(รายงาน) ผุด"กองทุนภาคประชาสังคม" หวังแก้การมีส่วนร่วมท้องถิ่น.. เตือนวาทกรรม"ประชาสังคม" ทำมองข้าม"พี่น้องประชาชน"
การขับเคลื่อนภาค "ประชาสังคม" ของไทยนั้น ต้องยอมรับว่า หลายกลุ่มองค์กรมีความเข้มแข็งและมีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมให้ภาคพลเมืองได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค "ปฏิรูป" โดยมีความมุ่งหวังว่าจะ "คืนความสุข" ให้คนในชาติแล้ว เครือข่ายภาคประชาสังคมก็จำเป็นต้องเพิ่มบทบาท เพิ่มศักยภาพของตัวเองเพื่อเป็นพลังเสริมให้การปฏิรูปสังคมในหลายด้านบรรลุเป้าหมายและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายขับเคลื่อนกองทุนภาคประชาสังคม ร่วมกับ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนา "ภาคประชาสังคมเข้มแข็ง : สู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์" ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ "ประชาสังคมเข้มแข็ง เพิ่มพลังพลเมือง" เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากฝ่ายรัฐบาลและเครือข่ายประชาสังคมต่อการพัฒนา "ภาคประชาสังคม" รองรับการปฏิรูปที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้
นายพิชัย สนแจ้ง ผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายสังคม ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "ประชาสังคมเข้มแข็ง เพิ่มพลังพลเมือง" ว่า การรวมกลุ่มของประชาชนจนเกิดเป็นภาคประชาสังคมนั้น ถือว่ามีความสำคัญ รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนภาคประชาสังคมเพื่อให้การทำงานของภาคประชาสังคมเป็นรูปธรรม และมีพลังในการบริหารจัดการมากขึ้น ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า ภาคประชาสังคมเข้ามาสนับสนุนการพัฒนาประเทศมากขึ้น
"สำนักนายกรัฐมนตรีกำลังดำเนินการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อสนับสนุนงานของภาคประชาสังคม และผลักดันให้เป็นพระราชบัญญัติ"
นายศรีสุวรรณ ควรขจร ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) บอกว่า การทำงานของภาคประชาสังคมในประเทศไทย ถือเป็นพลังพลเมืองที่สำคัญของแผ่นดิน เพราะได้แสดงศักยภาพในการจัดการปัญหาต่างๆ ด้วยตนเอง ผ่านการลงมือปฏิบัติ เกิดองค์ความรู้และมีข้อเสนอดีๆ ซึ่งเป็นทางออกหนึ่งเพื่อส่วนรวม
ขณะเดียวกันประชาชนไม่สามารถพึ่งพิง หรือรอการแก้ไขปัญหาจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว หรือต่อให้รัฐทำหน้าที่ดีเพียงใด ย่อมเกิดความบกพร่องได้ รวมทั้งอาจมีช่องโหว่ของกฎหมายที่อาจไม่สอดคล้องในการปฏิบัติในท้องถิ่น จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อน "กองทุนภาคประชาสังคม" เพื่อให้การทำงานของภาคประชาสังคมมีความแข็งแกร่งและเข้ามาแก้ไขหรือปิดช่องโหว่นั้น
เขาบอกว่า ที่สำคัญการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น กำหนดนโยบาย หรือการดูแลท้องถิ่นในประเด็นวิถีชีวิตพื้นฐานของชุมชนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการร่วมกัน ภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ตั้งใจและมีการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การให้การศึกษาในแต่ละท้องถิ่น ทรัพยากรท้องถิ่น หรือการรักษาวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น โดยที่เยาวชน คนรุ่นใหม่ในแต่ละท้องถิ่นจะต้องเข้ามาดูแลกิจการสาธารณประโยชน์ของชุมชน สู่การแก้ปัญหาและดูแลผู้คนอย่างยั่งยืนได้
นางสุนี ไชยรส กรรมการปฏิรูปกฎหมาย เห็นว่า การที่จะสร้างประชาสังคมเข้มแข็งนั้น ต้องตั้งคำถามอย่างแรกว่า ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เป็นแบบไหน มีคนถามว่าเป็นอย่างไรก็เอาเป็นว่ารูปแบบจะเป็นเช่นไร เราก็ต้องทำให้มีความสมบูรณ์ที่สุด
เธอบอกว่า เมื่อลงรายละเอียด ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั้น ต้องเข้าใจด้วยว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง และถามย้อนกลับไปสมัย 14 ต.ค.2516 นั้น ไม่ใช่การเรียกร้องประชาธิปไตย แท้จริงแล้วยุคนั้นเกิดจากความเดือดร้อนของภาคเกษตรและแรงงาน จนทำให้มีการจัดการชุมนุมเรียกร้อง ที่สนามหลวง เป็นระยะเวลานาน และมีการชุมนุมอย่างต่อเนื่องหลัง 14 ตุลาฯ หกร้อยกว่าครั้ง
"สะท้อนอะไร ก็สะท้อนว่าเนื้อแท้ของสิ่งที่คนพูดถึงในเรื่องประชาธิปไตย คือ การรวมตัวเรียกร้องชาวนาก็จัดตั้งกลุ่ม แต่สุดท้ายพอเข้าวิกฤติ 6 ต.ค.19 ก็ถูกกวาดล้างจนหมด ดังนั้น การเมืองกับประชาธิปไตย และความต้องการของประชาชน มีความคาบเกี่ยวกัน จึงทำให้การปฏิรูปที่ดิน ไม่เคยสามารถทำได้อีกเลยหลังจากล้มลุกคลุกคลานของสิทธิทางการเมือง และถ้าไม่สามารถแก้ไขปัญหาในเรื่อง ความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจ ต่อให้มีการเลือกตั้งและมีรัฐธรรมนูญ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้"
นางสุนี บอกอีกว่า ต่อมาคือการค้านของคนในสังคม ถามว่าทำไมต้องค้าน ยกตัวอย่างที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ส่งหนังสือคัดค้านถึงกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ยกเลิกการใช้คำว่า "พลเมือง" แต่ให้ใช้คำว่าสิทธิเสรีภาพของบุคคล อย่างไรก็ตาม คำว่า พลเมือง ก็มีความหมาย แต่อยากให้สังเกตและตีโจทย์ ไม่อยากให้ติดกับดักทางความคิด
"คนที่เป็นคนไทย หรือมีสัญชาติไทย ก็มีการพยายามต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของเขา ชาวชนเผ่า ชาวทะเล ชาวมอแกน หรือคนที่ยังไม่มีสัญชาติไทย แต่กลายเป็นการไปจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยให้เป็นของพลเมืองเป็นหลัก สิทธิเสรีภาพของคนทุกคนต้องมาก่อน ไม่ใช่เช่นนั้น ก็จะมีปัญหา อย่างที่ทราบที่ยังไม่สามารถออกกฎหมายช่วยเหลือพี่น้องที่ไร้สัญชาติ เพราะมีความข้องเกี่ยวกับการมีสิทธิการรักษาพยาบาล และในกฎหมายเกี่ยวกับการรับสิทธิในการรักษาระบุไว้ว่าผู้มีสัญชาติไทย"
นางสุนี บอกว่า การจะสร้างพลเมือง ประชาชนต้องไม่ผลักดันเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น กลุ่มคนทุกกลุ่มต้องช่วยกัน ต้องดูประชาธิปไตย แล้วจะพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างในสังคม มีความเชื่อมโยงกันอยู่
.......
เตือนวาทกรรม"ประชาสังคม" ทำมองข้าม"พี่น้องประชาชน"
นายบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย บอกว่า คำว่า พลเมือง ภาคประชาสังคม นั้นไปลดทอน ความแหลมคมของประชาชนลงไป ไปทำให้ประชาชนตามสาขาอาชีพที่เขาถนัดนั้น มีความงุนงงสงสัย และไปบอกกับพวกเขาว่า จะไปสร้างพลังของภาคพลเมือง
นายบรรจง มองว่า ทำไมไปสร้างภาพในลักษณะแบบนั้น ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความสงสัย และถามต่อวงเสวนาว่า แล้วทำไมไม่มีการเรียกภาคเศรษฐกิจ หรือ การท่องเที่ยว เป็นพลเมืองในด้านนั้นๆ บ้าง
เขาตั้งข้อสังเกตด้วยว่า กลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประชาชน เมื่อรวมตัวกันเรียกร้องมักจะได้รับความสนใจและรับฟังมากกว่า
"ผมไม่แน่ใจว่า ประชาชนขณะนี้ ถูกทำให้หลง หรือเข้าใจผิด กับวาทกรรม พลเมือง หรือไม่ ผมจึงเห็นว่าการใช้คำว่าภาคประชาชน หรือสังคมนั้น กลายเป็นการไปทำลายประชาชนที่เป็นสาขาอาชีพ และจากประสบการณ์ที่ทำงานคลุกคลีอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก ผมมีแนวคิดว่าต้องมีการจัดรวมประชาชนตามสาขาอาชีพนั้นๆ เพราะในสังคมไม่ได้อาชีพเดียว แต่มีความหลากหลาย แต่กลายเป็นว่าเราไปหลงระเริงกับคำว่าภาคประชาสังคม แล้วไม่ได้สนใจพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง"
อย่างไรก็ดี เขาก็ยอมรับว่า การรวมกลุ่มของประชาชน หรือกลุ่มภาคประชาสังคมที่ผ่านมานั้น ทำให้ชาวบ้านได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามากขึ้น เชื่อมโยงกับนโยบาย และนำไปสู่การหาทางออกและปรับแก้กฎหมายที่ตรงกับปัญหาอย่างแท้จริง
ด้าน นางจุรี วิจิตรวาทการ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตอธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) บอกว่า ปัญหาสังคมไทย ในส่วนลึกแล้ว กฎหมายไทยไม่ใช่ไม่ดี แต่เรามีความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน จึงต้องมีการบัญญัติ บรรจุ เรื่องต่างๆ ลงไปในกฎหมาย เพราะเรามีความรู้สึกไม่มีหลักประกันในสังคม
นางจุรี เห็นด้วยกับนายบรรจงที่ว่า การรวมกลุ่มประชาชน เช่น ในลักษณะหอการค้า จะมีสิทธิ มีเสียง เรียกร้องหรือขอความช่วยเหลือจากรัฐได้ดีกว่า และมีการรับฟังมากกว่าประชาชน
เธอยังเห็นว่า การที่มีประชาชนบางส่วนออกมาเรียกร้องในลักษณะตัวแทนประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่คงบรรลุเป้าหมายได้ยาก เพราะโครงสร้างระบบราชการของไทยมีความซับซ้อน
"ดิฉันว่าปัญหาพื้นฐานของสังคมไทย เน้นผิดที่ ไปเน้นแค่ภาคเศรษฐกิจอย่างเดียว ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ภาคเศรษฐกิจเขาสามารถเติบโตด้วยตัวของเขาเองได้ อีกส่วนเป็นในส่วนของอำนาจรัฐที่ใหญ่โต และไม่มีทีท่าจะลดขนาดลงแต่อย่างใด"





