วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลี่ปมรัฐบาลเรียกอุปทูตสหรัฐ

(รายงาน) คลี่ปมรัฐบาลเรียกอุปทูตสหรัฐ ธรรมเนียมปกติ-สมควรแก่เหตุ

ฮือฮาไม่น้อยกรณี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เชิญ นายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐอเมริกา รักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าพบ นัยว่าเป็นการประท้วงการแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นการเมืองไทยของ นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระหว่างเดินทางเยือนไทยเมื่อ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา

โดยเฉพาะการที่ นายรัสเซล เปิดโอกาสให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอนออกจากตำแหน่ง เข้าพบที่บ้านพักทูตสหรัฐ ก่อนจะไปปาฐกถาพิเศษที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วแสดงความคิดเห็นต่อปัญหาการเมืองภายในของไทยด้วย

การแสดงท่าทีแข็งกร้าวของไทยต่อ "มหามิตร" และ "มหาอำนาจ" อย่างสหรัฐ ต้องบอกว่านานๆ จึงจะได้เห็นสักครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นประเด็นที่น่าหยิบยกมาวิจารณ์และคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

ศ.ดร.สุรชัย ศิริไกร นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า การเชิญอุปทูตเข้าพบของกระทรวงการต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องปกติทางการทูต โดยการเชิญเกิดขึ้นภายหลังผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐ รับฟัง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชี้แจงและให้ข้อมูลต่างๆ นั่นแสดงว่ารัฐบาลอาจเห็นว่ามีปัญหาที่สร้างความไม่เข้าใจ จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศที่จะต้องชี้แจงทำความเข้าใจ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเข้าใจที่สร้างความเสียหายจากการรับรู้ข้อมูลจากฝ่ายเดียว

"บางประเด็นการชี้แจงจากเพียงฝ่ายเดียวอาจได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน หรือคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง เช่น การอิมพีชเมนต์ (Impeachment : ถอดถอนจากตำแหน่ง) อาจมีการอ้างว่าเป็นเรื่องการเมืองที่ไม่เป็นธรรม ฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน แล้วแสดงหลักฐานที่คิดว่ากระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปอย่างถูกต้องอย่างไร" ศ.ดร.สุรชัย กล่าว

นักวิชาการผู้นี้ยังยกตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นว่า หากรัฐบาลจีนมีความคิดเห็นอย่างไรในบางประเด็นเกี่ยวกับข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ รัฐบาลจีนก็จำเป็นต้องเชิญทูตญี่ปุ่นที่ประจำกรุงปักกิ่งเข้าพบเพื่อทำความเข้าใจ และทูตในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนามของรัฐบาลก็ต้องรับฟัง เพื่อสรุปเป็นข้อมูลความเคลื่อนไหวต่างๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ประจำ แล้วส่งเป็นรายงานกลับไปยังรัฐบาลของตนเอง

เช่นเดียวกับการรับฟังข้อมูลของนายแพทริค เมอร์ฟี จากการชี้แจงของฝ่ายไทย ก็จะต้องรายงานกลับไปยังกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งทำให้นายแดเนียล ได้รับข้อมูลของนางสาวยิ่งลักษณ์จากอีกด้านหนึ่งเช่นกัน คือด้านของรัฐบาล

สำหรับการใช้สถานที่ภายในสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจําประเทศไทย ให้นางสาวยิ่งลักษณ์เข้าพบนายรัสเซล ซึ่งแตกต่างจากการเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งใช้สถานที่พรรคประชาธิปัตย์นั้น ศ.ดร.สุรชัย มองว่า เป็นเทคนิคทางการทูต โดยการพบปะพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในบางเรื่อง ไม่ต้องการเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้

เป็นที่ทราบกันดีว่าการพูดคุยกันภายในสถานทูตสหรัฐ สามารถรักษาความลับได้ดีกว่าสถานที่อื่นๆ และความลับนี้ควรจะเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย อีกทั้งในความเป็นจริงเนื้อหาการสนทนาในวันนั้นก็ไม่เคยได้รับการเปิดเผยอย่างแท้จริง นอกจาก นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในคนใกล้ชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเท่านั้นที่ออกมาพูด

"แม้คุณสุรพงษ์จะออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเนื้อหาการพูดคุย แต่ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าเนื้อหาที่ได้คุยกันจริง แต่เรื่องของสถานที่ในการเข้าพบอาจไม่มีอะไรสำคัญนอกเหนือไปจากความสะดวกในการเดินทางของคู่สนทนาก็เป็นได้"

"อีกประการหนึ่งที่ต้องไม่ลืม คือท่าทีของสหรัฐที่ผ่านมาเข้าข้างคุณทักษิณมาตลอด ที่เด่นชัดครั้งหนึ่งก็คือคณะทูตสหรัฐเข้าเยี่ยมชมหมู่บ้านเสื้อแดงในภาคอีสาน เมื่อวันที่ 27 ก.พ.57 ซึ่งถือว่าผิดมารยาททางการทูต แต่ก็เหมือนไม่ได้รับการใส่ใจจากทางการสหรัฐ" ศ.ดร.สุรชัย กล่าว

ด้าน นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายกษิต ภิรมย์) และอดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเชิญอุปทูตสหรัฐเข้าพบไม่ใช่เรื่องรุนแรงทางการทูตอะไร เพราะเป็นการเชิญเพื่อแลกเปลี่ยนความคิด หรือซักถามเรื่องราวต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกัน ถือเป็นเรื่องปกติและจำเป็นด้วยซ้ำ

"เรื่องนี้น่าจะเกิดจากการปาฐกถาของผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งรับข้อมูลมาจากอีกฝั่งหนึ่งที่มีข้อมูลไม่ตรงกันหรือคลาดเคลื่อน จึงต้องชี้แจงกัน ส่วนสิ่งที่อเมริกากังวลเรื่องกฎอัยการศึกนั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยน่าจะเข้าใจในท่าทีดังกล่าว แต่ต้องไม่ลืมว่าในภาวะบ้านเมืองที่เคยเกิดความวุ่นวาย การคงกฎอัยการศึกไว้อาจเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งประเด็นเหล่านี้รัฐบาลไทยก็จำเป็นต้องชี้แจง"

ขณะที่ นายสุรพงษ์ ชัยนาม อดีตทูต 5 ประเทศ กล่าวว่า การเชิญอุปทูตเข้าพบถือเป็นเรื่องปกติของธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูต เมื่อรัฐบาลไทยเห็นว่าฝ่ายอเมริกาแสดงความคิดเห็นใดๆ ที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความสัมพันธ์ หรือเข้าใจได้ว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย รัฐบาลไทยก็จำเป็นต้องแสดงออกถึงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเพื่อแจ้งข้อเท็จจริง ทักท้วง ตำหนิ ซึ่งเป็นไปตามเนื้อหาที่เกิดขึ้น

"ขอย้ำว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ธรรมดามากๆ หากเรายังคิดว่าประเทศไทยของเรายังคงเป็นรัฐที่มีเอกราช ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของชาติใดในโลก เราก็มีสิทธิเชิญทูตเข้าพบเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกัน อย่างสหรัฐอเมริกาที่เปรียบได้ดั่งมหามิตรที่มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีกันมาอย่างยาวนาน ย่อมเข้าใจกันได้" นายสุรพงษ์ กล่าว