รองผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง มั่นใจมีหลักฐานขอหมายจับมือบึ้มได้ในสัปดาห์นี้ "ประยุทธ์"เชื่อไม่นานตร.-ทหารจับได้
ขณะที่ โฆษก ตร.-กทม. รับจุดเกิดเหตุไม่มีวงจรปิดต้องระดมตรวจกล้องรอบๆ "สมยศ" สั่งทุกหน่วยหาการข่าวเชิงรุก พร้อมกำชับชุดสืบให้ข่าวกับสื่อ หวั่นทำสับสน ส่วนทหารวอนประชาชนอย่างตื่นตกใจ เร่งปรับแผนเพิ่มความเข้มรปภ.จุดล่อแหมทั่วกรุงป้องกันเหตุซ้ำรอย
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เปิดเผยวานนี้ (2 ก.พ.) ภายหลังประชุมชุดสืบสวนคลี่คลายคดีระเบิดบนทางเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยามกับทางเข้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ว่า คาดว่ามีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คน และระเบิดที่ใช้เป็นระเบิดแสวงเครื่อง ประเภทไปป์บอม ขนาด10 คูณ 20 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม จุดชนวนด้วยสายไฟ ภายในมีเศษตะปูบรรจุอยู่ด้วย
เขาระบุว่า คาดว่าคนร้ายหวังผลให้มีผู้บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต โดยภาพจากกล้องวงจรปิด แสดงให้เห็นว่า ผู้ต้องสงสัยนำระเบิด ใส่ถุงสีส้มมาวางไว้บริเวณดังกล่าว ซึ่งภายหลังการเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐานไว้ทั้งหมดเพื่อนำไปตรวจสอบ
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวอีกว่า ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ มักมีความเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่สาเหตุในการก่อเหตุครั้งนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า เกิดจากอะไร และคิดว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาอย่างที่มีการคาดกันแน่นอน เนื่องจากระเบิดที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุเป็นระเบิดที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการประกอบ
"เจ้าหน้าที่กำลังนำข้อมูลของคดีระเบิดที่เคยเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ มาพิจารณาในการสอบสวน พบว่า ลักษณะการประกอบระเบิด มีความคล้ายคลึงกับเหตุระเบิดในเขตพื้นที่มีนบุรี เมื่อเดือน มี.ค. 57 ที่ผ่านมา และเชื่อว่าจะสามารถจับกุมคนร้ายได้ในเร็วๆ นี้" พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าว และว่า คาดว่าจะออกหมายจับผู้ต้องสงสัยได้ประมาณ 2 คนภายในสัปดาห์นี้
รอง ผบ.ตร. ยังประณามคนร้ายที่ก่อเหตุว่ามีจิตใจอำมหิต เพราะในวันเสาร์และอาทิตย์ บริเวณดังกล่าวจะมีประชาชนพาลูกหลานมาเดินเที่ยวจำนวนมาก ดังนั้น การก่อเหตุในบริเวณและช่วงเวลาดังกล่าว อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
"ประยุทธ์"จี้จับมือบึ้มให้ได้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุระเบิดก่อนเดินทางลงพื้นที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ว่า ต้องไปสอบว่าใครเป็นผู้กระทำและยึดโยงกับกลุ่มใดฝ่ายใด ตอนนี้ตำรวจกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งได้รับรายงานและได้สั่งการไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพิ่มเติมไปแล้ว คิดว่าคงจะหาหลักฐานได้
เมื่อถามว่ามีความเกี่ยวโยงกับการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่ชัดเจน และไม่ต้องถามว่าทำไมถึงเกิดเหตุ ต้องไปถามคนทำ ซึ่งได้บอกไปแล้วว่า ต้องหาคนวางให้ได้ ซึ่งก็น่าจะหาได้
ส่วนในทางการข่าวมีการเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าวอีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่มี แต่ต้องไปดูว่าใครที่ออกมาพูดจาใช้ความรุนแรงอะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็ต้องไปสอบว่ายึดโยงกันหรือเปล่า
"ทุกคนต้องเข้าใจว่าการเมือง และการทำผิดกฎหมายเป็นคนละส่วนกัน ถ้าเขาทำผิดกฎหมายก็อย่าไปให้เครดิตกับเขามากนัก ควรให้เครดิตกับเจ้าหน้าที่" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่าทำไมผู้ก่อเหตุจึงเลือกพื้นที่ใจกลางเมือง เป็นเพราะต้องการลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกคนก็รู้อยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นเขาก็คงไปทำในป่า
