มิติใหม่'พรบ.อำนวยความสะดวก'

(รายงาน) มิติใหม่ "พรบ.อำนวยความสะดวก" ติดต่อราชการ"เร็ว-ถูกลง-ง่ายขึ้น"
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดแถลงชี้แจงถึงพ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการพ.ศ.2558 ระบุว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีผลกระทบต่อการทำงานของข้าราชการ และมีผลกระทบต่อประชาชน ในการที่จะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นในการติดต่อกับทางราชการ
กฎหมายนี้เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูประบบราชการ ที่ควรจะมีมานานแล้วแต่เพิ่งจะมาบังคับใช้ในคราวนี้ และพยายามออกมาในหลายๆ รัฐบาล แต่ออกไม่ได้ง่ายๆ เพราะติดขัดที่ความเข้าใจและความร่วมมือ ของภาครัฐในการทำความเข้าใจความร่วมมือกับรัฐบาล ซึ่งคงต้องใช้ระยะเวลาสักระยะหนึ่ง รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมายฉบับแรกๆ เข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตั้งแต่ตั้งสนช.ใหม่ๆ โดยสนช.ใช้เวลาพิจารณาอยู่หลายเดือนในที่สุดก็เสร็จสิ้น ขณะนี้ได้ลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว แต่กฎหมายนี้ก็ยังทิ้งเวลาไว้อีก 180 วัน แม้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ยังไม่มีการปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะต้องการทิ้งเวลาไว้ให้เตรียมตัว ซึ่งจะครบในเดือนก.ค.นี้
"รัฐบาลจะพยายามใช้เวลาอย่างน้อย 180 วันให้เป็นประโยชน์ที่สุด อะไรที่จะทำได้ก็จะทำไปก่อน กฎหมายนี้มีชื่อว่าพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ จะมีการอนุญาตให้ประชาชน ในเรื่องที่ประชาชนจะติดต่อ เพราะเราต้องเข้าใจว่าในชีวิตของเรามีเรื่องที่จะต้องไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ การไปติดต่อนั้นเป็นเรื่องของการไปขออนุญาต ขออนุมัติ และไปขึ้นทะเบียน ไปจดทะเบียนรายงานตัว จดแจ้ง บอกกล่าวหรือแสดงตนว่ายังมีชีวิตอยู่ แบ่งออกเป็นกลุ่มที่จะต้องไปติดต่อมี 2 ประเภท คือ เป็นเรื่องไปขออนุญาต อนุมัติ เพื่อไปประกอบอาชีพ"
นายวิษณุ กล่าวว่า อีกเรื่องคือ เพื่อต้องการบางอย่าง เช่น ขออนุญาตสร้างหรือต่อเติมบ้าน ถ้าไม่ได้รับอนุญาตและไปทำ จะถือว่าเป็นความผิด บางครั้งโทษก็จะรุนแรง ได้สำรวจพบว่าประเทศไทยมีกฎหมายที่กำหนดให้ประชาชนต้องไปติดต่อขออนุญาตมีประมาณ 800 กว่าฉบับ ทั้งนี้ใบอนุญาตมีอายุสั้น ทำให้ต้องมีการต่อทะเบียนบ่อย การต่อทะเบียนบ่อยแรกๆ เป็นเรื่องของเจตนาดี เพราะถ้าใบอนุญาตยาวเกินไปเจ้าหน้าที่ก็จะไม่มีโอกาสกลับมาตรวจ แต่ถ้าใบอนุญาตมีอายุสั้น เจ้าหน้าที่ก็จะตรวจบ่อย หากพบว่าไม่ได้ทำตามที่กฎหมายกำหนดไว้ การต่อใบอนุญาตบางทีทำให้ทราบว่าใบอนุญาตเก่าหมดอายุ แต่ใบอนุญาตใหม่ยังไม่ออกมาจึงเป็นช่องทางให้ใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง ขณะที่ใบอนุญาตเก่าหมดระหว่างรอเจ้าหน้าที่ก็จะไปเอาผิด ทั้งหมดนี้จึงเป็นปัญหาในของระบบราชการ
รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อว่าหลักการของกฎหมายฉบับนี้ คือ 1.ทุกส่วนราชการที่ติดต่อกับประชาชน กฎหมายบังคับให้มีคู่มือติดต่อราชการการ ต้องบอกด้วยว่าใครคือเจ้าหน้าที่ ต้องติดต่อใครบ้างใช้เวลาเท่าไหร่ เช่น ควรมีการบอกว่าจะต้องมีการติดต่อ หากระบุเวลาไว้ถ้าเลยเวลาเจ้าหน้าที่ถือว่ามีความผิด กฎหมายนี้กำหนดว่า เมื่อส่วนราชการทำคู่มือแล้ว จะต้องส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นผู้ตรวจก่อนจะเผยแพร่ และจะต้องมีใส่ไว้ในเว็บไซต์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน
2.กรณีที่จะต้องมีการขอเอกสารเพิ่มเติม จะมีการขอได้เพียงครั้งเดียวถ้าขออีกครั้งเจ้าหน้าที่ถือว่ามีความผิด 3.ในการพิจารณาการอนุมัติต้องอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ต้องระบุให้ชัดว่าต้องเอาสำเนาหรือถ่ายเอกสาร
หลักการของการสร้าง พ.ร.บ.นี้คือส่งเสริมให้ทุกกระทรวงตั้งศูนย์บริการร่วม เพื่อให้ประชาชนมาติดต่อที่เดียว โดยจะตั้งทุกจังหวัดเพื่อให้เกิดความสะดวกกับประชาชน แต่อาจจะมีปัญหาข้ามกระทรวง เช่น การขออนุญาตทำเหมืองหรือใบอนุญาตสัมปทาน ต้องไปที่กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอาจจะต้องไปอีกหลายกระทรวง เป็นต้น
นอกจากนี้กฎหมายกำหนดให้ตั้งศูนย์รับคำขออนุญาตก็ต้องออกพระราชกฤษฎีกาตั้งเช่นกัน เมื่อตั้งขึ้นที่ใดจะเป็นศูนย์ที่นำอำนาจของกระทรวงนั้นๆ มาไว้ที่ศูนย์นี้และเป็นผู้รับดำเนินการแทนกระทรวงนั้นโดยอำนาจอนุญาตอนุมัติ ถ้ามีแล้วใช้อำนาจไม่เป็นโดยดำเนินการช้าหรือนำไปดองไว้มีการทุจริตคอร์รัปชัน หรือมีขั้นตอนมาก เป็นต้น ส่งผลให้ประชาชนไม่สะดวกในการติดต่อก็อย่ามีเลยอำนาจแบบนี้ เขาริบอำนาจนี้คืนกลับมาให้ศูนย์รับคำขออนุญาตเป็นนอมินีใช้อำนาจแทน ถือเป็นการตบหน้ากระทรวงราชการ เพราะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
"ทั้งหมดนี้หวังว่าการทำงานจะรวดเร็วขึ้น สาระสำคัญอยู่ที่กฎหมายจะต้องมีความละเอียด ผู้ที่จะต้องไปทำคู่มือคือ 77 จังหวัด 20 กระทรวง กับ 150 กรม รวมถึงรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชน อบจ. อบต. โดยสำนักงาน ก.พ.ร.เป็นผู้ดูแล และถ้าไม่ยอมทำต้องรายงานคณะรัฐมนตรี กฎหมายนี้จะบังคับใช้ภายใน 6 เดือน ซึ่งผมขอให้ กพร.ไปเลือกกรมที่มีการขออนุญาตมากมา 10 กรม จาก 150 กรม แล้วทำคู่มือออกมาก่อน ซึ่งใน 6 เดือนนี้ต้องแล้วเสร็จ ส่วนกรมที่เหลือก็สามารถรอหลัง 6 เดือนได้ ซึ่งกรมที่นำร่องก็ต้องทำคู่มือมาเป็นตัวอย่าง การมีกฎหมายนี้ไม่ใช่มาตรการเบ็ดเสร็จอย่างเดียว แต่มีอย่างอื่นอีก การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อที่จะได้เกิดความรวดเร็ว และมีการใช้โซเชียลในการติดต่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว"
นายวิษณุ กล่าวว่า พ.ร.บ.นี้จะต้องมีการทบทวนทุก 5 ปี และต้องทำรายงานเสนอ ครม. โดยเรื่องไหนที่ต้องแก้ไข และเรื่องไหนสามารถใช้อำนาจได้ หรือเรื่องไหนประชาชนใช้อำนาจได้โดยไม่ต้องมาขออำนาจอีก ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อว่าเป็นการปฏิรูประบบราชการได้ในระดับหนึ่ง สามารถแก้ไขปัญหาทุจริตได้ ประชาชนจะเกิดความสะดวกสบาย ด้านเจ้าหน้าที่ของรัฐคงจะมีจิตบริการสาธารณะอำนวยความสะดวกประชาชนด้วยความว่องไวและทำงานได้ดี
"ผมเชื่อว่าจะเป็นการปฏิรูประบบราชการในแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันช่วยเหลือประชาชน และทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทำงานอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือประชาชน ต่อไปนี้การติดต่อราชการในเรื่องการขออนุมัติจะต้อง เร็วขึ้น ราคาถูกลง ง่ายขึ้น" นายวิษณุ ระบุ
..........................................
ก.พ.ร.เร่งเตรียมหน่วยงานพร้อมบริการ
นายพงษ์อาจ ตรีกิจวัฒนากุล รองเลขาธิการก.พ.ร. รักษาราชการแทนเลขาธิการก.พ.ร. กล่าวว่า ก.พ.ร.ได้เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ด้วยการส่งเสริมสนับสนุนให้หน่วยงานราชการดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน 180 วัน และการดำเนินการในระยะหลังจาก 180 วัน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการให้บริการภาครัฐ
อาทิ จัดเตรียมแนวทางการการจัดคู่มือสำหรับประชาชน, กำหนดจัดประชุมชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการพ.ร.บ.นี้ โดยมีนายวิษณุ เป็นประธานในวันที่ 11 ก.พ.2558 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรุงเทพฯ, กำหนดจัดประชุมชี้แจงพ.ร.บ.ดังกล่าวในต่างจังหวัด โดยจะชี้แจง 4 ภาค ภายในเดือนก.พ.นี้
นอกจากนี้จะกำหนดจัดคลินิกให้คำปรึกษา 20 กระทรวง 76 จังหวัด ช่วงเดือนมี.ค.นี้ เพื่อให้คำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับการร่างคู่มือประชาชน ที่หน่วยงานได้จัดทำเบื้องต้นไว้แล้ว รวมทั้งกำหนดรูปแบบของศูนย์บริการร่วม โดยจะหารือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ได้รูปแบบการศูนย์บริการที่เหมาะสม







