ในปัจจุบันคนชราทั่วไป ต้องไปรับจ้างทำงานต่างๆ เพราะตัวเองไม่มีสวัสดิการเลย : อรุณี
ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วง "สังคมผู้สูงอายุ" ด้วยสัดส่วนประชากรสูงวัยมีมากกว่าประชากรช่วงอายุอื่น แต่ในการดูแลกลุ่มประชากรผู้สูงอายุของภาครัฐ โดยเฉพาะหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพ ตาม พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554 ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือน พ.ค.2554 จนถึงขณะนี้ปาเข้าไปเกือบ 4 ปีแล้วที่กลไก และกระบวนการตามกฎหมายไม่อาจขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากไม่ยังไม่มีการออกกฎหมายลำดับรองลงไปมารองรับ
เมื่อเร็วๆ นี้ ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดการสัมมนา เรื่อง "หลักประกันความมั่นคงด้านรายได้เพื่อการยังชีพของผู้สูงอายุ : การเร่งรัดการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554" เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค ตลอดจนผลกระทบและข้อเสนอแนะในการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
นางอุบล หลิมสกุล รองประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปสังคมฯ กล่าวว่า ถ้าดูที่มารายได้ของผู้สูงอายุในปัจจุบัน พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีรายได้มาจากลูกหลาน บำเหน็จ บำนาญ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยรวมแล้วเป็นรายได้ที่น้อย อีกทั้งในขณะนี้ขนาดครอบครัวของประเทศไทยก็เล็กลงเรื่อยๆ คนแต่งงานกันไม่ค่อยอยากมีลูก จึงทำให้เราจะพึ่งพาลูกหลานคงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นในสังคมสูงอายุเราจะต้องเตรียมการอย่างไรให้มีความมั่นคงในเรื่องนี้
โดยกฎหมายนี้กระทรวงการคลังได้ขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2549 กว่าจะออกมาเป็นพระราชบัญญัติได้ ซึ่งมีหลักการ คือ การให้แรงงานนอกระบบมีหลักประกันเรื่องรายได้ โดยออมส่วนหนึ่งและรัฐบาลสมทบอีกส่วนหนึ่ง เมื่ออายุ 60 ปี ได้บำนาญมากน้อยตามอัตราและระยะเวลาการออม อีกทั้งรัฐยังต้องประกันความเสี่ยงของเงินออม
"จากการศึกษาและวิเคราะห์ มองเห็นถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น เกี่ยวกับการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม จึงต้องเร่งผลักดันพระราชบัญญัตินี้ให้ออกมาบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะยิ่งมีระยะเวลาการออมมากก็จะมีเงินออมมาก ซึ่งรัฐบาลน่าจะดีใจที่มีคนอยากจะออม"
นางลาวัลย์ ภูวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายการออมและการลงทุน กระทรวงการคลัง ระบุว่า แรงงานของประเทศทั้งหมด แบ่งเป็นแรงงานในระบบ 13 ล้านคน และแรงงานนอกระบบอีก 25 ล้านคนที่ยังไม่มีการประกันรายได้ในยามชราภาพ ทางกระทรวงการคลัง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หาแนวทางปรับเปลี่ยนสังคมจากการสงเคราะห์ให้กลายเป็นการมีส่วนร่วมสร้างหลักประกันรายได้ให้กับตัวเองไว้ใช้ในยามชราภาพ โดยออมเองส่วนหนึ่ง และรัฐสมทบอีกส่วนด้วย จึงเป็นที่มาของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
เธอบอกว่า จากพระราชบัญญัติดังกล่าวต้องเปิดรับสมาชิกตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.2555 แล้ว แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จนถึงปัจจุบันทางกระทรวงการคลังไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามเสนอเรื่องนี้ทุกครั้งที่มีรัฐมนตรี ซึ่งเราก็ดีใจว่า เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของรัฐบาลชุดนี้ที่จะผลักดันเรื่อง กอช.
