วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดัน'พลเมือง'ร่วมบริหารท้องถิ่น

กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเคาะตั้ง"สมัชชาพลเมือง"ร่วมบริหารงาน-ตรวจสอบ-พัฒนา"ท้องถิ่น

ควบรวมการบริหารงานบุคคล "อบจ.-อบต.-เทศบาล" ยกเป็น"องค์กรกลางบริหารงานบุคคลขององค์กรท้องถิ่น" พร้อมปรับสถานะบุคลากรเป็นข้าราชการ-ลูกจ้างท้องถิ่น การแต่งตั้ง-โยกย้ายผู้บริหาร ต้องทำในรูปคณะกรรมการ รมต.กลาโหมจีนพบ "ประยุทธ์-ประวิตร"ยันไม่แทรกแซงการเมืองไทย

ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เมื่อวานนี้(6 ก.พ.) ที่ประชุมได้มีการพิจารณาในหมวด 7 ว่าด้วยการกระจายอำนาจและการบริหารท้องถิ่น โดยกำหนดให้มีประมวลกฎหมายท้องถิ่น เพื่อกำหนดรายละเอียดในการบริหารงานท้องถิ่น และกฎหมายที่สำคัญ 2 ฉบับ คือ 1.กฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ และ 2.กฎหมายรายได้ท้องถิ่น เพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีและรายได้อื่น ที่เหมาะสมตามลักษณะและชนิดภาษี ซึ่งได้นำความในมาตรา 283 วรรคสาม และวรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณา

ทั้งนี้ที่ประชุมได้ท้วงติงถึงการกำหนดสาระสำคัญของประเด็นการให้มีกฎหมายรายได้ท้องถิ่น ที่ต้องคำนึงถึงความสมดุลของรายได้ในพื้นที่ท้องถิ่น เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำของการจัดสรรรายได้ให้กับองค์กรบริหารท้องถิ่นที่มีศักยภาพการจัดเก็บภาษีที่แตกต่างกัน โดยกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เสนอตัดถ้อยคำของการกำหนดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับท้องถิ่นออกทั้งหมด เพราะปัจจุบันมีกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นบังคับใช้อยู่แล้วถึง 21 ฉบับ

อย่างไรก็ดีที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะปรับบทบัญญัติเป็นการวางหลักเกณฑ์ให้มีประมวลกฎหมายท้องถิ่น โดยนำกฎหมายขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลมาประมวลร่วมกัน ซึ่งมีสาระสำคัญคือเพื่อส่งเสริมการกระจายอำนาจ มีหน่วยงานที่ทำให้การทำงานมีเอกภาพ นอกจากนี้เขียนบทบัญญัติใหม่ ว่าด้วยการกำกับการบริหารงานขององค์กรบริหารท้องถิ่น รวมทั้งการกำหนดขอบเขตที่รัฐสามารถเข้าไปกำกับดูแลองค์กรท้องถิ่น

ส่วนมาตราที่ว่าด้วยการกำหนดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารองค์กรบริหารท้องถิ่น รวมถึงตรวจสอบ ถอดถอนผู้บริหาร สมาชิกสภาท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ นั้น อนุกมธ.ฯ ได้นำความจากมาตรา 285 มาตรา 286 และมาตรา 287 ของรัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณา และเพิ่มเติมบทบัญญัติให้มี "สมัชชาพลเมือง" ซึ่งองค์กรบริหารท้องถิ่นต้องให้การสนับสนุน โดยมีเจตนารมย์เพื่อเป็นทางเลือกส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น

ที่ประชุมยังได้อภิปรายถึงความมีศักยภาพของการมีสมัชชาพลเมืองในพื้นที่ต่างๆ ที่ภาคพลเมืองหรือประชาสังคมที่ยังไม่ความพร้อม จึงมีข้อเสนอให้เพิ่มถ้อยคำที่ว่า “ในท้องถิ่นที่มีความพร้อม” แต่ได้รับการท้วงติงว่าไม่เหมาะสม จึงได้ปรับถ้อยคำโดยมีสาระสำคัญ คือ “พลเมืองอาจรวมกันเป็นสมัชชาพลเมืองได้” โดยกำหนดให้มีที่มาจากองค์ประกอบที่หลากหลายจากพลเมืองในท้องถิ่น ส่วนที่มาของสมัชชาพลเมืองและรายละอื่นๆ จะถูกกำหนดไว้ในกฎหมายที่ว่าด้วยสมัชชาพลเมืองต่อไป

