สมาชิกสปช.เสนอ "ประยุทธ์"จับเข่าคุย "ทักษิณ" เชื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการปรองดองที่แท้จริง พร้อมเรียกแกนนำ "พท.-ปชป.-นปช.-กปปส."ถกรอบ 2
นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีที่นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นคนกลางเรียกแกนนำทุกฝ่าย พูดคุยเรื่องการปรองดอง พร้อมหนุนนิรโทษกรรมให้กับประชาชน ยกเว้นแกนนำว่า เรื่องการปรองดองถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ไม่ว่าจะนำมาเขียนไว้ในกฎหมายกี่ฉบับ หรือเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญก็จะไม่สำเร็จ เพราะจะต้องเริ่มจากการปฏิบัติจริง และคนที่จะปฏิบัติได้ดีที่สุดในสถานการณ์และในเวลาเช่นนี้ คือ พล.อ.ประยุทธ์ เอง
อีกทั้งการปรองดองไม่ใช่การนำเอาทหาร-ตำรวจ ออกมาร้องรำทำเพลง หรือไปเล่นมโหรีตามสถานที่ต่าง ๆ หรือแม้แต่การลงไปพูดคุยกับชาวบ้านในตำบลต่าง ๆ ก็ยังไม่ใช่วิธีการปรองดอง เพราะการที่บ้านเมืองจะปรองดองได้นั้นอยู่ที่ตัวนักการเมือง แกนนำกลุ่มต่างๆ และพรรคการเมือง ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยทำมาแล้ว ให้มีการพูดคุยกัน แต่หลังการรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค.เป็นต้นมา ก็ยังไม่ได้มีการทำต่อ ดังนั้น จะต้องมีการนำแกนนำมาพูดคุยกันตรงนี้ ถือเป็นศิลปะที่ผู้นำประเทศต้องทำ
นายวันชัย กล่าวว่า สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องทำเพื่อให้ประเทศกลับสู่ความปรองดองโดยเร็ว คือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งขอให้นัดเลยจะเจอกันที่ไหน แต่จะต้องมีคนร่วมการพูดคุยด้วย ไม่ใช่คุยกันแค่ 2 คน เพราะอาจถูกมองว่าไปเกี้ยเซี้ยะกันหรือไม่ จากนั้นก็ต้องนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะว่าอะไรที่ทำได้ และอะไรที่ทำไม่ได้บ้าง
2.พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องคุยกับคู่ขัดแย้ง คือ แกนนำพรรคเพื่อไทย แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงคู่ขัดแย้งกลุ่มการเมือง แกนนำ นปช. แกนนำ กปปส. โดยจะไปพบเองหรือเข้าพบทีละคู่ เมื่อพูดคุยได้ข้อสรุปแล้วก็นำมาบอกกับประชาชนว่าอะไรที่ตกลงได้และอะไรที่ตกลงไม่ได้บ้าง
“ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกฯและหัวหน้า คสช.ยังไม่เริ่มที่จะพูดคุยอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าการปรองดอง ก็จะยังไม่เกิดขึ้น แม้ว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาดีอย่างไร ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ดังนั้น ผมขอเป็นกำลังใจให้นายกฯ เริ่มต้นพูดคุยอย่างจริงจังได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อแก้ไขปัญหาในประเทศนี้ เพราะไม่เช่นนั้นสิ่งที่ท่านทำมาทั้งหมดจะกลายเป็นความล้มเหลวและเสียของโดยสิ้นเชิง”นายวันชัย กล่าว
"เอนก"อยากเห็นทุกฝ่ายพูดคุยกัน
ด้านนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ คณะกรรมาธิการ (กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้รับผิดชอบหมวดการปรองดอง กล่าวถึงกรณี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เตรียมจะตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ เพื่อมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้น ว่า เบื้องต้นคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าวจะประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน มีคุณสมบัติไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด สังคมยอมรับ มีประสบการณ์ในการสร้างสันติสุข ส่วนฝ่ายคู่ขัดแย้งจำนวน 5 คนนั้น ทางผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 9 คน จะเป็นผู้ทำหน้าที่คัดเลือกอีกครั้ง
โดยคณะกรรมการฯชุดดังกล่าวนี้ จะทำหน้าที่สร้างความปรองดองในระยะยาว แก้ไขปัญหาความขัดแย้งทำให้ความขัดแย้งเป็นประชาธิปไตย สันติวิธี ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ให้แตกแยก หักล้างและบาดหมางกัน เบื้องต้น แนวคิดดังกล่าวเป็นเพียงตัวร่างบทบัญญัติที่เตรียมจะเสนอเข้าที่ประชุมกมธ.ยกร่างฯเท่านั้น ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาแต่อย่างใด
ส่วนกระบวนการปรองดองให้เกิดความสำเร็จนั้น มองว่าทุกคนต้องหันหน้าคุยกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของบ้านเมือง ต้องเชิญทุกฝ่ายมาคุยกัน เนื่องจากทุกคนเชื่อถือและมั่นใจว่ามีอำนาจที่จะทำให้ความขัดแย้ง ทุเลาคลี่คลายไปสู่สันติวิธี และสันติสุขได้ อีกทั้งเท่าที่ฟังความเห็นจากทุกฝ่ายก็พร้อมที่จะเดินหน้า เชื่อว่าอีกไม่นานผู้ที่มีอำนาจของบ้านเมืองก็จะหยิบเรื่องนี้มาพิจารณา ดังนั้น อยากเสนอสิ่งเหล่านี้เพื่อให้โอกาสกับบ้านเมืองกลับสู่สันติสุข เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ หากบ้านเมืองปกครองโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ขัดแย้งกัน แต่สถานการณ์พิเศษตอนนี้มีฝ่ายที่สาม ซึ่งไม่ใช่สองฝ่ายที่ขัดแย้งมาคุมอำนาจรัฐอยู่ จึงเป็นโอกาสที่ดี
"ผมอยากให้ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองรีบดำเนินการ และขอวิงวอนไปยังทุกฝ่าย ขอให้อดทน ใจเย็น โดยเฉพาะฝ่ายที่ต้องการการเลือกตั้ง ตนอยู่ใน กมธ.ยกร่างฯ เราพยายามทำงานกันอย่างรวดเร็ว ถือว่าเร็วกว่ากำหนด บ้านเมืองปกครองระบอบอื่นไม่ได้นอกจากระบอบประชาธิปไตย ไม่อยากให้เรื่องนี้บาดหมางกัน เห็นใจทุกฝ่าย และอยากขอให้ผู้ที่ทำกิจกรรมการเมืองช่วงนี้ ทำกิจกรรมด้วยความสุขุมและเยือกเย็นที่สุด"
คลอดกรอบทีมปรองดอง20ก.พ.
นายคำนูญ สิทธิมาน โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวกรณีที่นายบวรศักดิ์ เตรียมตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบว่า เบื้องต้นทาง กมธ.ยกร่างฯ ยังไม่เห็นรายละเอียด เข้าใจว่าเป็นเพียงตุ๊กตาที่ตั้งไว้เพื่อเตรียมพิจารณาในสัปดาห์หน้า ส่วนรูปแบบจะเป็นอย่างไรคงต้องรอผลการพิจารณาของ กมธ.ยกร่างฯ อีกครั้ง ทั้งนี้ คาดว่าหากเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ก็น่าจะทราบความชัดเจนได้ภายในวันที่ 20 ก.พ.นี้
คศป.ไม่มั่นใจคู่ขัดแย้งคุยปัญหาจบ
