วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มติตลก.ศาลฯไม่เห็นด้วยพ้นพ้นตำแหน่งอายุ65ปี

มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ไม่เห็นด้วยกำหนดอายุตุลาการพ้นตำแหน่ง 65 ปี ชี้ กระทบต่อการแต่งตั้งตุลาการ

ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด มติเอกฉันท์ไม่เห็นด้วยกับ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดอายุตุลาการพ้นตำแหน่ง 65 ปี ชี้ กระทบต่อการแต่งตั้งตุลาการ ขาดแรงจูงใจผู้คัดเลือกเป็นตุลาการ ส่งผลถึงคุณภาพพิจารณาพิพากษาคดี

ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาประเด็น จะกำหนดให้ตุลาการศาลปกครอง พ้นจากราชการเมื่ออายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ และอาจรับราชการเป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการอาวุโสต่อไปได้จนมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์นั้น เมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมาจึงได้มีการเรียกประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

โดยผลการประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่เห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว เพราะจะส่งผลกระทบต่อจำนวนตุลาการศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุดในอนาคต เนื่องจากข้อมูลอายุของบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองที่ผ่านมา ปรากฏว่าแม้กฎหมายจะกำหนดให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี และตุลาการในศาลปกครองสูงสุดต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 45 ปี แต่จากการกำหนดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งอื่นของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในศาลปกครองตามกฎหมาย ทำให้อายุเฉลี่ยของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการ ในศาลปกครองชั้นต้นอยู่ที่ 47 ปี และอายุเฉลี่ยของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุดอยู่ที่ 59 ปี

ดังนั้นหากกำหนดให้ตุลาการศาลปกครองต้องพ้นจากราชการเมื่ออายุครบ 65 ปี และหลังจากนั้นอาจรับราชการเป็นตุลาการอาวุโส ย่อมส่งผลต่อแรงจูงใจของบุคคลภายนอกที่จะเข้าสมัครสอบคัดเลือกเพื่อดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองให้ลดน้อยลง เพราะขาดแรงจูงใจเนื่องจากห้วงระยะเวลาเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดเหลือเพียง 5-6 ปี เท่านั้น โดยเฉพาะบุคคลภายนอกที่มีคุณสมบัติได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ได้แก่ ผู้พิพากษา พนักงานอัยการ ข้าราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า โดยที่ผ่านมาก็มีจำนวนบุคคลที่มีคุณสมบัติและสมัครเข้ารับการคัดเลือกน้อยอยู่แล้ว จะทำให้บุคคลต่างๆ มาสมัครเพื่อดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดยิ่งจะน้อยลงอีก ทำให้ขาดตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะมาพิจารณาพิพากษาคดี

อีกทั้งการคัดเลือกตุลาการศาลปกครองสูงสุด บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และพ.ศ.2550 กำหนดให้ การคัดเลือกแต่งตั้งตุลาการศาลปกครองสูงสุด จะต้องมีสัดส่วนมาจากบุคคลภายนอก ในอัตราส่วนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของตุลาการศาลปกครองสูงสุดทั้งหมด ดังนั้นเงื่อนไขดังกล่าวจึงยิ่งส่งผลกระทบต่อการคัดเลือกตุลาการศาลปกครองสูงสุด และท้ายสุดย่อมก่อให้เกิดปัญหาต่อคุณภาพการพิจารณาพิพากษาคดี และการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน

โดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ได้มีมติ ให้เสนอมติความเห็นดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้ว ก่อนจะส่งความเห็นไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาต่อไป