วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เวทีถกสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21ส่อเค้าเลื่อน

เวทีหารือสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ส่อเค้าเลื่อน หลังภาคประชาชนเสนอเปลี่ยนจากโต้วาที เป็นหารือกลุ่มเล็ก โดย 'ประยุทธ์' เป็นประธาน

คณะบุคคลที่ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึก ถึงนายกรัฐมนตรี ให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบรอบสัมปทาน รอบที่ 21 ซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปานเทพ พัวพงศ์พันธ์ หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี ได้หารือร่วมกัน

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เปิดเผยว่า ได้ประชุมหารือร่วมกันในวันนี้ เพื่อเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนรูปแบบการจัดเวทีกลาง ทำความเข้าใจการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 จากรูปแบบเวทีโต้วาที เป็นการพูดคุยกลุ่มเล็ก โดยเสนอให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. เป็นประธาน แทน หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สามารถหาทางออกร่วมกัน แทนการอภิปรายข้อมูลพลังงาน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในหลายเวทีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ขอให้ภาคประชาชนกำหนดบุคคลที่จะเข้าร่วมในการหารือกับรัฐบาล ไม่ใช่รัฐบาลเป็นผู้กำหนดเอง เพราะขณะนี้มีรายชื่อของบุคคลที่ไม่เคยร่วมในการเคลื่อนไหว มาเป็นตัวแทนภาคประชาชน และ ขอให้รัฐบาลเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีร่วมหารือในครั้งนี้ด้วย เพราะนายอภิสิทธิ์ มีข้อมูลเรื่องสัปทานปิโตรเลียมเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ หากรัฐบาลไม่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดเวทีในครั้งนี้ได้ทันวันศุกร์นี้ ควรเลื่อนการจัดรับฟังความเห็นออกไปก่อน 1 สัปดาห์ ส่วนเวทีหารือวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้จะเกิดขึ้นรือไม่ ต้องรอฟังผลการการหารือร่วมกับ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ในวันพรุ่งนี้ก่อน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานเพื่อขอเข้าพบ

ด้านหม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี กล่าวว่า การเปิดเวทีในครั้งนี้มีสัดส่วนที่นั่งทั้งสิ้น 300 คน แต่ภาคประชาชนมีเพียง 20 ที่นั่ง ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ไม่เปิดกว้าง และหวังว่ารัฐบาลจะรับฟังข้อเสนอและปรับเปลี่ยนรูปแบบการหารือให้เหมาะสม

ทั้งนี้ จุดยืนของทางคณะฯ เห็นว่า รัฐบาลควรชะลอการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ออกไปก่อน จนกว่าจะมีการแก้ไข กฎหมาย พระราชบัญญัติ ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และ พระราชบัญญัติภาษีปิโตรเลียมก่อน ซึ่งหากใช้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะทำให้การร่างกฎหมายใหม่ใช้เวลาเพียง 6 เดือน ซึ่งจะไม่กระทบต่อการผลิตปิโตรเลียมในอนาคต