(รายงาน) ถอดบทเรียนเจ้าหน้าที่-นักวิจัย มุ่งแก้ไข "การเก็บหลักฐานดิจิทัล"
ประเด็นข้อถกเถียง และการวิพากษ์วิจารณ์อันเป็นผลสืบเนื่องจาก "ชุดกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล" ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องติดตาม ซึ่งตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการหยิบยกประเด็นปลีกย่อยที่เกี่ยวข้องกับชุดกฎหมายดังกล่าวมาพูดคุยกัน
โดยหนึ่งในเวทีการพูดคุยที่น่าสนใจ คืองาน "Let's Talk It Over, Episode 3 : พยานหลักฐานดิจิทัลในกระบวนการยุติธรรม" ซึ่งมูลนิธิเอเชียรวมกับเครือข่ายพลเมืองเน็ต จัดขึ้น เพื่อเป็นเวทีแสดงความเห็นต่อการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทางดิจิทัลตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมตามมาตรฐานสากล
พ.ต.ท.พัฒนะ ศุกรสุต รองผู้บัญชาการสำนักเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เห็นว่า ในความเป็นจริงแล้ว หลักฐานทางดิจิทัลที่พูดถึงเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก
เขาบอกว่า อย่าไปหลงประเด็นกับการใช้หลักฐานดังกล่าวมากจนเกินไป เพราะในความเป็นจริงการใช้หลักฐานดิจิทัลในกระบวนการสืบสวนสอบสวนนั้น เป็นส่วนหนึ่งในการสืบพยานในคดีต่างๆ เช่น การสืบเส้นทางการเงิน ในคดีที่เกี่ยวกับการฉ้อโกง เป็นต้น
นอกจากนี้ พ.ต.ท.พัฒนะ ยังระบุว่า ความสำคัญของหลักฐานดิจิทัลนั้นมีความสำคัญเป็นอันดับท้ายๆ ของการสืบสวนด้วยซ้ำ เขาบอกว่าการเก็บหลักฐานแบบเก่า เช่น การเก็บลายนิ้วมือ การสอบพยานบุคคล พยานแวดล้อม เป็นต้น ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างมาก วิธีการสืบสวนของนักสืบเก่าๆ ยังมีความสำคัญอยู่มาก
"ถามว่า ถ้าเราสืบรู้ว่ามีการกระทำความผิดในคอมพิวเตอร์สักเครื่อง สิ่งที่เราจะเก็บคือลายนิ้วมือแฝงที่อยู่บนคอมพิวเตอร์ ส่วนข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์นั้น คือองค์ประกอบการกระทำความผิดมากกว่า"
ทั้งนี้ พ.ต.ท.พัฒนะ เห็นว่า ในกระบวนการยุติธรรมปกตินั้นมีการพิสูจน์ทั้งข้อเท็จจริง และการหาองค์ประกอบการกระทำความผิด อยู่ในนั้นพร้อมอยู่แล้ว จึงไม่ต้องกลัวว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาจะไม่สามารถอธิบาย หรือหาทางสู้คดีไม่ได้ เพราะกระบวนการยุติธรรมก็ได้ให้ความเป็นธรรมอยู่ในตัวอยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี นายจุลศักดิ์ แก้วกาญจน์ นักวิจัยจากเครือข่ายพลเมืองเน็ต บอกว่า เครือข่ายพลเมืองเน็ตมีโครงการศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับพยานหลักฐานทางดิจิทัล ซึ่งจากการเก็บข้อมูลในเบื้องต้นนั้นพบว่าในตัวกฎหมายดังกล่าวมีปัญหาสำคัญๆ อยู่ 3 ประการ ได้แก่
หนึ่ง ปัญหาการกำหนดนิยามเกี่ยวกับคำว่าพยานหลักฐานดิจิทัลนั้นยังไม่ชัดเจน ซึ่งความไม่ชัดเจนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนได้
สอง มาตรฐานหรือหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่อ่านข้อมูลที่เป็นหลักฐานดิจิทัลและต้องแปลงข้อมูลออกมาเป็นหลักฐานทางเอกสารนั้นยังมีแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน หรือยังไม่มีมาตรฐานกลางร่วมกัน เปรียบเทียบได้กับประเด็นเรื่องการชันสูตรพลิกศพซึ่งต้องกำหนดให้เป็นมาตรฐานการเก็บข้อมูลเดียวกัน
สาม ปัญหาการไม่ได้รับความเป็นธรรมในการต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลย เนื่องจากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาหรือทนายความผู้ถูกกล่าวหายังขาดองค์ความรู้ ตลอดจนกระบวนการได้พยานหลักฐานมาต่อสู้คดียังมีหลายส่วนที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เช่น กระบวนการตรวจสอบการได้มาซึ่งพยานหลักฐานของฝ่ายรัฐ หรือการตรวจสอบย้อนกลับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดี
"ในส่วนนี้จำเลยหรือทนายความยังเข้าถึงข้อมูลดิจิทัลที่จะนำมาใช้ต่อสู้คดีได้น้อยกว่ารัฐซึ่งยังไม่เป็นไปตามหลักการดำเนินคดีที่เป็นธรรมตามหลักการสากล ซึ่งต้องมีการกำหนดมาตรการเสริมโดยการให้ความรู้และกำหนดแนวทางปฏิบัติ หรือเครื่องมือที่จะมาช่วยเสริมความเป็นธรรมในส่วนนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น"
เขาบอกว่า ในการศึกษาเกี่ยวกับพยานหลักฐานดิจิทัลตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ นั้นยังอยู่ระหว่างการศึกษาซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีจึงจะเสร็จสิ้นและมีข้อเสนอในทางวิชาการออกมาอีกครั้ง
...
(ขอบคุณภาพ-thaihealth.or.th)