ยกบุคลากรเป็นขรก.ส่วนท้องถิ่น

ขณะประเด็นว่าด้วยการบริหารงานบุคคลในองค์กรบริหารท้องถิ่น กมธ.ได้นำความจากมาตรา 288 ในรัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณาและปรับสาระสำคัญ ได้แก่ ยกระดับให้บุคลากรองค์กรท้องถิ่นมีสถานะเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นหรือลูกจ้างส่วนท้องถิ่น จากเดิมที่บางจังหวัดผู้ปฏิบัติงานยังมีสถานะไม่เท่ากัน

นอกจากนี้ให้รวมงานบริหารงานบุคคลจาก 3 หน่วยงาน คือ อบจ.,อบต.และเทศบาล เป็นหน่วยงานเดียวภายใต้ชื่อ "องค์กรกลางบริหารงานบุคคลขององค์กรท้องถิ่น" ที่ประกอบด้วย ผู้แทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, ผู้แทนขององค์การบริหารท้องถิ่น, ผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนที่เท่ากัน ขณะที่องค์กรบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอาจมีองค์กรบริหารงานบุคคลเป็นการเฉพาะก็ได้ เพื่อทำหน้าที่พิจารณาแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการท้องถิ่นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปภายใต้ระบบคุณธรรม ผ่านคณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่นโดยระบบคุณธรรม

ทั้งนี้เจตนารมณ์ของบทบัญญัติเพื่อให้ข้าราชการท้องถิ่นสามารถโยกย้ายการทำงานในพื้นที่ได้ และแก้ปัญหาขัดแย้งภายในหน่วยงาน รวมถึงป้องกันการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายจากฝ่ายการเมือง อย่างไรก็ดี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ท้วงติงต่อประเด็นอำนาจขององค์กรกลางบริหารงานบุคคล รวมถึงขอบเขตของการโยกย้าย แต่งตั้ง หรือให้พ้นจากตำแหน่ง โดยที่ประชุมได้นำข้อหารือไปเขียนไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยการแต่งตั้งข้าราชการจะแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับผู้บริหารองค์กร จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการแต่งตั้งโดยระบบคุณธรรม ส่วนระดับอื่น ๆ นั้นจะเป็นไปตามการพิจารณาของบุคคลที่เกี่ยวข้องภายใต้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลขององค์กรบริหาร

ส่งแนวทางปฏิรูป-ปรองดองให้กมธ.ทุกคณะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังได้หารือเพื่อเตรียมความพร้อมต่อการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราในภาค 4 ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง โดยที่ประชุมมีมติว่า ประเด็นร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราในภาคดังกล่าว ต้องมีการรับฟังความเห็นของคณะกมธ.ปฏิรูปคณะต่างๆ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และได้มีมติให้นำร่างบทบัญญัติในภาค 4 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับกมธ.ปฏิรูปด้านต่างๆ และร่างรัฐธรรมนูญในส่วนสิทธิ เสรีภาพขอบุคคล และ หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐส่งให้กมธ.ปฏิรูปทุกคณะ เพื่อพิจารณาและให้ความเห็นเพิ่มเติมจากนั้นให้ส่งคืนมายังกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 13 ก.พ. นี้

สำหรับการประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในสัปดาห์หน้า จะงดการประชุมในวันที่ 9 -10 ก.พ. เพื่อให้การจัดทำร่างรายมาตราในภาค 4 เป็นไปอย่างสมบูรณ์ ก่อนนัดประชุมต่อในวันที่ 11 ก.พ.

