ย้อนรอยปม'จีทูจีฉาว' บทเรียนราชการสนองการเมือง

ย้อนรอยปม'จีทูจีฉาว' บทเรียนราชการสนองการเมือง

(รายงาน) ย้อนรอยปม'จีทูจีฉาว' บทเรียนราชการสนองการเมือง

คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงพาณิชย์ เตรียมประชุมเพื่อลงมติ "2 ข้าราชการ" ตามที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. ชี้มูลความผิดกรณี"ขายข้าวรัฐต่อรัฐให้กับจีน"


โดยป.ป.ช.แจ้งข้อหาทุจริตกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กับพวกรวมทั้งสิ้น 17 คน ซึ่งมีทั้งนักการเมือง เอกชน และข้าราชการ อย่าง นายฑิฆัมพร นาทรวรทัต รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ ช่วงนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ


คณะบุคคลดังกล่าวยืนยันว่าขายข้าวจทูจีให้จีนกว่า 7 ล้านตัน แต่การตรวจสอบของป.ป.ช.ไม่พบว่ามีการขายข้าวให้รัฐบาลจีนจริง แต่เป็นการสร้างกระบวนการขึ้นมา โดยนำข้าวในโครงการรัฐไประบายให้พวกพ้องและวนขายภายในประเทศ มีการตั้งตัวแทนจากบริษัทจีนมาเจรจาในลักษณะตัวแทนเชิดหรือนอมินี เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูลซื้อขายเป็นการทั่วไป


กระทรวงพาณิชย์ อ้างว่าได้ระบายข้าว แบบ "จีทูจี" โดยมีบริษัทจีน เข้ามาทำสัญญา คือ บริษัท GSSG IMP AND EXP.CORP ตั้งอยู่ที่นครกวางเจา สาธารณรัฐประชาชนจีนและบริษัทไห่หนาน


แต่ในเอกสารมอบอำนาจของบริษัท ปรากฏว่าผู้มีอำนาจได้ลงนามมอบอำนาจให้กับบุคคลคนหนึ่ง โดยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จ.พิจิตร ให้มีอำนาจทำการแทนในการซื้อขายข้าวตามสัญญา "จีทูจี" จำนวน 5 ล้านตัน จากการตรวจสอบพบว่า ผู้มีอำนาจของบริษัทดังกล่าวกลับเป็น"ผู้ช่วยส.ส.พรรคเพื่อไทย"


ส่วนบุคคลที่รับมอบอำนาจให้ทำการแทน และอยู่ที่ จ.พิจิตร คนในพื้นที่เรียกว่า "เสี่ยโจ"


"เสี่ยโจ" เป็นคนของบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด เคยถูกป.ป.ช.ตรวจสอบพบว่ามีส่วนในการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวเมื่อปี 2546-2547 สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีพฤติกรรมนำข้าวเก่ามาเวียนเทียนเข้าโครงการรับจำนำ


นอกจากนั้น บริษัท เพรซิเดนท์ฯ ยังมีความเกี่ยวข้องกับบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ที่เข้าประมูลข้าวของรัฐบาล หลังจากเมื่อปี 2547 บุคคลสำคัญใน บริษัทเพรซิเดนท์ฯ ได้ไปจดทะเบียนตั้ง บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด


"สยามอินดิก้า" กับ "เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง" ไม่ต่างกับเป็นนิติบุคคลเดียว


การซื้อขายวนเวียนรับมอบข้าวอยู่ในกลุ่มบุคคลเหล่านี้และตั้งขึ้นมาเป็นเครือข่ายจีทูจีลวง เพราะต้องการเลี่ยงการประมูล