สำหรับบุคคลที่จะมีสิทธิเป็นสมาชิกใน กอช. ต้องเป็นคนสัญชาติไทย มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี และไม่อยู่ในกองทุนตามกฎหมายอื่นที่ได้รับเงินสมทบจากรัฐหรือนายจ้าง ฉะนั้นคนที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม หรือสมาชิกกองทุนเลี้ยงชีพต่างๆ ไม่สามารถสมัครได้ เพราะเป็นการจ่ายเงินที่ซ้ำซ้อน รวมทั้งไม่อยู่ในบำเหน็จ บำนาญ ของภาครัฐและเอกชนด้วย
ส่วนการสมทบของภาครัฐ โดยภาครัฐจะสมทบให้ตามช่วงอายุ โดยช่วงระยะเวลาการออมไม่เกิน 30 ปี รัฐจะสมทบให้อัตราร้อยละ 50 ต่อเงินสะสม ระยะเวลาเกิน 30 ปี แต่ไม่เกิน 50 ปี รัฐสมทบอัตราร้อยละ 80 ต่อเงินสะสม และระยะเวลาเกิน 50 ปี รัฐสมทบอัตราร้อยละ 100 ต่อเงินสะสม โดยเงินสมทบเราให้เป็นรายเดือน เมื่ออายุครบ 60 ปี
แม้ว่าจะลาออกจากสมาชิกก่อน 60 ปี ก็ต้องรอจนกว่าจะอายุ 60 ปีเพราะเราอยากให้คนที่ออมเงินมามีเงินใช้ในแต่ละเดือน เงินที่ได้มากหรือน้อยอยู่ที่ช่วงระยะเวลาในการออม
ทั้งนี้ กอช. มีการค้ำประกันผลตอบแทนว่า จะต้องไม่น้อยกว่าเงินฝากประจำ 1 ปี ของธนาคาร 7 ธนาคาร แต่ถ้ากองทุนฯ ไปบริหารจัดการได้ดี ได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงกว่าเงินฝากประจำ ก็จะได้รับไปตามนั้น
"เราได้หารือกับสำนักงานประกันสังคม เพราะเรื่องนี้มีความยาก โดยส่วนหนึ่งสำนักงานประกันสังคมได้เดินหน้าไปแล้ว และแรงงานนอกระบบส่วนหนึ่งจะอยู่ที่สำนักงานประกันสังคม ตัวเลขเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา มีประมาณ 9 แสนคน เราก็คิดว่าจะต้องทำอย่างไรที่จะต้องดูแลคนส่วนนี้ เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลัง และกระทรวงแรงงาน ต้องดูในภาพรวมทั้งหมดของแรงงานนอกระบบ เนื่องจาก กอช. เป็นหลักประกันรายได้ของแรงงานนอกระบบในยามชราภาพ"
นายพรเทพ ศิริไพบูลย์ นิติกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานประกันสังคม บอกว่า ภาพรวมคนชราภาพในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ข้าราชการ ที่มีสิทธิในการรับบำเหน็จ บำนาญ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
2.พนักงานลูกจ้างเอกชน ที่มีกองทุนประกันสังคม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ 3.กลุ่มแรงงานนอกระบบ ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา 40 และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ รวมทั้งกองทุนการออมแห่งชาติ ที่จะช่วยดูแลคนในกลุ่มแรงงานนอกระบบอีกทางด้วย
ส่วนสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างในระบบประกันสังคม ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.แรงงานในระบบ ที่มีการจ่ายเงินประกันสังคมทุกๆ เดือน ตามมาตรา 33 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว
2.แรงงานในระบบ ที่เคยจ่ายเงินประกันสังคมตามมาตรา 33 รวม 12 เดือน และลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว หรือว่างงาน แต่ต้องการเข้าระบบประกันสังคมตามมาตรา 39 และ 3.แรงงานนอกระบบ หรือเข้าระบบประกันสังคมตามมาตรา 40
ระบบประกันสังคมที่ดูแลเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2537 ซึ่งในขณะนั้นสิทธิประโยชน์ยังไม่จูงใจให้ประชาชนได้เข้ามาเป็นสมาชิก ต่อมาพ.ศ.2554 รัฐบาลได้เขียนเป็นนโยบายของรัฐว่า ให้ความสำคัญโดยการมุ่งดูแลแรงงานนอกระบบ จึงเป็นที่มาของการทำพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับมาตรา 40 ซึ่งเริ่มแรกก็ได้มีการสำรวจความต้องการของแรงงานนอกระบบ แทบไม่แตกต่างกับความต้องการในสวัสดิการของแรงงานในระบบเลย
แต่มีปัญหาอุปสรรคอยู่อย่างหนึ่ง คือ พ.ร.บ.ประกันสังคม รัฐบาลร่วมจ่ายเงินสมทบกับแรงงานในระบบ ตามมาตรา 33 และ 39 ขณะที่มาตรา 40 ไม่มีบทบัญญัติให้รัฐร่วมจ่ายเงินสมทบด้วย เพราะฉะนั้นเม็ดเงินที่จะมาดูแลเรื่องสวัสดิการแรงงานนอกระบบ ตามมาตรา 40 นั้นไม่พร้อม
ดังนั้น เวลาออกแบบการเขียนตัวพระราชกฤษฎีกาจะต้องเขียนทางเลือกไว้ ดังนี้
ทางเลือกที่ 1 ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินรายเดือนๆ ละ 100 บาท ซึ่งคุ้มครองในเรื่องของเจ็บป่วย แต่ไม่คุ้มครองในเรื่องของการรักษาพยาบาล เนื่องจากมีหลักประกันสุขภาพไว้ดูแลแล้ว ฉะนั้นจะต่อยอดในกรณีที่คนคนนั้น นอนป่วยเป็นผู้ป่วยใน ดูแลในเรื่องของทุพพลภาพ ตั้งแต่ 500-1,000 บาท แล้วแต่ระยะเวลาการจ่ายเงินของแต่ละราย และดูแลในเรื่องของการตายที่จ่ายค่าทำศพให้ 20,000 บาทต่อราย
ทางเลือกที่ 2 ดูแลคล้ายๆ ทางเลือกที่ 1 แต่ต้องมีการจ่ายเงินรายเดือนๆ ละ 150 บาท ถึงจะเพิ่มเงินบำเหน็จชราภาพ
จนกระทั่ง พ.ศ. 2556 มีการแก้ไขพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา 40 ที่ไม่ใช่ให้สิทธิประโยชน์เฉพาะแรงงานนอกระบบ แต่ให้รวมไปถึงผู้ที่เกษียณอายุด้วย โดยผู้ประกันตนจะต้องจ่ายเงินรายเดือนๆ ละ 200 บาท ที่มีการดูแลเป็นเงินบำนาญชราภาพ ที่ต้องมีเงื่อนไขการจ่ายเงินสมทบ ถึงจะถึงเกณฑ์การจ่ายเงินบำนาญ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ 3
ส่วนทางเลือกที่ 4 คือ คนที่อยู่ทางเลือกที่ 1 อยู่แล้วไปซื้อเพิ่มในทางเลือกที่ 3 และทางเลือกที่ 5 คือ คนที่อยู่ในทางเลือกที่ 2 อยู่แล้วไปซื้อเพิ่มในทางเลือกที่ 3
"ภาพรวมทั้งหมดในขณะนี้ ประชาชนที่เข้าสู่ระบบประกันสังคม ตามมาตรา 40 อยู่ประมาณ 2.4 ล้านคน และนโยบายของรัฐในมาตรา 40 เห็นว่า ควรจะมีเรื่องการออมชราภาพ โดยมีหน่วยงานเดียวดูแล คือ กอช. ทางสำนักงานประกันสังคม และกระทรวงการคลัง จึงได้มีการทำร่วมกันอยู่ ซึ่งจะมีการโอนกลุ่มทางเลือกที่ 3 ประมาณ 1 ล้านคน ไปยัง กอช.ซึ่งอยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมายอยู่"
นางสาวอรุณี ศรีโต ประธานเครือข่ายบำนาญภาคประชาชน เห็นว่า ความจริงแล้วกฎหมาย กอช. ควรที่จะเสร็จตั้งนานแล้ว แต่กระทรวงการคลังไม่ยอมทำ ทั้งที่แรงงานนอกระบบอยากออม เพื่อให้แก่ชราไปจะได้ไม่ลำบาก ถ้าประชาชนทั่วไปได้สิทธิประโยชน์แบบข้าราชการเลย ที่มีบำนาญ ก็คงไม่ต้องมาออมเอง
เธอเสนอว่า ในอนาคตประเทศไทยควรที่จะมี "พระราชบัญญัติบำนาญ" เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ การมีบำนาญเพื่อให้ยามแก่จะได้ไม่ต้องลำบาก เพราะในปัจจุบันคนชราทั่วไป ต้องไปรับจ้างทำงานต่างๆ เพราะตัวเองไม่มีสวัสดิการเลย ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการในเรื่องนี้
"อย่างดิฉันได้เบี้ยยังชีพเพียงเดือนละ 600 บาท และเงินบำนาญจากประกันสังคมอีก 1,000 บาท รวมแล้ว 1,600 บาท จะมีคุณภาพชีวิตแบบไหนเพราะไม่มีลูกหรือเครือญาติมากมาย"
ประธานเครือข่ายบำนาญภาคประชาชน ทิ้งท้ายว่า ควรจะทำอย่างไรที่จะลดบำนาญที่มีความเหลื่อมล้ำ ไม่ให้กระจุกตัวอยู่เพียงหย่อมๆ หลายๆ ที่ แต่ควรที่จะรวมไว้ให้อยู่ที่เดียวกัน โดยมีเปิดเผยรายละเอียดการจ่ายเงินสมทบจากรัฐบาลให้ชัดเจน ให้ประชาชนได้รับเท่าๆ กัน