ขณะที่นายบุญเลิศ คชายุทธเดช สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)ในฐานะรองประธานกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง (คศป.) กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าสถานการณ์ตอนนี้ บรรดาแกนนำหรือผู้นำ ยังมีจุดยืนหรือมีทัศนะในประเด็นเรื่องการปรองดองไม่ตรงกัน เพราะตอนที่เกิดวิกฤติ กปปส.ชัตดาวน์กรุงเทพ ตอนนั้น นปช.ก็ชุมนุมที่ถนนอักษะ จนเกิดประเด็นว่าจะปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง หรือจะเลือกตั้งก่อนการปฏิรูป จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ก็ประกาศกฎอัยการศึก แล้วให้คู่ขัดแย้งมาหารือกันเมื่อวันที่ 21-22 พ.ค.2557 ว่าจะเลือกตั้งหรือจะปฏิรูปก่อนกัน ณ เวลานั้น แต่ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ จนเป็นที่มาของการเข้าควบคุมอำนาจในที่สุด
“นั่นแสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปของ กปปส.ได้รับการตอบรับจากการยึดอำนาจ ดังนั้นผมจึงไม่ทราบว่า เมื่อให้คู่ขัดแย้งมาพูดคุยกันอีกในเวลานี้ จะรู้เรื่องหรือไม่”
รองประธาน คศป. กล่าวต่อว่า ตนมีความเห็นว่าในเวลานี้ เพื่อเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความปรองดอง เบื้องต้นควรเร่งดำเนินการใน 3 ข้อ คือ 1.ให้ความสำคัญกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และขณะนี้มีมาตรการเยียวยาไปถึงไหนแล้ว 2.ในส่วนของประชาชนที่ถูกดำเนินคดีอยู่นั้น ควรจะเป็นผู้ที่ได้รับการนิรโทษกรรม แต่กลับไม่มีการพูดถึง 3.อยากให้ตัวแทนแต่ละฝ่ายเสนอกันออกมาว่า บ้านเมืองจะเกิดความปรองดองจะต้องทำยังไงบ้าง
เชื่อ"ยิ่งลักษณ์"ยื้อคดีข้าวถึงปีหน้า
นายสุริยะใส กตะศิลา อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวถึงกรณีที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะส่งฟ้องคดีรับจำนำข้าวในวันที่ 19 ก.พ.ว่า ขณะนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และทีมทนาย กำลังหาทางยื้อคดีทุจริตจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุดจะยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้คดีล่าช้าออกไปจนถึงรัฐบาลสมัยหน้า ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และขณะนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ก็ยังไม่ยืนยันว่าจะไปศาลหรือไม่ ทั้งที่ไม่มีภารกิจสำคัญอะไรแล้ว จะอ้างเหตุผลอะไรที่จะไม่ไปศาล เพราะใครๆ ก็เห็นตระเวนทัวร์ชิมอาหารอยู่ทุกวัน แต่ไม่มีเวลาไปศาล จะอธิบายสังคมอย่างไร
"ที่น่าแปลกก็คือ ทีมทนายคุณยิ่งลักษณ์ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นการเมือง สร้างประเด็นใหม่ๆ เพื่อเบี่ยงเบนคดีและยื้อเวลา แทนที่จะเอาเวลาไปเก็บข้อมูล หาพยานหลักฐานเพื่อเตรียมสู้คดีในชั้นศาล ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาย้ำบ่อยๆ ว่าจะเลือกตั้งต้นปีหน้า ยิ่งเป็นไปได้ที่ทีมทนายจะยื้อคดีให้ลากยาวออกไปจนถึงปีหน้า เพื่อรอให้โมเมนตัมทางการเมืองเปลี่ยน และอาจทำให้รูปคดีเปลี่ยนตามไปด้วย ซึ่งถ้าดูกระบวนการพิจารณาคดีตามปกติ ไม่เกินปีนี้ก็สามารถพิพากษาคดีได้แล้ว หากคุณยิ่งลักษณ์ไม่หลบหนี หรือหาแท็กติก ยื้อคดีออกไป" นายสุริยะใส กล่าว
คาดปล่อย"ยิ่งลักษณ์"ออกนอกไม่กลับแน่
นายสุริยะใส กล่าวด้วยว่า ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือแม้แต่ศาลที่จะต้องระมัดระวัง เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีเดินหน้าไปได้ ส่วนจะตัดสินออกมาอย่างไรสังคมก็ต้องยอมรับอยู่แล้ว แต่หากมีการพิจารณาให้ออกนอกประเทศ ก็เป็นไปได้ที่ นางสาวยิ่งลักษณ์จะหลบหนีเพื่อให้คดีถูกจำหน่ายชั่วคราว ซึ่งทำให้กระบวนการยุติธรรมสะดุดเหมือนหลายๆ คดีที่คนผิดมักหลบหนีออกนอกประเทศหลังจากก่อเหตุไว้ จนทำให้กระบวนการปรองดองถูกกระทบและเกิดความขัดแย้งเรื้อรัง เพราะคนที่สร้างปัญหามีความผิด ไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซ้ำร้ายยังไปเคลื่อนไหวโจมตีทำลายความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรมไทยอีกด้วย
"กลุ่มพลเมืองโต้กลับ"ยังเคลื่อนไหวต่อ
นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน และแกนนำกลุ่ม “พลเมืองโต้กลับ Resistant Citizen” กล่าวถึงกรณีที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจจับกุม บริเวณลานด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ภายหลังจัดกิจกรรม “เลือกตั้งที่ลัก” เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ทางตำรวจ สน.ปทุมวัน ได้จับกุมและตั้งข้อกล่าวหาตนเอง รวมถึงนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ และนายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ อาชีพขับรถแท็กซี่ ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง โดยอาศัยมาตรา 8 และมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.กฎอัยการศึก 2457 ห้ามไม่ให้มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
นายอานนท์ กล่าวว่า แต่ทั้ง 4 คน ให้การปฏิเสธ และขอประกันตัว จากนั้นตำรวจได้อนุญาตให้ประกันตัว พร้อมกับตั้งเงื่อนไข 3 ข้อ คือ 1.ให้อยู่เป็นหลักแหล่ง 2.ห้ามออกนอกประเทศ และ 3.ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่เราไม่ยอม เพราะเห็นว่าการที่จะได้ประกันตัวต้องไม่มีเงื่อนไขใด ๆ จากนั้นทางตำรวจยอมให้ประกันตัวได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ส่วนนายสิรวิชญ์ที่ผ่านมาเคยถูกจับกุมมาแล้ว 1 ครั้ง และติดเงื่อนไขที่เคยตกลงกับทางทหารว่าจะไม่เคลื่อนไหวทางการเมือง จึงถูกตั้งข้อกล่าวหา 2 ข้อ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนัดมาพบอีกครั้งในวันที่ 16 มี.ค.เพื่อดำเนินคดีต่อไป อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าหลังจากนี้ทางกลุ่มของตนจะมีการเคลื่อนไหวอีกแน่นอน แต่ยังไม่ขอลงรายละเอียดว่าจะใช้สถานที่ใด เพราะไม่ได้ผิดเงื่อนไขการประกันตัว
ได้ประกันตัว-นำส่งศาลทหารวันนี้
ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 03.00 น.วันที่ 15 ก.พ. พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ในวงเงินคนละ 20,000 บาท ท่ามกลางความยินดีของกลุ่มเพื่อนนักศึกษา ที่มารอให้กำลังใจกันอยู่ที่ สน.ปทุมวัน โดยเมื่อทั้งหมดถูกปล่อยตัวออกมา กลุ่มที่มารอให้กำลังใจก็นำดอกกุหลาบสีแดง มามอบให้ทั้ง 4 คนอีกด้วย ทั้งนี้พนักงานสอบสวนมีเงื่อนไขว่า หากทั้ง 4 คนที่ได้ประกันตัว มีความประพฤติจัดกิจกรรมในลักษณะที่ขัดคำสั่ง คสช.จะดำเนินการริบเงินประกันและควบคุมตัวทันที หลังจากนี้จะนำตัวส่งศาลทหารต่อไป
ด้าน พ.ต.อ.จักริน พันธ์ทอง พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน กล่าวว่า หลังจากนี้ทางพนักงานสอบสวนจะเร่งทำสำนวน ก่อนนัดให้ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนมาพบในวันที่ 16 มี.ค.เพื่อนำตัวส่งฟ้องศาลทหารต่อไป





