คปก.ไม่เห็นด้วยกับบทบัญญัติในมาตรา 28 ที่ยกเว้นความรับผิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย
ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ... มีปัญหาไม่น้อยตั้งแต่ยังไม่เข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
ร่างกฎหมายฉบับนี้ตกค้างมาหลายรัฐบาล สาเหตุส่วนหนึ่งที่วิเคราะห์กันเป็นเพราะ รัฐบาลของนักการเมืองไม่ต้องการให้มีกฎหมายควบคุมการชุมนุม เพราะการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองไทยในทศวรรษหลัง ใช้กลุ่มพลังมวลชนกดดัน ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รวมทั้งการชุมนุมของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)
ฉะนั้นจึงไม่มีพรรคการเมืองไหนผลักดันกฎหมายฉบับนี้อย่างจริงจัง สวนทางกับหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะตำรวจ ทหาร ที่ต้องรับหน้าเสื่อ "คุมม็อบ" ทั้งเสี่ยงกระทำผิดกฎหมาย และเป็นอันตรายต่อตนเองถึงชีวิต
กระทั่งล่าสุดในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีการปัดฝุ่นกฎหมายชุมนุมสาธารณะขึ้นมาอีกครั้ง โดยเป็นร่างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทว่าเมื่อส่งเข้ามา แม้จะมีการทำประชาพิจารณ์ แต่ก็ยังมีเสียงค้านอยู่ดี โดยเฉพาะประเด็นการต้องขออนุญาตพนักงานเจ้าหน้าที่ (ตำรวจ) ก่อนทำการชุมนุม โดยพนักงานเจ้าหน้าที่มีสิทธิไม่อนุญาตให้มีการชุมนุม และการที่แกนนำผู้ชุมนุมต้องรับผิดชอบหากเกิดเหตุร้ายใดๆ จนมีความสูญเสียเกิดขึ้น
หลายเสียงมองว่าการห้ามการชุมนุมของประชาชนโดยเสรี ขัดต่อหลักการของรัฐธรรมนูญแทบทุกฉบับของเมืองไทยที่รับรองให้การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
แม้ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ จะผ่านขั้นรับหลักการจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว แต่ก็มีการส่งกลับไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบอีกครั้ง
ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ มีอีกหนึ่งองค์กรที่ออกมาเคลื่อนไหว คือ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) โดย นายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้ส่งบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะเรื่อง "ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ...." ถึงนายกรัฐมนตรี ประธาน สนช. และประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยเรียกร้องให้ชะลอร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไว้ก่อนจนกว่าจะได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับถาวร และมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศที่มีความชัดเจน
ทั้งนี้เพื่อให้มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณากรอบการใช้เสรีภาพการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ โดยจะต้องเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนบนพื้นฐานการใช้เสรีภาพของทุกฝ่าย
คปก.เห็นว่า ร่างพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ที่รัฐบาลผลักดันโดยผ่านการพิจารณาของ ครม.เมื่อวันที่ 18 พ.ย.2557 นั้นอาจไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายและกระทบสิทธิเสรีภาพประชาชนเกินความจำเป็น เช่น ในส่วนที่ว่าด้วยขอบเขตการจำกัดการใช้เสรีภาพในการชุมนุม มีลักษณะเป็นการจำกัดการใช้เสรีภาพในการชุมนุมที่ไม่สอดคล้องและกระทบกระเทือนสาระสำคัญของการใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ที่ได้รับรองเสรีภาพชนชาวไทยไว้
สำหรับข้อกำหนดเรื่องพื้นที่ห้ามชุมนุมนั้น ร่างกฎหมายกำหนดให้รัฐสภาและทำเนียบรัฐบาลเป็นพื้นที่ซึ่งห้ามการชุมนุมเด็ดขาดในรัศมี 150 เมตร หากฝ่าฝืนเจ้าพนักงานมีอำนาจสั่งให้เลิกการชุมนุม และให้อำนาจรัฐมนตรีประกาศพื้นที่ห้ามชุมนุมเพิ่มเติมได้อีกด้วย คปก.เห็นว่าเป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิและกระทบต่อเสรีภาพของประชาชนโดยตรง และไม่สอดคล้องกับสภาพการใช้เสรีภาพในการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบกับปัญหาที่เกิดขึ้น
คปก.ยังมีความเห็นอีกว่า ร่างกฎหมายไม่ควรกำหนดให้ผู้จัดการชุมนุมเป็นผู้ที่ต้องรับโทษอาญาที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมสาธารณะโดยที่ผู้จัดการชุมนุมไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายอาญา เช่น ไม่ได้เป็นผู้ใช้ ตัวการ หรือผู้สนับสนุน เนื่องจากขัดกับหลักการกฎหมายอาญาที่กำหนดให้การกระทำความผิดทางกฎหมายใดเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้ที่กระทำความผิดแต่ละบุคคล
โดยเห็นว่าไม่ควรกำหนดความผิดโทษทางอาญาไว้ในกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากการชุมนุมสาธารณะเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นต้นของสังคมประชาธิปไตยที่ได้รับการรับรองไว้ตลอดมาโดยกฎหมายระหว่างประเทศและตามรัฐธรรมนูญ คปก.จึงได้เสนอแนะให้ใช้มาตรการทางปกครองโดยกำหนดโทษปรับทางปกครองแทนการลงโทษอาญา
นอกจากนี้ คปก.เห็นว่าบทบัญญัติในมาตรา 29 ในร่างกฎหมาย ไม่ควรจำกัดอำนาจศาลปกครองไม่ให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของเจ้าหน้าที่ หรือคำสั่ง ระเบียบ หรือกฎต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด และให้การดำเนินคดีใดๆ ภายใต้กฎหมายการชุมนุมอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมเพียงแห่งเดียว เนื่องจากสาระสำคัญและหลักการของการชุมนุมสาธารณะเป็นเรื่องทางกฎหมายมหาชน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับศาลปกครอง ซึ่งมีกระบวนการพิจารณาคดีที่ใช้ระบบไต่สวนที่สามารถตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ได้ดีกว่าศาลยุติธรรม
ยิ่งไปกว่านั้น คปก.ไม่เห็นด้วยกับบทบัญญัติในมาตรา 28 ที่ยกเว้นความรับผิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย อันจะส่งผลให้เจ้าหน้าที่เข้าใจว่าไม่ต้องมีความรับผิดใดๆ ในทางกฎหมายและใช้อำนาจต่อผู้ชุมนุมอย่างไม่เหมาะสมจนเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง





