โฆษกตร.ระบุชัด แถลงการณ์ปลอมทำในไทย เร่งตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับไปถึงต้นทาง นปช.ส่งทนายพบทหารขอความเป็นธรรม
พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวเมื่อวานนี้ (5 ก.พ.) ถึงความคืบหน้ากรณีเผยแพร่แถลงการณ์ปลอมในโซเชียลเน็ตเวิร์กว่า จากการตรวจสอบเครือข่ายที่เผยแพร่แถลงการณ์สำนักพระราชวังปลอม ทราบแน่ชัดแล้วว่ามีจัดทำขึ้นในประเทศไทย
"ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการส่งข้อมูลเพื่อย้อนกลับไปให้ถึงต้นทางที่มีการเผยแพร่ คาดว่าต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ส่วนมูลเหตุของการกระทำลักษณะดังกล่าวพบว่า ส่วนใหญ่มาจากประเด็นทางการเมือง แต่หากได้ตัวผู้จัดทำอาจจะมีความชัดเจนมากขึ้น" พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าว
โฆษก ตร. ระบุ นายกฤษณ์ บุดดีจีน ผู้ต้องหาเผยแพร่แถลงการณ์ปลอม ยังอยู่ในการควบคุมตัวของทหาร และอยู่ระหว่างการสอบสวน ที่ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ยังไม่สามารถประกันตัวได้
เขากล่าวด้วยว่า จะมีการดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวอีกหากมีเจตนาเผยแพร่เพื่อให้เกิดความเสียหาย แต่ส่วนใหญ่เมื่อทราบว่าเป็นเรื่องเท็จก็หยุดส่งต่อหรือเผยแพร่ทันที
"คสช."แจงคุมตัวมือแพร่แถลงการณ์7วัน
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงคดีเผยแพร่แถลงการณ์สำนักพระราชวังปลอมว่า ขณะนี้ผู้ต้องหาอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการในขั้นตอนการสอบสวนซักถาม ซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน
ทั้งนี้จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างถี่ถ้วนเพื่อให้ได้ตัวผู้ที่กระทำผิด และผู้เกี่ยวข้องมาเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย และมั่นใจได้ว่าทางเจ้าหน้าที่จะมีการดูแลอย่างเหมาะสมเหมือนกรณีอื่นๆ ที่ผ่านมา
ทนายนปช.ร้องขอความเป็นธรรม
วานนี้ (5 ก.พ.) นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวภายหลังเข้าพบนายทหารพระธรรมนูญ ที่ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ว่า ได้รับมอบหมายจากนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ให้มาติดตามคดีและขอพบนายกฤษณ์ ที่ถูกควบคุมตัวไว้ ในฐานะเป็นทนายของ นปช. และได้รับการประสานจากญาติของนายกฤษณ์ เนื่องจากเห็นว่า นายกฤษณ์ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้ประสานนายทหารพระธรรมนูญติดต่อพบนายกฤษณ์ในวันนี้ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ
นายวิญญัติ กล่าวว่า นายทหารพระธรรมนูญระบุว่านายกฤษณ์ถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกได้ 7 วัน พร้อมย้ำด้วยว่าสถานการณ์ขณะนี้อยู่ในช่วงการประกาศกฎอัยการศึกจึงถือเป็นกฎหมายหลักที่บังคับใช้
ทั้งนี้เขาเรียกร้องผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายว่า แม้จะบังคับใช้กฎอัยการศึก แต่ผู้ต้องหาก็ต้องได้รับการคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนและตามรัฐธรรมนูญกำหนด
ด้าน นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษก นปช. เห็นว่า กรณีนี้ควรต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ด้วยว่าเข้าองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ เพราะเป็นการโพสต์จากการแชร์ต่อกันมา แต่กลับเลือกจับกุมตัวเฉพาะผู้ที่เป็นเครือข่ายประสานงานของ นปช.จึงขอให้ผู้เกี่ยวข้องได้ทบทวนอีกครั้งว่า มีเจตนากลั่นแกล้งทางการเมืองกับคนเสื้อแดงหรือไม่
ครอบครัวมือโพสต์หวั่นผลกระทบ
ขณะที่ ครอบครัวนายกฤษณ์ซึ่งอยู่ในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ เริ่มได้รับผลกระทบ โดยเมื่อวานนี้ (5 ก.พ.) มีรายงานว่า ธุรกิจการค้าครอบครัว ซึ่งเดิมเคยมีลูกค้าอุดหนุนกันหนาแน่น เริ่มเบาบางลง ส่วนกรณีที่เกิดขึ้น บิดาและมารดานายกฤษณ์ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ใดๆ โดยให้เหตุผลว่า ภาพมารดานายกฤษณ์ให้สัมภาษณ์ไปปรากฏทางสื่อโทรทัศน์ ทำให้เริ่มมีผลกระทบตามมา นอกจากนี้ยังหวั่นเกรงว่า ญาติพี่น้องและคนใกล้ชิดจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม บิดาและมารดาของนายกฤษณ์ยืนยันว่า สิ่งที่ลูกชายกระทำไปเพียงเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์เท่านั้น และเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติก็ลบทิ้งโดยทันที
ส่วนการที่ลูกชายเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่ม นปช. เป็นแค่การแสดงออกถึงความเห็นต่าง และไม่ได้ทำให้ใครเกิดความเสียหาย ส่วนการเดินทางไปเยี่ยมลูกชายนั้นคงต้องไป แต่ช่วงนี้ขอทำมาหากินก่อน เพราะไม่ได้มีฐานะร่ำรวย
"ไพบูลย์"จี้ขยายผลให้ถึงต้นตอ
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเกี่ยวกับการติดตามตัวผู้ต้องหากระทำความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กล่าวเมื่อวานนี้ (5 ก.พ.) ถึงคดีเผยแพร่แถลงการณ์สำนักพระราชวังปลอมว่า ยืนยันว่าการดำเนินการเอาผิดกับบุคคลที่เผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า กรณีผู้ต้องหาอ้างว่าเป็นเพียงผู้โพสต์ข้อความเท่านั้นก็ยอมรับว่า ผู้ต้องหารายดังกล่าวอาจไม่ใช่ผู้เริ่มต้น แต่ก็เป็นผู้โพสต์ข้อความในลำดับต้นๆ ดังนั้นจึงเป็นแนวทางในการสอบสวนขยายผลให้รู้ถึงต้นตอว่าข้อความถูกส่งมาจากที่ใด
"การจะเชื่อมโยงว่าผู้ต้องหาเป็น นปช.จึงถูกจับกุมเป็นคนละประเด็น ไม่ใช่ถูกจับกุมเพราะเป็นนปช." รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว
ยอมรับนำตัวผู้ต้องหา112กลับไทยยาก
เขายังกล่าวถึงการดำเนินการกับผู้กระทำผิดฐานหมิ่นเบื้องสูงที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศว่า ขณะนี้ทุกหน่วยงานต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ในส่วนที่เคลื่อนไหวอยู่ต่างประเทศ ยกตัวอย่างของ "ตั้ง อาชีวะ" ยอมรับว่าคาดหวังเรื่องการได้ตัวกลับมาดำเนินคดีเป็นเรื่องยาก เพราะแต่ละประเทศมีเงื่อนไขและข้อจำกัดของกฎหมายต่างกัน
"สิ่งที่ไทยต้องการคือ สะท้อนให้ต่างประเทศรู้ถึงความรู้สึกของคนไทย ซึ่งความคืบหน้าในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวคือการพยายามทำฐานข้อมูลของผู้กระทำผิดเพื่อรวบรวมให้กระทรวงต่างประเทศประสานไปยังประเทศต่างๆ ที่คนเหล่านี้ใช้เป็นที่พำนักหรือเคลื่อนไหว จะได้รับทราบข้อมูลและมีหลักฐานแสดงให้เห็นชัดเจนว่าบุคคลเหล่านี้มีพฤติการณ์เคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
เขากล่าวว่า ส่วนฝ่ายปราบปรามมีหน้าที่ต้องหาหลักฐานข้อเท็จจริง วันเวลา พฤติการณ์ และข้อหาในการกระทำผิดเพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานส่งให้กระทรวงต่างประเทศ
ส่งข้อมูล40ผู้ต้องหาให้กต.
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รายงานข้อมูลผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับคดีอาญามาตรา 112 จำนวน 40 คนที่เคลื่อนไหวอยู่ในต่างประเทศมาให้ทราบ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนคือส่งข้อมูลให้กระทรวงต่างประเทศไปทำความเข้าใจกับประเทศปลายทางว่าไทยต้องการได้ตัวบุคคลเหล่านี้กลับมาดำเนินคดีตามกฎหมายไทย ซึ่งที่ผ่านมาไทยยังดำเนินการในลักษณะดังกล่าวน้อยมาก
ทั้งนี้หลักฐานที่กระทรวงต่างประเทศจะส่งให้ประเทศที่กลุ่มเหล่านี้เคลื่อนไหวอยู่จะมีการระบุชัดเจนว่า ผู้ต้องหาเป็นใคร อยู่ที่ไหน กระทำความผิดอย่างไร เพื่อให้เห็นว่าไทยมีหลักฐาน และไม่สบายใจที่มีการเคลื่อนไหวและทางการไทยต้องการได้ตัวกลับมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
พยานแท็กซี่จำหน้ามือระเบิดได้
ส่วนความคืบหน้าในการสืบสวนสอบสวนคดีระเบิดไปป์บอมบ์บริเวณทางเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยามกับทางเข้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน วานนี้ (5 ก.พ.) มีรายงานจากชุดสืบสวนสอบสวนว่า จากการสอบปากคำคนขับแท็กซี่ พยานปากสำคัญ ได้เบาะแสพฤติการณ์และรูปพรรณสัณฐานคนร้ายเพิ่มเติม
โดยชายคนแรกได้ขึ้นรถและนั่งบริเวณด้านข้างคนขับ อายุประมาณ 30 ปี ผิวคล้ำ ใบหน้าเหลี่ยม เป็นสัน คางแหลม มีกลิ่นตัว เหมือนคนเดินทางไกล รูปร่างผอม สูงประมาณ 160 เซนติเมตร พูดสำเนียงภาษากลาง
ส่วนชายคนที่ 2 นั่งด้านหลัง อายุประมาณ 30 ปี สูงประมาณ 170 เซนติเมตร หน้าตาดี ตา 2 ชั้น ใบหน้าค่อนข้างกลม คางมน โดยรับผู้โดยสารทั้ง 2 จากละแวกสถานีรถไฟฟ้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ใกล้ห้างสรรพสินค้าเซ็นจูรี่
เมื่อขึ้นรถ ชายคนที่นั่งข้างคนขับแจ้งว่าให้ไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าสยามสแควร์ จึงขับรถไปบริเวณปากทางเข้าห้างสรรพสินค้าสยามสแควร์ฝั่งตรงข้ามห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง และแจ้งให้ผู้โดยสารลงบริเวณปากทางเข้าสยามสแควร์ แต่ชายที่นั่งข้างคนขับได้แจ้งให้ตนเลี้ยวเข้าไปในห้างสรรพสินค้าสยามสแควร์ เมื่อรับบัตรเข้า-ออกได้ขับรถไปได้ประมาณ 100 เมตร ชายทั้ง 2 จึงขอลงและจ่ายค่าแท็กซี่ 70 บาท ทั้งนี้พยานระบุว่า โดยหากเห็นหน้าอีกครั้งก็สามารถจดจำใบหน้าของชายคนที่นั่งด้านหลังได้
คุมตัว4บุคคลเครือข่ายสอบเค้น
อย่างไรก็ตาม มีรายงานฝ่ายความมั่นคงว่า ได้มีการควบคุมบุคคล 4 คนตามกฎอัยการศึก เพื่อซักถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทั้ง 4 คนได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนขยายผลคดีนี้
1ในมือระเบิดเป็นอดีตทหารระดับครูฝึก
ชุดสืบสวนพบข้อมูลว่า 1 ใน 2 ผู้ลอบวางระเบิดที่ถูกคนขับรถแท็กซี่พยานปากสำคัญระบุว่า หน้าตาดีที่นั่งด้านหลัง มีฉายาว่า ดรากอน (ขอสงวนชื่อนามกุล) มีภูมิลำเนาอยู่ จ.สมุทรปราการ มีความสนิทสนมกับอดีตนักการเมืองคนหนึ่ง โดยเป็นบุคคลที่นิยมใช้ความรุนแรง และมีความสามารถในการประกอบระเบิดแสวงเครื่องซึ่งอยู่ในเครือข่ายของอดีตทหารพราน ครูฝึกระเบิด ที่ถูกจับกุมได้ที่ จ.ลพบุรี ก่อนหน้านี้
นครบาลเชื่อมีมากกว่า 2 คน
พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวภายหลังประชุมชุดสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีว่า ยังไม่มีการจับกุมตัวผู้ต้องหาแต่อย่างใด แต่หากมีการเชิญตัวมาซักถามข้อเท็จจริงว่าตัวผู้ต้องสงสัยมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มใดๆ หรือไม่นั้นก็เป็นการสืบสวนซึ่งเปิดเผยไม่ได้
"ขอยืนยันว่านครบาลไม่เคยระบุว่าเหตุระเบิดครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือกลุ่มใดๆ เพราะการเปรียบเทียบความสอดคล้องของคดีที่มีเหตุการณ์ตรงกันกว่า 20 คดี แต่เชื่อว่าน่าจะมีการร่วมมือกันมากกว่าสองคนแน่นอน" ผบช.น. กล่าว
ตั้งรางวัลนำจับผู้ต้องหา
พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า ส่วนความเกี่ยวข้องกับการวางระเบิดย่านมีนบุรีนั้น มีความเป็นไปได้ 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เนื่องจากมีความแตกต่างกันในหลายจุด ทั้งดินระเบิด การจุดชนวน เป็นต้น ทั้งนี้ หากประชาชนมีเบาะแสผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนขอให้ติดต่อมาที่หมายเลขโทรศัพท์ของศูนย์สืบนครบาล หมายเลข 02-354-8226 จะมีรางวัลนำจับให้ตามระเบียบของราชการ
ตร.ตรวจสกายวอล์คเพิ่มความอุ่นใจ
วันเดียวกัน พล.ต.ท.ประวุฒิ ได้นำกำลังตำรวจท่องเที่ยว และตำรวจอารักขาและควบคุมฝูงชน ออกตรวจเพื่อป้องกันอาชญากรรมบนสกายวอล์ค บริเวณแยกราชประสงค์ถึงแยกชิดลม และสถานีบนไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยาม ก่อนเข้าไปเดินตรวจในห้างฯ สยามพารากอน ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจต่อชาวต่างชาติ และคนไทยในการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่


