วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จำคุก3ด.ปรับ8.5พันบ.สาวนครพนมเลี่ยงเป่าแอลกอฮอล์

ศาลแขวงพระนครใต้ พิพากษาจำคุก 3 เดือนปรับ 8.5 พันบาท "สาวนครพนม"เลี่ยงเป่าแอลกอฮอล์

พนักงานอัยการฝ่ายคดีแขวงพระนครใต้ ได้ยื่นฟ้อง น.ส.ชุติมา กันทาง อายุ 28 ปี ชาวนครพนม อาชีพค้าขาย เป็นจำเลย ในความผิดฐานขับขี่รถยนต์ขณะเมาสุรา ,ขับขี่รถยนต์ขณะหย่อนความสามารถ ,ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำรถยนต์สั่งของเจ้าพนักงานในการตรวจวัดแอลกอฮอล์ ,ไม่แสดงบัตรประจำตังประชาชน และไม่พกพาใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ

จากกรณีเมื่อวันที่ 11 ก.พ.58 เวลา 02.30 น. ขณะ ร.ต.ท.รัฐกร โอษฐ์เจษฎา รอง สว.จร.สน.บางโพงพาง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร กำลังตั้งด่านตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ บริเวณ ถ.นราธิวาสราชนครินทร์ ใกล้กับปาก ซ.นราธิวาสราชนครินทร์ 24 แขวงช่องนนทรี เขตยานาวา กทม.จำเลยได้ขับรถยนต์ฮอนด้า บริโอ สีขาวทะเบียน 1 กอ-2123 กทม. เลี้ยวเข้าซอย เพื่อเลี่ยงด่านตรวจ โดยพยายามจะขับผ่านเจ้าหน้าที่ที่กำลังตรวจรถคันอื่นอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเรียกให้หยุดรถ เพื่อขอตรวจใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ บัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งสังเกตเห็นจำเลยมีอาการมึนเมาสุราจึงขอให้เป่าเครื่องตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แต่จำเลยปฏิเสธและไม่ยอมลงจากรถยนต์จนเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ได้ลากรถยนต์จำเลยไปที่ สน.บางโพงพาง กระทั่งช่วงเช้าวันที่ 11 ก.พ. จำเลย ได้ยอมลงจากรถยนต์ พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาดำเนินคดี โดยจำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์ประกอบคำรับสารภาพแล้ว เห็นว่า จำเลยกระทำผิดจริง ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ จึงพิพากษาจำคุก 6 เดือน และปรับ 17,000 บาท ขณะที่คำรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 3 เดือน และปรับ 8,500 บาท ซึ่งโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยรายงานตัว ต่อพนักงานคุมประพฤติ และบริการสาธารณะประโยชน์ เป็นเวลา 24 ชั่วโมงด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่ผู้ขับขี่ไม่ยอมเป่าเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ โดยพนักงานสอบสวน สามารถแจ้งข้อหาดำเนินคดีได้ทันที ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2557 ฉบับที่10 แก้ไขใหม่ ที่มีผลบังคับใช้แล้ว เพื่อเป็นการปรับเพิ่มความเข้มงวดในการเอาผิด กรณีผู้ขับขี่ยานพาหนะไม่ยินยอมให้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ โดยให้สันนิษฐานว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้นั้นเมาสุรา หรือมึนเมาอย่างอื่นไว้ก่อน โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