ.ภูเพียง จ.น่าน, ห้องประชุม อ.แม่จริม จ.น่าน, ห้องประชุม อ.สันติสุข จ.น่าน, ศาลาประชาคม อ.ภูซาง จ.พะเยา, ศาลาประชาคม อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร, ศาลาประชาคม อ.หนองม่วงไข่ จ.แพร่, ศาลาประชาคม อ.เมืองปาน จ.ลำปาง, ศาลาประชาคม อ.แม่ทา จ.ลำพูน


ส่วนพื้นที่ภาคใต้ มีการเปิดเวที 3 แห่ง ที่ อบต.ป่านอน จ.พัทลุง, ร.ร.กันตังรัษฎาศึกษา จ.ตรัง, อบต.การะเกด จ.นครศรีธรรมราช และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 5 แห่ง ที่ อบต.เมืองเก่าพัฒนา จ.ขอนแก่น, เทศบาลตำบลชนบท จ.ขอนแก่น, อบต.ห้วยแก จ.ขอนแก่น, อบต.ทุ่งอรุณ จ.นครราชสีมา และเทศบาลตำบลขวาว จ.ร้อยเอ็ด อย่างไรก็ตามประชาชนสามารถติดต่อร้องเรียน หรือสอบถามกิจกรรมของศูนย์ปรองดองฯ ได้ที่สายด่วน 1152


"ศรีราชา"นั่งเก้าอี้ประธานผู้ตรวจฯ
นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 23 ก.พ. นายศรีราชา วงศารยางกูร พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน และนายบูรณ์ ฐาปนดุลย์ ผู้ได้รับเลือกเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ประชุมร่วมกันเพื่อคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน แทนนางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ที่พ้นตำแหน่งไปก่อนหน้านี้ โดยที่ประชุมได้คัดเลือกนายศรีราชา ดำรงตำแหน่งประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการนำผลการเลือกให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ซึ่งทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาได้ทราบ และนำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งต่อไป