กกต.เดินสายยื่นค้านลดอำนาจ

ที่ศูนย์บริการรับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล น.ส.สุรณี ผลทวี ผู้อำนวยการสำนักเลขานุการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านนายสุขสวัสดิ์ สุวรรณวงศ์ หัวหน้าฝ่ายประสานงานมวลชน ภายหลังที่ประชุมกกต. มีมติให้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงแม่น้ำทั้ง 5 สาย เพื่อตั้งข้อสังเกตต่อกรณีที่กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญมีมติลดทอนอำนาจของกกต. ใน 3 ประเด็น คือ

1.การให้มีคณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแทนกกต. 2.การให้กกต. มีอำนาจเพียงสั่งเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) โดยให้การเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง (ใบแดง) เป็นของศาล และ 3.การตัดอำนาจหน้าที่ของกกต.ในการส่งเสริมสนับสนุนการให้ศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับประชาธิปไตย

จี้ทบทวนปมหั่นอำนาจ

นอกจากนี้ น.ส.สุรณี ยังได้เดินทางไปยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญนำข้อสังเกตทั้ง 3 ข้อ ไปประกอบการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในที่สุดกมธ.ยกร่างฯมีมติอย่างไร กกต.ก็พร้อมทำหน้าที่ตามมติที่ออกมา

เม.ย.นี้รู้ผล"ยิ่งลักษณ์"คดีทัวร์นกขมิ้น

นายบุญส่ง น้อยโสภณ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย เปิดเผยถึงการพิจารณาคดีทัวร์นกขมิ้นในช่วงเดือน ธ.ค. 56-ม.ค.2557 ในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับพวกรวม 9 คน ว่า ขณะนี้ได้สอบพยานเสร็จ และมีการวินิจฉัยแล้ว รอเพียงตรวจสอบสำนวน รวมทั้งกรณีอื่นที่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ และระดับท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จทุกคดีภายในเดือน เม.ย.นี้

รมต.กลาโหมจีนพบ"ประวิตร-นายกฯ"

วันเดียวกันนี้ พล.อ.ฉาง ว่านฉวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมคณะ ได้เข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อหารือด้านความมั่นคงทางภูมิภาค รวมทั้งกรอบความร่วมมือในด้านต่างๆ ทั้งด้านการค้า การลงทุนอีก ตามกำหนดการเดินทางมาเยือนประเทศไทยในระหว่างวันที่ 5-7 ก.พ. เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางทหาร และความมั่นคงทางภูมิภาค

พ.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ทางจีนพร้อมให้การต้อนรับผู้บัญชาการเหล่าทัพของไทยที่จะเดินทางไปเยือนจีน รวมถึงการจัดคณะไปดูงานการต่อต้านการก่อการร้าย นอกจากนี้จีนขอวางแผนร่วมกันในการฝึกร่วมผสม สำหรับเรื่องการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศนั้น ทางจีนพร้อมสนับสนุนไทยในเรื่องอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการทหาร และพร้อมสนับสนุนไทยในเรื่องของยุทโธปกรณ์ทั้งรถถัง เรือดำน้ำ ตลอดจนการฝึกกำลังพลในเรื่องการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง

ยันไม่แทรกแซงการเมืองไทย

"สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย จีนมีความเข้าใจถึงสถานการณ์การเมืองไทย เพราะได้ติดตามมาตลอด ทราบว่าสถานการณ์ของไทยมีการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และชื่นชมกองทัพไทยที่เข้าควบคุมสถานการณ์ให้ประเทศเกิดความสงบ เป็นไปตามความต้องการของประชาชน ซึ่งทางจีนเคารพการแก้ไขปัญหาภายในของไทย และจีนจะไม่เข้าไปแทรกแซง รวมถึงพร้อมสนับสนุนการเมืองไทยด้วย และช่วยกันรักษาความสัมพันธ์ทุกระดับ" พ.อ.คงชีพ ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ฉาง ว่านฉวน ยังได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย