วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สจล.ตัดขาดธ.ไทยพาณิชย์ปิดแล้ว3บัญชี

สจล.ตัดขาดธ.ไทยพาณิชย์ ปิดแล้ว 3 บัญชี ร้องขอเอกสารที่จำเป็นต่อรูปคดี หวั่นล้าช้าทำให้ผู้ต้องหาลอยนวล

ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ศ.ดร.โมไนย ไกรฤกษ์ รักษาการแทนอธิการบดี สจล. รศ.ดร.จำรูญ เล้าสินวัฒนา รักษาการแทนรองอธิการบดีส่วนนิติการ สจล.ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบบัญชีเงินฝากธนาคาร(เงินออม)ของสจล. และผศ.ดร.เผ่าภัค ศิริสุข รักษาการแทนรองอธิการบดีส่วนการคลัง สจล.แถลงชี้แจงความคืบหน้าคดีลักทรัพย์เงินของสถาบันและรับทราบรายละเอียดการดำเนินงานด้านต่างๆของสถาบันที่ผ่านมารวมถึงการดำเนินการทางธุรกรรมด้านการเงินกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ให้แก่บุคลากรและนักศึกษาสจล. ซึ่งมีผู้เข้าร่วม ประมาณ200 คน

ศ.ดร.โมไนยกล่าวว่าจากการดำเนินการตรวจสอบความผิดปกติของบัญชี แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาศรีนครินทร์ มีการปลอมแปลงบัญชี ความเสียหาย 80 ล้านบาท กลุ่มที่ 2. บัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบิ๊กซี สุวินทวงศ์ 3 บัญชี และธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสุวรรณภูมิ 1 บัญชี ความเสียหายประมาณ 1,400 ล้านบาท และ 3. ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ความเสียหาย 100 ล้านบาท รวมเป็นความเสียหายทั้งหมด 1,586 ล้านบาท

ซึ่งทางสถาบันฯ ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานต่างๆ ต่อดร.กฤษณพงษ์ กีรติกร รมช.ศึกษาธิการ และรศ.นพ.กำจร ตติยกวี เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รวมถึงได้เข้าพบ ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือและขอคำแนะนำ และจะนำเรื่องดังกล่าว เข้าที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ในวันที่ 22 ก.พ.2558 นี้ เพื่อให้อธิการบดีต่างๆ รับทราบข้อมูล และเป็นบทเรียนเพื่อให้มหาวิทยาลัยต่างๆตรวจสอบการเงิน การบัญชีและการคลัง

"ขณะนี้ ในทางรูปคดี มีระยะเวลาฝากขังจำกัด และกระบวนการส่งฟ้องไปยังอัยการและศาลก็ใกล้เข้ามาทุกที แต่หลักฐานสำคัญ ซึ่งทางสถาบันฯได้ขอจากธนาคารไทยพาณิชย์ยังขาดเอกสารที่ส่งผลต่อรูปคดีและการปล่อยตัวผู้ต้องหา ดังนั้น ทุกคนต้องร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกดดันธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อให้นำหลักฐานมาส่งสถาบัน และให้เจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวน” ศ.ดร.โมไนย กล่าว

ศ.ดร.โมไนย กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้บริหารตกเป็นเป้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก่อนเกิดเรื่องตนคิดจะ เสนอตัวเข้ารับการสรรหาอธิการบดี แต่เมื่อพบประชาคมสจล.ครั้งแรก มีเสียงเรียกหาความรับผิดชอบ และหลักธรรมาภิบาล ของผู้บริหาร ซึ่งตนก็อยากรับผิดชอบในขณะนั้น แต่ไม่สามารถกระทำได้เพราะ อาจส่งผลสถาบันทำให้เกิดความเสียหายไม่มีผู้ให้ข้อมูลต่อตำรวจอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการแสงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนจึงตัดสินใจไม่เสนอตัวเข้ารับการสรรหาอธิการบดีในครั้งนี้ และเห็นได้ชัดว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้ประชาคมมีความร่วมมือร่วมใจกัน จึงหวังว่าผู้บริหารตัวจริง คงจะทำให้สถาบันมีระบบธรรมาภิบาล โปร่งใสและรัดกุมมากขึ้นในการบริหารงาน

รศ.ดร.จำรูญ กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือ การรวบรวมเอกสารหลักฐาน ซึ่งประกอบด้วย 1. เอกสารภายในของ สจล.เกี่ยวกับการอนุมัติการเบิกถอน และโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งส่วนนี้ สจล.ได้รวบรวมและส่งให้ตำรวจตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา 2. เอกสารของธนาคาร ได้แก่ คำขอโอนเงิน หรือการสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็ค ว่าใครเป็นผู้ไปลงนามเบิกถอน และใครเป็นผู้ไปเข้าบัญชีสั่งจ่าย รวมทั้งเซนต์อนุมัติรวมเงินให้บัญชีปลายทาง โดยทางสถาบันฯได้ขอครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 มกราคมและได้ส่งไปขอเอกสารเรื่อยๆ 7-8 ครั้ง และระบุชัดเจนว่าจะขอเอกสารอะไรบ้างซึ่ง เอกสารเหล่านี้ จะทำให้เห็นได้ว่าใครเป็นผู้กระทำผิด และขั้นตอนไหนมีปัญหา แต่ขณะนี้ เราได้รับเอกสารไม่ถึงครึ่งและเอกสารไม่สมบูรณ์ด้วย

"ตั้งแต่เกิดเรื่องผู้บริหารสจล.ยืนยันชัดเจนว่าไม่เคยออกมาร้องขอความรับผิดชอบใดๆ จากธ.ไทยพาณิชย์ แต่สิ่งที่ร้องขอมาตลอด คือ ความร่วมมือ ซึ่งถ้า ธ.ไทยพาณิชย์ส่งเอกสารมาครบ ทุกอย่างจะไม่รอช้าก็จะส่งเอกสารให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนต่อไป ก็จะรู้ว่าใครกระทำผิด ซึ่งสถาบัน และธ.ไทยพาณิชย์ ถือเป็นเพื่อนที่ดีมายาวนาน แต่ตอนนี้จะให้เราไม่คลางแคลงใจ หรือสงสัยเรื่องธรรมาภิบาลคงไม่ได้ ดังนั้น ในเมื่อเราต่างเป็นผู้เสียหายเหมือนกันควรจะร่วมมือกันส่งเอกสารให้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ครบ เพราะนั้นคือความโปร่งใสที่สุด”รศ.ดร.จำรูญ กล่าว

ผศ.ดร.เผ่าภัค กล่าวว่าขณะนี้ทางสจล.ได้ทำปิดบัญชีฝากประจำ ธ.ไทยพาณิชย์ จำนวน 3 บัญชี เป็นเงินประมาณ 52 ล้านบาท และจะทำหนังสือเวียนขอความร่วมมือคณะต่างๆ เพื่อ ปิดบัญชีกับธนาคารไทยพาณิชย์ด้วย

นอกจากนั้น ทางสถาบันฯ ได้มีโดยลงนามคำสั่ง จากศ.ดร.โมไนย ไกรฤกษ์ รักษาการแทนอธิการบดี สจล. ได้ส่งหนังสือเวียนถึงบุคลากรและนักศึกษา สจล.ทุกคน เรื่อง แจ้งงดการทำธุรกรรม การจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง เงินค่าตอบแทนและเงินอื่นๆผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยหนังสือระบุว่า ตามที่เกิดคดีความทางการเงินของ สจล. พนักงานสอบสวนและ สจล.ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่ เพื่อหาตัวผู้กระทำผิดและเตรียมเรียกร้องค่าเสียหายของสถาบันฯ?แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นผู้ถือหลักฐานและเอกสารสำคัญต่อรูปคดี มิได้ให้ความร่วมมือและไม่แสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบ ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร เท่าที่ควร ดังนั้น สถาบันจึงเห็นควรยุติธุรกรรมทางการเงิน ระหว่งสถาบันกับธนาคาไทบพาณิชย์ เป็นการชั่วคราว โดยสถาบันจะยุติการจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทนและเงินอื่นๆ ผ่านทางธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ตั้งแต่เดือน มี.ค.58 นี้เป็นต้นไป โดยจะสั่งจ่ายเงินผ่านธนาคารกรุงไทย กรุงศรีอยุธยา กสิกรไทย ขอให้บุคลากรและนักศึกษาที่รับเงินผ่านทางธนาคารไทยพาณิชย์ดำเนินการปิดบัญชีออมทรัพย์และส่งสำเนาหน้าเลขที่บัญชีที่เปิดใหม่หรือ มีอยู่กับอีก 3 ธนาคารมาที่ส่วนการคลัง สจล.ภายในวันที่ 27 ก.พ.นี้ เพื่อดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่มีการตอบข้อซักถามของบุคลากรนั้น บุคลากรส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ไม่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลสำคัญที่จะสาวไปถึงตัวการผู้กระทำผิด จึงมีผู้เสนอให้หามาตรการกดดันธนาคาร โดยเชิญชวนบุคลากร ศิษย์เก่า นักศึกษา ปิดบัญชีกับธนาคารไทยพาณิชย์ แล้วถ่ายภาพตนเอง นำเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทุกชนิด ทั้งเฟซบุ๊คส์ อินสตาแกรม ทวิชเตอร์ เป็นต้น ซึ่งทำให้บุคลากรในห้องประชุมปรบมือขานรับกันอย่างกึกก้อง พร้อมกันนี้กลุ่มผุ้บริหารก็ได้เชิญชวนศิษย์เก่า และบุคลากร ไปร่วมกันปิดบัญชีกับธนาคารไทยพาณิชย์ ในวันที่ 6 ก.พ. นี้ เวลา 14.00 น. ที่สาขา สจล. โดยมีนายโมไนย เป็นผู้นำปิดบัญชีของสถาบันฯ จำนวน 3 บัญชี เป็นยอด เงิน ประมาณ 52 ล้าน บาท