วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูป'ตำรวจ-อัยการ-ศาล' คืนความเชื่อมั่นสังคมไทย

(รายงาน) "ต้องลดคนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ไม่ใช่อะไรก็ตั้งข้อหาเป็นจำเลย"

แง่มุมตัวบทกฎหมาย เป็นเรื่องที่สังคมไทย มักจะมองเป็นเรื่องไกลตัว และชวนปวดหัวอย่างมากในแง่การตีความและความรู้สึกที่มองว่า เรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล ขอไม่ยุ่งไม่เกี่ยว และด้วยสังคมเชิงอำนาจ ใครมียศอำนาจก็มักจะเบ่ง และแสดงบารมี ประกบกับสังคมไทยมีความไร้ระเบียบในการดำเนินชีวิต จึงยิ่งส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายในหลายๆ มิติ จึงดูไร้ค่า และไม่สามารถใช้ได้อย่างแท้จริง


วงเสวนา "เวทีพลเมืองปฏิรูป ครั้งที่ 11" จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และสถานีโทรทัศน์ NOW26 ซึ่งเป็นเวทีสรุปประเด็นปฏิรูปด้านต่างๆ หลังตระเวนรับฟังความคิดเห็นมาถึง 10 เวทีจากทั่วประเทศ ก็ได้มีการสรุปข้อเสนอด้านกฎหมาย ผ่านการกลั่นกรองจากกูรูด้านกฎหมาย


ที่มีข้อเสนอแนะว่า กระบวนการยุติธรรมไทย ต้นธารแรกคือ "การปฏิรูปตำรวจ" เพราะเป็นด่านแรกของขบวนยุติธรรม ที่มีความไม่ชัดเจนโปร่งใส จนประชาชนไม่ไว้วางใจ รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมาย องค์กรที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมต้องปรับตัวใหม่ งดใช้มาตรฐานอื่นๆ ในการพิจารณาคดี นอกจากมาตรฐานความยุติธรรมเท่านั้น


นายสมชาย หอมละออ อดีตกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวถึงการปฏิรูประบบยุติธรรมไทยว่า ในฐานะที่เป็นกรรมการด้านปฏิรูปกฎหมาย ถ้าหมายถึงศาล เราก็ยังสนับสนุนระบบศาลคู่อยู่ (มีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม) เพียงแต่ศาลนั้น จะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งแนวคิดเรื่องจะทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องเพื่อประโยชน์สาธารณะได้


โดยเฉพาะคดีสิ่งแวดล้อม หรือคดีที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ใครก็น่าจะฟ้องได้ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นทนายความ หรือองค์กรเอกชน ที่ฟ้องต่อศาลปกครอง นอกจากนี้ อยากเสนอให้มีการปรับปรุงโครงสร้าง สามารถให้ประชาชนฟ้องร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง


ทั้งนี้จะต้องเน้นในเรื่องกระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้มากขึ้น เพราะในขณะนี้มีคนที่ติดคุกอยู่ราว 3 แสนคน โดยทุกๆ 100 คน มีโอกาสเกี่ยวข้องกับคดีอาญา และ 20 ครอบครัว จะมีสมาชิก 1 ครอบครัวอยู่ในเรือนจำ ส่วนตัวคิดว่าเราต้องไม่คิดว่า กระบวนการยุติธรรมไม่ใช่การเอาคนเข้าคุก แต่ต้องการสร้างความหลากหลายในกระบวนการยุติธรรม


"ต้องไม่สร้างความรู้สึกในการถูกรัฐจำกัดสิทธิเสรีภาพ หากหัวหน้าครอบครัวไปติดคุก ย่อมส่งผลต่อครอบครัว และจะมีปัญหาตามมาอีกมากมาย ในนานาประเทศมีแนวคิดทำการลดทอนอาชญากรรม เพราะในบางกรณีอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นอาชญากรรม เช่น การบุกรุกป่า มันเป็นความผิด เพราะกฎหมายกำหนด"


นอกจากนี้ นายสมชาย ยังชี้ว่า 67% ของผู้ต้องขังคือ คดียาเสพติด ที่ 80% ในจำนวนนี้ เป็นผู้เสพ เป็นผู้ค้ารายย่อยที่อยากหามาเสพ ซึ่งปัจจุบันก็ระบุเป็นผู้ป่วยแล้ว แต่มีการตีขลุ่มเป็นผู้ต้องหาทั้งหมด ซึ่งต้องมีการแก้ไข ลดการส่งคนเข้าคุก หรือการปฏิรูปกรณีฝ่ายปกครองที่เดินไปคนละทางกับตำรวจ เพราะการทำงานของตำรวจมีมากมายเกินไป ทั้งโบกรถ ทั้งงานราชการต่างๆ ที่มีหน่วยงานขอให้ไปช่วยเหลือ ฉะนั้นต้องสร้างความร่วมมือกันเพื่อเดินไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต่อไป


"ทุกวันนี้การทำงานแค่ระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการกับ ผู้กำกับการ เหมือนคนละชั้นกัน บางคนแทบจะต้องไหว้ตำรวจ เวลาที่มีการประชุม ผู้กำกับการ ไม่ไปเอง ส่งรองผู้กำกับการไปแทน และยิ่งขณะนี้การมีประกาศต่างๆ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยิ่งทำให้การทำงานของฝ่ายตำรวจ ออกห่างจากการกำกับดูแลของฝ่ายปกครองออกไปอีก"


นายสมชาย เสนอแนะว่า ต้องลดคนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ไม่ใช่อะไรก็ตั้งข้อหาเป็นจำเลย ต้องไปคอยประกัน ต้องตั้งข้อหา ต้องเสริมเรื่องงานยุติธรรมชุมชน รวมทั้งต้องเบี่ยงเบนคดีออกไป เช่น การไกล่เกลี่ย เป็นยุติธรรมทางเลือก ยุติธรรมสมานฉันท์ และจะทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สิทธิและหน้าที่ทางกระบวนการยุติธรรม มีที่ปรึกษาบ้าง


ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ระบุว่า การแก้ปัญหาไม่ใช่แค่หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง มันต้องบวกกับหลักฐานข้อมูล และเหตุผล ปัญหาในสังคมไทย ที่ต้องแก้ คือ เรื่องตัวบทของกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม การออกกฎหมายในหลายๆ ครั้งเป็นการมองแค่มุมเดียว มิติเดียว ถ้าจะยกตัวอย่าง อย่างการไปเก็บแผ่นซีดีจากกองขยะมา กลายเป็นมีการพิจารณาโทษไปตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษค่อนข้างสูงและรุนแรง แม้จะรับสารภาพแต่โทษก็ยังสูงอยู่ จะจ่ายค่าปรับก็ไม่มีเงิน ก็ต้องถูกจับขังคุก


"ทุกวันนี้ มีกฎหมายก็เหมือนไม่มีกฎหมาย ซ้ำการนำไปบังคับใช้ ก็เกิดปัญหาในเรื่องขาดระเบียบของคนในสังคมอีก กลายเป็นสังคมอลหม่าน ที่สำคัญการบังคับใช้กฎหมาย ประเทศเราเป็นประเทศที่เน้นเรื่องธุรกิจ ไม่ว่าธุรกิจการเมือง ราชการ ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากทุกฝ่าย ฉะนั้น ถ้าจะออกกฎหมายต้องดูทุกมิติ"
นายเสรี กล่าวว่า การปฏิรูปเกี่ยวกับด้านกระบวนการยุติธรรม นอกจากตัวบทกฎหมายแล้ว ในส่วนของ "องค์กรยุติธรรม" เอง ทั้งกระทรวงยุติธรรม และองค์กรอิสระที่เกี่ยวกับความยุติธรรม ต้องปรับปรุงเพื่อที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น องค์กรศาล ดุลยพินิจจะต้องมีการปรับปรุงเพื่อป้องกันข้อครหาเกี่ยวกับการมีหลายมาตรฐานในการตัดสินคดี รวมทั้งตัดสินอย่างไรให้คนเกรงกลัว "อัยการ" ต้องมีความชัดเจนในการทำหน้าที่ ไม่ใช่ไปเป็นกรรมการในหน่วยงานต่างๆ อย่างที่ผ่านมา


รวมทั้งงานของ "ทนายความ" เอง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ต้องแก้ปัญหาในกระบวนการยุติธรรม ขณะนี้สิ่งที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย กำลังหารือในการปรับปรุง คือ "การปฏิรูปตำรวจ" ต้องมีการแก้ไข เพื่อให้ตำรวจมีความโปร่งใส ไม่มีการแทรกแซง และทำให้มีการใช้ความสามารถในการทำงาน รวมทั้งการกระจายอำนาจของตำรวจ การกระจายอำนาจการสืบสวนสอบสวน จะให้อยู่ภายใต้องค์กรเดียวหรือกระจายออกไป


"เราจะต้องทำให้ความรู้สึกของประชาชน รับรู้ว่ากฎหมายคือกติกาของสังคม ที่เมื่อมีแล้วต้องสร้างความผาสุกให้กับประเทศ" นายเสรี สรุป