วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

อัยการแจงฟ้อง'ยิ่งลักษณ์'ตั้งคณะทำงาน6คนรับผิดชอบสำนวน

อัยการแจงฟ้อง"ยิ่งลักษณ์"ครบถ้วนสมบูรณ์ ตั้งคณะทำงาน 6 คน รับผิดชอบสำนวน หากเดินทางไปตปท.ก่อนศาลประทับรับฟ้องต้องขออนุญาตคสช.

นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน นายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกอัยการสูงสุด ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงขั้นตอนการยื่นฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า อัยการได้เรียบเรียงคำฟ้องครบถ้วนสมบูรณ์ยื่นให้ศาลพิจารณาพร้อมกับนำเอกสารจำนวนมากตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะทำงานทั้ง 2 ฝ่ายได้รวบรวมส่งให้ศาล ทั้งนี้ขั้นตอนตามกฎหมายภายหลังการฟ้องคดีที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะเลือกองค์คณะผู้พิพากษาเพื่อพิจารณาคดีนี้ 9 ท่าน โดยเลือกจากผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาให้แล้วเสร็จภายใน 14 วัน จากนั้นองค์คณะจะประชุมเพื่อเลือกเจ้าของสำนวน 1 ท่าน และพิจารณาคำฟ้องของอัยการ หากไม่มีการแก้ไขศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯจะมีคำสั่งประทับรับฟ้องและกำหนดวันให้คู่ความมาศาล ในส่วนของอัยการจะตั้งคณะทำงาน 6 คน ขึ้นรับผิดชอบสำนวนคดีโดยมีนายสุรศักดิ์เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

ผู้สื่อข่าวถามว่าในระหว่างนี้หากน.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องการเดินทางไปต่างประเทศจะขออนุญาตกับหน่วยงานใด นายชุติชัย กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มอบหมายให้ทนายความยื่นเอกสารชี้แจงสาเหตุที่ไม่เดินทางมาศาล ซึ่งสามารถกระทำได้ จึงทำให้คดียังไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาล ในระหว่างนี้หากประสงค์เดินทางไปต่างประเทศคงต้องขออนุญาตจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างไรก็ตาม ภายหลังอัยการยื่นฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์มีฐานะเป็นจำเลยในคดีแล้ว และสามารถมาศาลได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอให้ถึงกำหนดนัดฟังคำสั่งในวันที่ 19 มี.ค. หรือวันที่ศาลมีหมายเรียกให้มาศาลครั้งแรก สำหรับการบรรยายคำฟ้องในคดีอัยการได้ระบุถึงความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวตามที่ป.ป.ช.ตรวจสอบพบในช่วงแรก แต่ตัวเลขความเสียหายที่บรรยายฟ้องยังไม่ใช่ความเสียหายที่แท้จริงคือ 600,000 ล้านบาท แต่จำนวนตัวเลขไม่ใช่สาระสำคัญเพราะอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา เพียงแค่พบความเสียหายก็ถือว่าความผิดสมบูรณ์แล้ว ในส่วนคดีแพ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลังซึ่งในที่สุดจะถูกส่งมาให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง โดยคดีละเมิดทางแพ่งมีอายุความ 1 ปี

"ส่วนคดีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการ แต่พบว่ารายละเอียดในคดีมีมากกว่ากรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงตั้งคณะทำงานขึ้นรับผิดชอบ 7 คน โดยจะเป็นการแยกพิจารณาเป็น 2 คดี ไม่นำไปเพิ่มเติมในคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์" นายชุติชัยกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในประเด็นที่ทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมว่าถูกตัดพยานในชั้นไต่สวนของป.ป.ช. นายชุติชัย กล่าวว่า ในชั้นศาล ศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะเรียกไต่สวนเพิ่มเติมหรือไม่ หากมีประเด็นที่ศาลตรวจพบ ศาลอาจไต่สวนเพิ่มเติมจากการไต่สวนของป.ป.ช.ก็ได้ ซึ่งในวันนัดคู่ความครั้งแรกศาลจะสอบถามจำเลยว่าจะให้การอย่างไร

ศาลนัดฟังคำสั่งจะประทับรับฟ้องคดีหรือไม่19มี.ค.

ภายหลังยื่นฟ้องคดีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการในโครงการรับจำนำข้าว นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขานุการแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา แถลงชี้แจงขั้นตอนการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีว่า แม้การยื่นฟ้องครั้งนี้จำเลยจะไม่มาศาลแต่อัยการสามารถยื่นฟ้องคดีได้ โดยศาลนัดฟังคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องคดีหรือไม่ในวันที่ 19 มี.ค.นี้

โดยพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระบุว่า เมื่ออัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องคดีต่อศาลให้ประธานศาลฎีกาเรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายในเวลาไม่เกิน 40 วัน นับแต่วันยื่นฟ้อง เพื่อให้ที่ประชุมใหญ่ที่มีผู้พิพากษาศาลฎีกากว่า 170 คน เลือกองค์คณะผู้พิพากษาจำนวน 9 ท่าน โดยวิธีลงคะแนนลับ

เมื่อได้องค์คณะจะประกาศรายชื่อองค์คณะไว้ที่ศาลฎีกาภายใน 5 วันนับจากวันประชุมใหญ่ เพื่อให้คู่ความทราบและมีโอกาสคัดค้านผู้พิพากษาที่ได้รับเลือก ต่อมาองค์คณะผู้พิพากษาที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่จะเลือกผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนโดยวิธีลงคะแนนลับ จากนั้นจะร่วมกันพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ หากเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายศาลจะประทับรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา กำหนดวันพิจารณาคดีครั้งแรกและส่งสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยให้มาศาลในวันนัดพิจารณาครั้งแรกเพื่อให้การต่อสู้คดี และกำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐาน หากโจทก์นำตัวจำเลยมาศาลในวันฟ้อง ผู้พิพากษาจะพิจารณาในการขังหรือปล่อยตัวชั่วคราว

นายธีรทัย กล่าวอีกว่า สำหรับสำนวนคำฟ้องของโจทก์ได้ยื่นฟ้องใน 2 ข้อหา คือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมาอาญามาตรา 157 ระวางโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ2,000 -20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 123/1 ระวางโทษจำคำ 1-10 ปี ปรับ20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของท้ายคำฟ้องอัยการไม่ได้ระบุว่าขอคัดค้านกาประกันตัวหรือห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เพราะเป็นอำนาจการพิจารณาของศาล