"เจ้าหน้าที่มีหลักฐานโดยใช้กล้อง เดี๋ยวก็จับได้ หลักฐานอยู่ตามกล้อง ขอให้ใจเย็นๆ เวลาเจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนก็ต้องให้เวลา และเป็นความลับ ถ้าไปกระโตกกระตากเดี๋ยวคนร้ายก็จะเกิดการแตกตื่น" นายกรัฐมนตรี ระบุ
โฆษกตร.ชี้จุดระเบิดไม่มีวงจรปิด
พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก ตร. กล่าวว่า ระเบิดครั้งนี้เป็นระเบิดที่มีดินระเบิดแรงดันต่ำ ไม่ใช่ชนิดร้ายแรง โดยมีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวน 2 ราย รายแรกเป็นชาย อายุ 26 ปี ได้รับบาดเจ็บจากของมีคม รายที่สองเป็นหญิง อายุ 56 ปี ตกใจเสียงระเบิด จนวิ่งหกล้ม
พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบว่าจุดดังกล่าวไม่มีกล้องวงจรปิด แต่จะต้องวิเคราะห์จากกล้องวงจรปิดที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อเชื่อมโยงหาตัวคนร้าย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นกลุ่มใด
วงจรปิดเผย2ผู้ต้องสงสัยมือบึ้ม
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า หลังเหตุระเบิด เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเหตุระเบิดในครั้ง มีการระเบิดด้วยกัน 2 จุด โดยเบื้องต้นพบบุคคลต้องสงสัยในภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นชายใส่เสื้อขาว นุ่งกางเกงขายาวสีดำ สวมหมวกสีดำ ส่วนชายอีกคนก็สวมเสื้อสีขาวเช่นกัน โดยมือถือถุงต้องสงสัยสีส้ม อยู่ใกล้กับบริเวณที่เกิดเหตุระเบิด
ผบ.ตร.กำชับการให้ข่าวหวั่นทำสับสน
อย่างไรก็ดี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้สั่งห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะทีมงานที่ทำงานคลี่คลายในคดีนี้ให้สัมภาษณ์ โดยเฉพาะในประเด็นที่เจาะลึกถึงหลักฐานโดยเด็ดขาด เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อการสืบสวนสอบสวนและการดำเนินคดี โดยมอบหมายให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ เป็นผู้ให้ข่าวแต่เพียงผู้เดียว
ทั้งนี้ ผบ.ตร.เชื่อว่า คนร้ายน่าจะหวังสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย และตื่นตระหนกตกใจให้กับประชาชน แต่เจ้าหน้าที่ก็ได้เก็บรวบรวมวัตถุพยานหลักฐานต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในการสอบสวนจากจุดเกิดเหตุได้หลายอย่างและเชื่อว่าจะสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการออกหมายจับผู้ก่อเหตุและนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัยได้อย่างแน่นอน
สั่งจับตากลุ่มรุนแรง-บุคคลพ้นโทษ
นอกจากนี้ พล.ต.อ.สมยศ ยังได้วิทยุ ด่วนที่สุด ที่ 0001 (ศปก.ตร.) / 23 ลงวันที่ 1 ก.พ.2558 สั่งการกำชับการปฏิบัติให้ทุกหน่วยเพิ่มมาตรการด้านการข่าวเชิงรุก โดยให้ติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคล กลุ่มบุคคล ที่มีพฤติการณ์หรือความประพฤติไม่เรียบร้อย และหรือมีประวัติเคยมีหรือใช้อาวุธสงคราม วัตถุระเบิดก่อเหตุร้ายที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งบุคคลพ้นโทษ หรือได้รับการปล่อยชั่วคราวในคดีดังกล่าว โดยให้ตำรวจสันติบาลเป็นเจ้าภาพบูรณาการด้านการข่าวกับทุกหน่วยงานในพื้นที่
"ที่ผ่านมารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงก็ได้เตือนมาหลายครั้งในการให้ความสนใจกับสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ สถานีรถไฟ สถานีขนส่ง และสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมามีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นตำรวจก็มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับฝ่ายความมั่นคงมาโดยตลอดอยู่แล้วไม่ได้นิ่งนอนใจ" พล.ต.อ.สมยศ กล่าว
ทหารปรับแผนดูแลพื้นที่หวั่นบึ้มซ้ำ
วันเดียวกัน พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) กล่าวว่า จะมีการปรับมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้เข้มข้นรัดกุมมากขึ้น โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างทหารและตำรวจในแต่ละพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำร้อยอีก