การเลี่ยงประมูลดังกล่าวส่งผลเสียหายต่อรัฐ โดยคณะบุคคลเหล่านี้ร่วมกันซื้อข้าวจากคลังรัฐบาลในราคาต่ำมาก ก่อนไปขายในราคาต่ำกว่าตลาด กรณีซื้อกระสอบละประมาณ 300 บาท ขณะที่ราคาข้าวในตลาดในช่วงนั้น อยู่ที่กระสอบละ1,500-1,555 บาท ปริมาณ 7.32 ล้านตัน จะมีค่าส่วนต่างราคาถึง 2 หมื่นล้านบาท
ป.ป.ช.ตรวจสอบบัญชีออมทรัพย์ของกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งเป็นบัญชีข้าวของรัฐบาล


ข้อมูลในช่วงวันที่ 28 ก.ย.-15 ต.ค. ที่รัฐบาลบอกว่ามีการขายข้าว แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ พบว่ามีการถอนเงินจากธนาคารใหญ่ในหลายลักษณะ ทั้ง "แคชเชียร์เช็ค" และ "การโอนเงิน"


ยกตัวอย่างเช่น เงินชำระค่าข้าว บัญชีกรมการค้าต่างประเทศ เลขที่ 385-0-09504-5 บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย พบว่ามาจากแคชเชียร์เช็ค ของธนาคารใหญ่ 4 แห่ง คือ ธนาคารกสิกรไทย กรุงเทพ กรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ และเชื่อมโยงแคชเชียร์เช็ค 2 ใบ คือธนาคารกสิกรไทย ลงวันที่ 11 ต.ค. 2555 มูลค่า 527,117,625 บาท และแคชเชียร์เช็ค กสิกรไทย ลงวันที่ 11 ต.ค. 2555 มูลค่า 177,000,000 บาท ซื้อโดยคนของบริษัทสยามอินดิก้าและพบว่าเช็คของบุคคลผู้นี้ ได้รับเงินโอนมาจากคนของสยามอินดิก้า


หาก เป็นการค้าแบบ "จีทูจี" ต้องมีการเปิด "แอล/ซี" แต่กลับไม่พบว่ามีการเปิด "แอล/ซี" แสดงว่าไม่มีการค้าข้าวให้ต่างประเทศจริง


จากการตรวจสอบบัญชีเงินหมุนเวียนจากธนาคารใหญ่ เช่น มีการโอนเงินรวม 72 รายการจากธนาคารใหญ่ 4 แห่งในประเทศไทย รวมมูลค่า 4,960 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบเช็คอีกเป็นพันฉบับพบว่า มีที่มาจากกลุ่มคณะบุคคลเดียวกัน ผิดวิสัยการทำการค้าระหว่างประเทศ


ป.ป.ช.สรุปสำนวนส่งฟ้องศาล ไม่มีการซื้อขายจีทูจีอยู่จริง


แต่ข้าวถูกวนขายให้กับโรงสี และจำหน่ายในประเทศ ในช่วงนั้นราคาข้าวสารในประเทศแทบ"ไม่ขยับ" และทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากมีข้าวระบายออกสู่ตลาดตลอดเวลา เท่ากับว่าผู้ที่ "แอบระบายข้าว" ในนาม"จีทูจี" มีต้นทุนที่ถูกกว่า จึงกดราคาเพื่อเร่งขายข้าวออกมาสู่ตลาด


ผลขาดทุนจึงเกิดกับรัฐบาล ขณะที่ผลกำไรจาก"ส่วนต่าง"ราคาตกกับเอกชนที่ร่วมขบวนการ จึงเป็นที่มาของข้อกล่าวหา"ทุจริต"


จากนี้ข้าราชการทั้งสองคนมีเวลาอุทธรณ์ 30 วัน หากไม่สำเร็จและจะสู้ต่อต้องไปฟ้องศาลปกครองว่า คำสั่งให้ออกไม่ชอบ ซึ่งมี 2 กระบวนการในศาลชั้นต้นของศาลปกครองและศาลปกครองสูงสุด เป็นอันสิ้นสุด ในข้อหากระทำผิดวินัยราชการอย่างร้ายแรง


ยังมีคดีอาญาที่ถูกฟ้องร่วมนักการเมืองและเอกชน และมีคดีแพ่งกำลังจะตามมา
คำสั่ง อ.ก.พ.กระทรวงพาณิชย์ คงเป็นบทเรียนให้กับข้าราชการ การสนองตอบต่อการเมืองเกินไป มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดคดีเช่นนี้และชีวิตราชการต้องสิ้นสุดลง

.....

ย้อนรอยมติป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหา


เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2557 นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงแจ้งข้อกล่าวหาโครงการรับจำนำข้าวว่ากรรมการป.ป.ช.เริ่มต้นมาตั้งแต่แรกมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ในขณะที่ดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์กับพวกที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวในขั้นตอนของการระบายข้าว และมีการเพิ่มเติมในประเด็นของจีทูจีในภายหลัง ซึ่งได้มีผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกหลายราย เช่น นายภูมิ สาระผล ในขณะที่เป็นรมช.พาณิชย์และผู้ดำเนินการเจรจาทั้งสองฝ่าย รวมถึงผู้รับมอบอำนาจของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เข้ามาเจรจาด้วย


อนุกรรมการไต่สวนมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นว่ากรณีที่มีการอ้างว่าการทำจีทูจีกับจีน ไม่ใช่กรณีซื้อขายตามสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ ไม่มีการทำสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐ และไม่มีการส่งข้าวออกนอกราชอาณาจักรจริงตามที่กล่าวอ้าง รวมไปถึงไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นตัวแทนในการค้าข้าวอย่างมีอำนาจเต็มจากสาธารณรัฐประชาชนจีน
ป.ป.ช.มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้แจ้งข้อกล่าวหากับบุคลข้างต้น และบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 15 ราย และบ.จีเอสเอสจี บ.ไห่หนาน และบุคคลที่อ้างว่าเป็นกรรมการผู้จัดการตัวแทนของบริษัทนี้ รวมถึงตัวแทนคนไทยที่เข้าเกี่ยวข้องด้วย


ส่วนบริษัทสยามอินดิก้า อนุกรรมการป.ป.ช.จะดำเนินการไต่สวนเพิ่มเติมอีก เนื่องจากมีพยานหลักฐานที่ปรากฏไปถึงบริษัทที่รับซื้อรายใหญ่อีก 17 ราย ในจำนวนนี้ เป็นการค้าที่อ้างอิงว่าเป็นการค้าแบบจีทูจี ซึ่งความจริงแล้วเป็นการค้าในประเทศ ที่ชัดเจนมีการจ่ายเช็คเงินสดให้กรมการค้าต่างประเทศ ไม่ได้จ่ายแบบรัฐต่อรัฐ


ดังนั้นกรณีที่จ่ายให้กรมการค้าต่างประเทศเป็นกรณีที่ไม่สามารถจะอ้างอิงเพื่อยกเว้นภาษีอากรได้ เพราะได้มีการนำออกขายให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ หลักฐานที่ได้มาจะนำไปบันทึกเป็นบัญชีต้นทุนและนำไปชำระภาษีไม่ได้ เพราะเอกสารไม่ชอบ เป็นความเท็จ


อนุฯกรรมไต่สวนมีมติส่งเรื่องนี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจและปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาด เช่น กรมสรรพากรในการเรียกเก็บภาษี และกรมการค้าต่างประเทศ ให้ยุติการดำเนินการทันทีถ้าไม่ดำเนินการจะมีมาตรการต่อไป เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีอาการจำนวนมหาศาล


ผู้ถูกกล่าวหา 15 รายนั้น ประกอบด้วย นายมนัส สร้อยพลอย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายฑิฆัมพร นาทวรทัต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักบริหารการค้าข้าว นายอัครพงษ์ ทีปวัชระ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ บริษัทจีเอสเอสจี บริษัทไห่หนาน และตัวแทนของหน่วยงานทั้งสองทั้งชาวจีนและชาวไทยคือ นายรัฐนิธ โสจิระกุล นายสมคิด เอื้อนสุภา นายลิตร พอใจซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด