วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยันไม่คิดปรับรมต.มีเรื่องใหญ่ให้ทำอีกมาก

"นายกฯ"ให้ครม.สอบผ่านผลงาน 6 เดือน ยันไม่คิดปรับครม. แจงยังมีเรื่องใหญ่ให้ทำอีกมาก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความพึงพอใจผลการทำงานในรอบ 6 เดือนของรัฐบาลว่า "รู้กันบ้างหรือไม่ว่ามีผลงานอะไรของรัฐบาลที่ออกมาบ้างจำได้ไหม ยังจำได้ไหม ผลงานที่ผ่านมามีทั้งหมด มีเยอะแยะ แต่สื่อก็ยังมีการเขียนว่ารัฐบาลไม่เห็นทำอะไรนั่งกันอยู่เฉยๆ อ่านแล้วก็โมโห พูดอย่างนี้มันก็หมดกำลังใจเหมือนกัน ที่ผ่านมาไปย้อนดูว่ามีการทำงานกันกี่กลุ่ม แต่ละกระทรวงทำงานกันมา และที่ทำมาถึงวันนี้ได้เพราะการเข้ามาทำงานเรามีการออกกฎระเบียบมากมาย ปรับปรุงวิธีการกระบวนการรื้อของเก่าทำของใหม่มันไม่ง่าย ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ ครม.ชุดนี้ทำทั้งสิ้น แล้วถ่ายทอดให้ข้าราชการดำเนินการต่อ ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองลงลึกไปถึงข้างล่าง แต่ก็มีความเสียหายเยอะผมไม่อยากพูด”


ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการประเมินผลงานของรัฐมนตรีหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ให้ผ่านทุกคนอยู่แล้ว ทุกคนต่างเหน็ดเหนื่อย อดตาหลับขับตานอน สำหรับผลงานวันนี้ที่จับต้องได้ ที่สำคัญคือประเทศมันไม่ล้ม ที่ผ่านมาประเทศเราจะล้มอยู่แล้ว ก่อนหน้าวันที่ 22 พ.ค.2557 ประเทศมันล้มไปแล้ว เกือบจะพังพาบ รัฐบาลไปดันขึ้นมา รื้อฐานราก ที่ผ่านมาอาจไม่มีใครรู้เพราะไม่มีใครมาตอบคำถาม มีแต่ตนเท่านั้นที่พูดมาก พอพูดมาก็หาว่าพูดเกินไป พอไม่พูดก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้จะเอาอย่างไรกัน


เมื่อถามว่าคิดจะปรับ ครม.บ้างหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ยังไม่คิด เพราะมีเรื่องใหญ่โตกว่านี้เยอะ ถ้าคิดถึงเรื่องนี้เรื่องเดียวก็คงไม่ต้องทำอะไรแล้ว ควรรู้ว่างานมันเยอะขนาดไหน ทุกกระทรวงก็ทำกันอย่างเต็มที่ ที่ผ่านมาต่างก็อดตาหลับขับตานอน ทุกคนรู้ฐานะดีว่าการเข้ามาเป็นรัฐบาลนั้นเข้ามาทำอะไร ทุกคนต่างก็ทุ่มเท เป็นเรื่องของเกียรติยศ เดี๋ยวก็ไปแล้ว ทำไมต้องมาทำอะไรให้เกิดความเสียหายกับวงศ์ตระกูล


เตือนอย่าเป็นไก่ตรุษจีนจิกตีกันในเข่ง
“วันนี้วันตรุษจีน อยากเป็นเหมือนไก่ตรุษจีนกัน ก็เอาซิ ต่างคนต่างเก่ง ต่างก็จิกตีกันตลอดเวลาที่อยู่ในเข่ง สุดท้ายถึงเวลาก็ถูกนำไปฆ่าเชือดคอทั้งเล้า ตายทั้งเข่ง อย่าทำตัวเป็นไก่ตรุษจีน อย่าทำตัวแบบนั้นเลย ผมไม่ได้ว่าตัวเองดีหรือเก่งกว่าใคร แต่สื่อชอบออกมาตำหนิรัฐบาลแย่ ข้ามาแล้วไม่ทำอะไร ไม่มีผลงาน แต่ความจริงของเก่าไม่มีอะไรเลยที่เป็นเรื่องราวเลย ทำไมสื่อไม่ไปถามรัฐบาลที่แล้วบ้าง ทำไมถึงมีปัญหาเช่นนี้ ทำไมถึงปล่อยให้รัฐบาลประยุทธ์ต้องมาแก้ปัญหา ไปถามรัฐบาลคนดีคนเก่งของพวกท่านดู น่ารำคาญจริงเลยพวกนี้”


เมื่อถามว่าถ้ามาแล้วเจอปัญหามากมายเช่นนี้รู้สึกตกใจหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “แหม..อย่างกับเข้ามาเป็นนายกฯ แล้วตกใจ ไม่ตกใจหรอก เพราะรู้ว่ามันมีปัญหาเยอะถึงเข้ามา ที่เข้ามาเพราะรู้ว่ามันมีปัญหามากมายแต่ไม่ตกใจ เพราะรู้ว่ามันเป็นอย่างไรอยู่ แต่ตกใจอย่างเดียวคือมันมากกว่าที่คิดไว้เยอะ ไอ้เรื่องที่มันแย่ๆ”


สนช.ชะลอพ.ร.บ.ชุมนุมที่สาธารณะ
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวถึงผลการประชุมวิป สนช.ว่า จากกรณีที่การประชุมแม่น้ำ 5 สายมีการพูดถึงว่า สนช.ให้ความเห็นชอบกฎหมายต่างๆ ออกมาน้อยเกินไปนั้น จากการหารือในวิปรัฐบาล สนช. และคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นตรงกันว่า หลังจากนี้การพิจารณาร่างกฎหมายที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้แจ้งไปยังส่วนราชการต่างๆ เพื่อให้แจ้งความเห็นต่อร่างกฎหมายแต่ละฉบับ ขอให้ส่วนราชการเร่งแจ้งความเห็นกลับมา โดยหากหน่วยงานต่างๆ ไม่แจ้งความเห็นกลับมาภายในเวลา 2 สัปดาห์ ให้ถือว่าหน่วยงานนั้นเห็นชอบร่างกฎหมายที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาแล้ว และจะส่งให้ สนช.พิจารณาต่อไป ซึ่งการกำหนดเช่นนี้จะทำให้กฎหมายต่างๆ ออกมาเร็วขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน


นพ.เจตน์ กล่าวว่า ส่วนการพิจารณาแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับที่... พ.ศ....ซึ่งกรรมาธิการวิสามัญได้นำไปพิจารณาก่อนรับหลักการนั้น โดยเห็นว่า ร่างดังกล่าวมี 19 ประเด็น แยกเป็นสองส่วน คือ 1.การอนุมัติตามอนุสัญญาการต่อต้านการทุจริตของสหประชาชาติ 10 ประเด็น 2.การพัฒนาปรับปรุงวิธีพิจารณากฎหมาย ป.ป.ช. 9 ประเด็น ซึ่งวิป สนช.เห็นว่า ให้พิจารณาในส่วนแรกไปก่อน ขณะที่ส่วนที่สองให้รอการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงนำมาพิจารณาเพื่อจะได้มีเนื้อหาสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สำหรับร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ ซึ่งมีจำนวน 35 มาตรานั้น คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สนช. ยังไม่เห็นด้วย และเสนอให้มีการแก้ไขบางประเด็น จึงขอให้ สนช.ชะลอการพิจารณาไปก่อน


กมธ.ยกร่างยุบร่างมาตราปฏิรูปสื่อ

ขณะที่ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นวันที่สิบแปด โดยยังคงอยู่ในภาค 4 ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด2 ว่าด้วยการปฏิรูปด้านต่างๆ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาในส่วนที่ 8 ว่าด้วยการปฏิรูปการสื่อสาร และเชิญสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สายสื่อมวลชน ได้แก่ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้, นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เข้ารับฟังและชี้แจงรายละเอียด


สำหรับบทบัญญัติที่เสนอมีสาระสำคัญ คือ มาตรา (4/1/8)1 ว่าด้วยการกำหนดให้มีการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการสื่อสารมวลชนในเรื่องดังต่อไปนี้ (1) กฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมมาตรฐาน และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อ, (2) กฎหมายเกี่ยวกับการสร้างกลไกเพื่อป้องกันการผูกขาด ครอบงำและแทรกแซงสื่อ เพื่อเป็นการครอบงำหรือกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารข้อมูลที่หลากหลายของประชาชน, (3) กฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้งบส่วนนี้เพื่อประชาสัมพันธ์ตัวบุคคล การทุจริต และใช้งบประมาณส่วนนี้เพื่อแทรกแซงสื่อ, (4) กฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารของทางราชการ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิได้รับข้อมูลและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการได้ง่าย และส่งเสริมประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐ การตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ทั้งนี้ ต้องไม่กีดกันการรับรู้ข้อมูลข่าวสารรวมถึงขั้นตอนการเข้าถึงข้อมูลต้องทำได้ง่าย โดยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐต้องเน้นการเปิดเผยมากกว่าปกปิด สามารถปกปิดได้เมื่อเห็นว่าจำเป็น และ (5) กฎหมายที่ว่าด้วยการคุ้มครองผู้รับสื่อ เพื่อไม่ให้มีการละเมิดสิทธิ ที่กระทบต่อชื่อเสียง ฐานะเป็นอยู่ และมีการกำหนดการเยียวยาที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือผลกระทบ โดยสาระสำคัญเพื่อเป็นการปรับปรุงกลไกที่เหมาะสมเพื่อให้สื่อมวลชนสามารถกำกับดูแลกันเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการแทรกแซงสื่อมวลชน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมได้พิจารณารายละเอียดและปรับถ้อยคำให้เหมาะสม ทั้งนี้ บทบัญญัติในส่วนที่ 8 ได้อภิปรายและพิจารณาอย่างเข้มข้นนานเกือบ 2 ชั่วโมง ได้มีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทักท้วงว่า การเขียนบทบัญญัติไม่เป็นผลให้เกิดการปฏิรูปสื่อมวลชน เพราะการปรับปรุงหรือตรากฎหมายเพื่อบังคับใช้ เพื่อยกระดับสื่อมวลชนให้มีคุณภาพ ปราศจากการแทรกแซง สามารถทำได้ด้วยการออกกฎหมายภายใต้ สปช.และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชุดปัจจุบันได้ และบางประเด็นเขียนไว้ในส่วนต่างๆ เช่น แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ, สิทธิ เสรีภาพของบุคคลแล้ว พร้อมเสนอให้ยุบมาตรา (4/1/8)1 ทั้งหมด และนำบทบัญญัติไปเขียนเพิ่มเติมในร่างมาตราที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพิจารณาผ่านมาแล้ว
โดยที่ประชุมได้เห็นร่วมกัน และให้นำประเด็นของการยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับสื่อมวลชน ไประบุไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ส่วนจะกำหนดให้เป็นไปภายในระยะเวลาเท่าใด ให้คณะทำงานพิจารณากันอีกครั้ง ก่อนจะผ่านการพิจารณาไปสู่ในส่วนปฏิรูปอื่นต่อไป


สนช.ถกแก้กฎหมายป.ป.ช.วันนี้
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช.ต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ว่า ในวันที่ 19 ก.พ.นี้ จะเข้าไปชี้แจงถึงหลักการและเหตุผลในการยื่นขอแก้ไข โดยเฉพาะร่างกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติกฎหมายให้เป็นไปตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านทุจริต ค.ศ.2003 ซึ่งมีความจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะที่ประเทศไทยได้ลงนามร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาดังกล่าว ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) ได้ผ่านความเห็นชอบในร่างกฎหมายฉบับนี้แล้วและจะมีการบรรจุเข้าวาระพิจารณาใน สนช.วันพรุ่งนี้ (19 ก.พ.) ซึ่งมองว่าคงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด


“ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต มีสาระสำคัญอยู่ 4 ข้อ คือ 1.ให้อำนาจ ป.ป.ช. ไต่สวนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศที่ให้หรือรับสินบน 2. ป.ป.ช. เป็นตัวกลางในการประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศเพื่อดำเนินการในคดีทุจริต 3.ให้อายุความสะดุดหยุดลงในกรณีผู้ถูกกล่าวหาว่าทุจริตไม่เข้ากระบวนการพิจารณา 4.ริบทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาว่าทุจริตกรณีทรัพย์สินอยู่ต่างประเทศ ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป.ป.ช. ที่เสนอให้ สนช.พิจารณาในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ เป็นในส่วนของการอนุมัติให้เป็นไปตามอนุสัญญาสหประชาชาติใน 4 ข้อดังกล่าวนี้” นายปานเทพ กล่าว