พล.ท.กัมปนาท กล่าวด้วยว่า จะมีการปรับแผนในการเชิญตัวกลุ่มคนเหล่านี้ อาจจะมีการเดินทางไปพูดคุยทำความเข้าใจถึงที่บ้านพักอาศัย หรืออาจจะใช้สถานที่ที่มีความเหมาะสม โดยยืนยันว่าจะไม่มีการเชิญตัวมาทำความเข้าใจในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1
"อุดมเดช"วอนประชาชนอย่าตกใจ
ด้าน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ขอให้ประชาชนอย่าได้ตกใจ ขณะนี้กำลังพยายามหาตัวผู้กระทำความผิดโดยทหารได้ประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและมีภาพต่างๆ ที่จะนำไปสู่การหาตัวผู้กระทำความผิดได้
"เราไม่ได้นิ่งนอนใจแต่ยังไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มใดและมีความประสงค์สิ่งใด ส่วนระเบิดนั้นไม่มีความรุนแรง และไม่ได้มุ่งร้ายเอาชีวิต ที่สำคัญคือการดูแลในช่วงต่อไปทหารและตำรวจต้องช่วยกันติดตามสถานการณ์ อีกทั้งดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ แต่ประชาชนอย่าได้ตกใจและใช้ชีวิตอย่างปกติ แต่หากเห็นสิ่งใดที่ผิดสังเกตต้องรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ" ผบ.ทบ. กล่าว
เขากล่าวด้วยว่า คงไม่ยืนยันอะไรตอนนี้ว่าเหตุดังกล่าวเกี่ยวข้องกลุ่มใดหรือมาจากสาเหตุใด หากไปชี้ชัดตอนนี้คงไม่เหมาะสม
เพิ่มตรวจตราพื้นที่ล่อแหลมยามวิกาล
เมื่อถามว่าจะมีการเพิ่มความเข้มงวดการตั้งจุดตรวจมากขึ้นหรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเพิ่มมากขึ้นจากเดิมเท่าไรนัก เพราะเดิมมีการตรวจตราอยู่แล้ว แต่จะให้มีความแน่นหนามากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ทหารและตำรวจจะลงไปดูพื้นที่ล่อแหลมและเป็นจุดเสี่ยงในยามวิกาลมากขึ้น ส่งผลให้ดูแลปัญหาอาชญากรรมได้ดีขึ้นด้วย
บีทีเอส.-พารากอนเปิดปกติ-เพิ่มรปภ.
สำหรับบรรยากาศที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยาม วานนี้ (2 ก.พ.) ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ แต่ได้เพิ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมากขึ้น
ขณะเดียวกันบริเวณจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้เคลียร์พื้นที่ พร้อมทำความสะอาดและนำผ้าใบสีขาวมาปิดทับเอาไว้แล้ว ก่อนนำแผงเหล็กมากั้น เช่นเดียวกับทางห้างฯ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ แต่ก็ได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเช่นกัน
กทม.รับไม่มีวงจรปิดจุดเกิดเหตุ
นายไตรภพ ขันตยาภรณ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาจราจร สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ในส่วนของกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของ กทม. ไม่มีการติดตั้งในบริเวณเกิดเหตุ เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นพื้นที่ของบีทีเอส และห้างฯ ซึ่งเป็นเอกชน และกล้องบริเวณนั้นก็ไม่มีการเชื่อมสัญญาณมายังกทม.
"แต่กทม.ได้ติดตั้งกล้องซีซีทีวีในพื้นที่สาธารณะบริเวณด้านล่างตั้งแต่แยกปทุมวัน โดยการตรวจสอบกล้องซีซีทีวีตั้งแต่เมื่อคืนพบว่า ไม่สามารถจับภาพในช่วงเวลาเกิดเหตุได้ เนื่องจากกล้องอยู่ไกลจากจุดเกิดเหตุ แต่ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานขอดูภาพในจุดโดยรอบแล้ว ซึ่งกทม.พร้อมให้ความร่วมมือในการติดตามเบาะแสคนร้าย หรือผู้ต้องสงสัย" นายไตรภพ กล่าว
คาด4-5วันซ่อมจุดบริการด่วนกทม.เสร็จ
ขณะที่นายสิทธิชัย ห้วยสกนธ์ ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน กล่าวว่า แรงระเบิดทำให้ประตูของจุดบริการด่วนมหานครของกทม.ที่ให้บริการงานทะเบียนราษฎร์บนสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งตั้งอยู่บนสถานีบีทีเอสสถานีสยามพังเสียหายอย่างมาก ทำให้วันนี้ กทม.มีความจำเป็นต้องปิดให้บริการประชาชนในจุดบริการดังกล่าว ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตปทุมวัน สำนักปกครองและทะเบียนกทม. และสำนักการโยธา ได้เดินทางไปสำรวจความเสียหายในพื้นที่แล้ว คาดว่าจะใช้เวลาซ่อมแซมประมาณ 4-5 วัน ถึงจะกลับมาเปิดให้บริการประชาชนได้อีกครั้ง


