เสียงสะท้อน'เวทีพลเมือง'

เสียงสะท้อน'เวทีพลเมือง'

(รายงาน) เสียงสะท้อน"เวทีพลเมือง" ตกผลึกข้อเสนอสู่สภาปฏิรูปฯ

ภายหลังเครือเนชั่น โดยหนังสือพิมพ์ "กรุงเทพธุรกิจ" และสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลทีวีช่อง "NOW 26" จัดเวที "พลเมืองปฏิรูป" 10 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบด้วย นครสวรรค์ นครราชสีมา นนทบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น น่าน นครนายก สมุทสาคร กรุงเทพฯ และสงขลา ล่าสุดได้จัดเวทีครั้งสุดท้าย ที่กรุงเทพฯ เพื่อสรุปความคิดเห็นจากคนไทยทั่วประเทศ ในการร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่ประเทศไทยในมิติต่างๆ ก่อนที่จะนำเสนอส่งต่อไปยังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยข้อสรุปในเชิงการแก้ไขปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม คอร์รัปชัน และท้องถิ่น มีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้

ต้องให้ทุกคนมีที่อยู่อาศัย

นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ จากศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำมีการกระจุกตัวจากคนบางกลุ่ม แต่คนจำนวนมากขาดทรัพยากร เช่นเรื่องที่ดินถ้ามีการเฉลี่ยที่ดินให้คนทั้งประเทศก็จะมีที่ดิน 22 ไร่ต่อครอบครัว แต่ตอนนี้ที่ดินกว่า 60-70% เป็นพื้นที่ต้องเช่า

ดังนั้นถ้าเกษตรกรอยู่ไม่ได้ก็มีผลต่อสังคมทั้งระบบ ปัญหาทั้งหมดเกิดจากปัญหารากเหง้าต่อความไม่เท่าเทียมกัน โอกาสของการปฏิรูปต้องมีความชัดเจนเรื่องวิสัยทัศน์และทิศทาง ต้องให้ทุกคนมีที่อยู่อาศัย ถ้าใครไม่มีก็ต้องปรับแก้กลไกที่ไม่ให้ติดล็อก และปรับแก้เรื่องนโยบายกฎหมายบางอย่างที่ไม่เอื้อต่อการกระจายการปกครองที่ดิน

ความเหลื่อมล้ำต้องแก้ที่โครงสร้าง

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ รองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง และรองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปวัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา มองถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ ว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำนำไปสู่ความแตกแยกร้าวฉาน จึงต้องแก้ที่เชิงโครงสร้างให้เอื้อต่อประชาชนให้มากขึ้น เช่น เรื่องการศึกษาซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้งบประมาณ 1 ใน 5 ของงบประมาณประเทศ แต่การศึกษาไทยยังไม่ดีขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องทำอย่างไรให้เกิดสภาพลเมือง ติดอาวุธให้ประชาชน ให้เป็นสภาที่เสนอนโยบายสู่ระดับสูง ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องต่างๆ ซึ่งขณะนี้สปช.กำลังทำเรื่องเสนอกฎหมายอยู่

พัฒนาการศึกษาด้วยระดับท้องถิ่น

นายอมรวิชช์ นาครทรรพ คณะกรรมาธิการการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เห็นว่า ในเรื่องการศึกษายังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องแก้ที่การปฏิรูปครั้งใหญ่ในการเปลี่ยนบทบาทภาครัฐ ถ้ามีการสร้างกลไกระดับจังหวัดให้สังคมมีส่วนร่วมประชาชนจะดูแลกันเองได้ โดยต้องเริ่มที่กระจายอำนาจให้เกิดความหลากหลายของการเรียนรู้ ตั้งโจทย์ใหม่ให้การศึกษามีชีวิตและมีงานทำ เพราะขณะนี้เชื่อว่าระบบการศึกษากำลังทำลายรากหญ้าเพราะส่งเด็กเก่งๆ ไปที่อื่นกันหมด ถ้าเป็นแบบนี้จะสร้างความเข้มแข็งภาคพลเมืองได้อย่างไร

ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมปฏิรูปศึกษา

นายสมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงเรื่องการปฏิรูปการศึกษาว่า ในการปฏิรูปการศึกษาไทยควรให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม จัดลำดับการใช้งบประมาณและการพัฒนาเสียใหม่ จากที่อดีตไปเน้นที่เด็กโต ควรลงไปที่เด็กแรกเกิดจนถึงประถมวัย ซึ่งผลตอบแทนจะยิ่งใหญ่มาก

รวมทั้งแนะนำปรับปรุงหลักสูตร จะเรียนอย่างไรให้มีความสุข ไม่ใช่อยู่ในห้องทั้งวัน ต้องทำกิจกรรม ทำโครงงาน เก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชาให้หนัก ถ้าจะปฏิรูปการเรียนรู้ก็ต้องแก้ที่ระบบสอบเข้า ในการสร้างครูพันธุ์ใหม่ ต้องวางแผนระยะสั้น กลาง ยาว คืออะไร ระบบฝึกหัดครูนั้นปฏิรูปยากแต่คือจุดชี้เป็นชี้ตาย รวมทั้งต้องสร้างความเป็นพลเมืองให้เด็ก

ต้องทำให้ประชาชนรู้จักสิทธิหน้าที่

นายอุดม ทุมโฆสิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เสนอความเห็นในส่วนเรื่องการกระจายอำนาจบริหารท้องถิ่น ว่า สาเหตุที่ประเทศเกาหลีพัฒนาแบบก้าวกระโดด เพราะประสบความสำเร็จในการกระจายอำนาจ ฉะนั้นในการพัฒนาและปฏิรูป ต้องทำให้ประชาชนรู้จักสิทธิ หน้าที่ ถ้ากระบวนการของภาครัฐและประชาชนสมดุลกันอย่างเหมาะสม ประเทศก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ในอนาคต

นอกจากนี้ นายอุดม ยังย้ำว่า อำนาจไม่เหมือนน้ำที่เทจากถังหนึ่งไปถังหนึ่งและจะหมด อำนาจเป็นสินทรัพย์พิเศษที่ยิ่งให้แล้วอาจยิ่งได้ เพราะให้ท้องถิ่นไป เมื่อดูแลได้ดีก็ส่งผลถึงส่วนกลาง ไม่ใช่ส่วนกลางจะหมดอำนาจ เพราะก็มีหลายเรื่องที่ส่วนกลางต้องจัดการ

...........................

ต้องปรับแก้การจัดสรรงบประมาณ

นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน สปช. กล่าวว่า เรื่องการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเป็นวาระที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง สิ่งที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษพูดนั้น ตนก็ไม่ไหว้คนบางคนมานานแล้ว แต่การปฏิรูประบบราชการแผ่นดินในเรื่องทุจริตคอร์รัปชันจะเกี่ยวข้องกับคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลของราชการ ที่ไม่ได้รับการปลูกฝังเท่าที่ควรทำให้มีพฤติกรรมอย่างนี้อยู่ ยังมีการคอร์รัปชันจากระบบงบประมาณตั้งแต่ระดับชาติถึงท้องถิ่น ซึ่งประชาชนก็ได้แต่นั่งมอง ดังนั้นการจัดทำงบประมาณต้องทำแบบคู่ขนานแบบเชิงภารกิจ ถ้าเป็นเรื่องพื้นที่ก็ต้องทำจากท้องถิ่นเพื่อได้มาซึ่งงบประมาณ พร้อมกับต้องสร้างระบบให้คนดีได้โตในระบบราชการให้ได้

"การปฏิรูปจะต้องไม่เอื้อต่อการใช้ดุลยพินิจมากเกินไป รวมถึงกระบวนการให้บริการของรัฐต่อประชาชนก็ต้องลดเรื่องดุลยพินิจ ที่จะเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ สำหรับการจัดสรรงบประมาณ ต้องปรับแก้ใหญ่ โดยใช้ระบบคู่ขนาน หรือจัดทำแบบภารกิจ คือเรื่องยุทธศาสตร์ นโยบายจากส่วนกลาง กับแบบเชิงพื้นที่ คือความต้องการของท้องถิ่น ท้องถิ่นที่ยากจนส่งรายได้น้อยจึงได้น้อยนั้นไม่ได้ และให้ไปแล้วต้องยืดหยุ่น ไม่ใช่ตามไปจี้คุม ทั้งนี้ต้องบรรจุเรื่องการใช้งบประมาณแบบสัมฤทธิผลลงไปด้วย"

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. ระบุว่า เรื่องการแก้ปัญหาคอร์รัปชันมีการเสนอให้กำหนดมาตรการทางกฎหมายให้เข้มข้น ถ้าเป็นความผิดจากการคอร์รัปชันต้องไม่มีการรอลงอาญา หรือคดีไม่มีหมดอายุความ โดยให้พ้นคดีเมื่อคนทำผิดเสียชีวิตไป แต่อาจจะมีความผิดไปยังญาติต้องรับผิดชอบต่อไป ซึ่งมาตรการแบบนี้ได้รับการตอบรับจากสังคม

ขณะที่ประเด็นต่อกระบวนการยุติธรรมนั้น ระบบปัญหาที่เกิดมาจากทุกฝ่าย เมื่อออกกฎหมายก็ต้องดูทุกมติให้ครบทุกด้าน ทั้งการปฏิรูปศาล อัยการ องค์กรในกระบวนการยุติธรรม ต้องปรับปรุงอย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินอย่างไรให้คนเกรงกลัวกฎหมาย โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจก็มีการร้องเรียนเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการผ่านกฎหมายให้เป็นกติกาของสังคม

.................................

เร่งมอบ"ภารกิจ-งบ"ให้ท้องถิ่น

นายพงศ์โพยม วาศภูติ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปท้องถิ่น สปช. กล่าวในหัวข้อ "การบริการจัดการท้องถิ่นเพื่อความยั่งยืน" ว่า การกระจายอำนาจปกครองท้องถิ่นเป็นเรื่องใหญ่มาก เกี่ยวข้องกับทุกคนในประเทศ ซึ่งในการบริหารราชการนั้น มีรูปแบบกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาล แต่อำนาจยังอยู่ที่ส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคเป็นหลัก แต่ท้องถิ่นได้อำนาจน้อย ทำให้เข้าถึงอำนาจในมิติต่างๆ ได้ยาก

ประเทศไทยมีประมาณ 67 ล้านคน ก็มีชะตาชีวิตขึ้นกับคนส่วนน้อย จึงมองว่าทำไมเราจึงไม่ใช้อำนาจ หรือให้พลังประชาชนอีก 65 ล้านคนมาช่วยแก้ปัญหา และสนองความต้องการของเขาเอง ซึ่งตอนนี้ปัญหาก็แตกต่างแต่ละพื้นที่ แต่รัฐบาลไม่สามารถสนองปัญหาได้ จึงต้องมอบอำนาจ ภารกิจ หรืองบประมาณให้พื้นที่ดูแลปัญหาด้วยตัวเอง เพราะใครจะรู้ปัญหาได้ดีกว่าคนในพื้นที่

ความเหลื่อมล้ำก็มีในเชิงอำนาจ ที่ส่วนใหญ่ยังอยู่กับส่วนกลาง ขณะที่ท้องถิ่นแม้จะมองว่ามีความสำคัญ แต่ก็ยังไม่ได้รับการกระจายอำนาจเท่าที่ควร ชะตาชีวิตของคนส่วนใหญ่กลับอยู่ในมือคนกลุ่มน้อย ถึงเวลาแล้วที่จะให้ประชาชนดูแลตัวเอง จะบอกว่ายังไม่ถึงเวลาก็เป็นข้ออ้างมา 80 ปีแล้ว รัฐควรเปลี่ยนจากพ่อแม่ที่โอบอุ้มทุกอย่างมาเป็นพี่สาวพี่ชายที่คอยประคองพอ รัฐนำร่องแต่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างต้องรอรัฐ ฟังเวทีข้าวก็สงสัยว่าทำไมประชาชนไม่ขายเอง ต้องรอ