วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯปัดพ.ร.บ.ไซเบอร์ล้วงตับ ผู้เชี่ยวชาญฟันธง'ก.ม.ติดหนวด'

นายกฯยันร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ไม่ได้ใช้ล้วงความลับประชาชน แต่เป็นเครื่องมือสกัดข้อมูลผิดกฎหมาย

โดยเฉพาะกลุ่มหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ด้านผู้เชี่ยวชาญกฎหมายติง ให้อำนาจบอร์ด กปช.ล้นฟ้า ปิดทางหน่วยราชการโต้แย้ง แทรกแซงเอกชนได้แม้ในยามปกติ ไม่ใช่ช่วงรัฐประหาร เตือนระวังพาประเทศไทยเป็นเหมือนจีน

ความคืบหน้ากรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรักษาความความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงการจำกัดสิทธิประชาชน และการล้วงความลับนั้น

ล่าสุดวานนี้ (21 ม.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตอบข้อถามของผู้สื่อข่าวในเรื่องนี้ โดยยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการล้วงข้อมูลส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องการปิดกั้นข้อมูลที่ผิดกฎหมาย

"เป็นเรื่องของกฎหมาย ส่วนที่ดีไม่มีใครพูด อะไรที่ไม่ดีจะถูกปิดกั้น บอกว่าไม่ได้ปิดกั้น เปิดดูในโทรศัพท์สิ มีไหม ที่เขียนอะไรไม่ดีน่ะมีไหม ที่มาจากต่างประเทศ เรื่องสถาบัน แล้วมาด่าว่าทำไมผมไม่ดูแล แต่เวลาผมจะดูแลก็ไม่ให้ดู ผมไม่ได้ไปดูส่วนตัวท่านเสียหน่อย"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า เนื้อหาในร่างกฎหมายที่มีหลายคนเป็นห่วงนั้น จริงๆ ยังมีการพิจารณาของคณะกรรมาธิการอีกหลายชุดเพื่อกลั่นกรอง

"ร่างไปก่อน อีกตั้ง 3 กรรมาธิการ มันไม่ออกมาง่ายๆ หรอก เดี๋ยวเขาก็คิดออกมาเอง วันนี้มีกฎหมาย 100 กว่าร่างต้องเร่งออกให้ได้ เพราะมันไม่เคยออก แต่จะออกมาอย่างไรให้ไปพิจารณากันใน สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ก็ไปฟังเขาบ้าง นี่ไม่ฟัง คิดเองหมด อย่างนี้ไม่ต้องเป็นประเทศแล้วมั้ง"

นายกรัฐมนตรี ย้ำด้วยว่า การออกกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเรื่องซอฟต์แวร์ ระบบการให้บริการ การขาย ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว หรือข้อมูลส่วนบุคคลจะไม่เข้าไปยุ่ง

"ข้อมูลส่วนตัวของท่านก็ไม่มีใครไปยุ่ง แต่ถ้าทำผิดก็ต้องเข้าไปดูแล อย่างที่มาหาว่ารัฐบาลไม่เข้ามาดูแลกรณีการกระทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น เว็บไซต์เหล่านั้นเปิดอยู่ในต่างประเทศ ปิดไม่ได้ เพราะต่างชาติเขาไม่มีกฎหมายแบบเรา เขาไม่ให้ แล้วทำไมไม่ทำประเทศเราให้มันสงบปลอดภัย ในเมื่อบ้านเราไม่เหมือนบ้านเขา คนไทยไม่เหมือนฝรั่ง เรากินข้าวเขากินขนมปังก็ไม่เหมือนกันแล้ว เรามีความเป็นไทยแท้"

นักก.ม.ชำแหละรายมาตรา

ด้านความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษากฎหมายอิสระ ตั้งข้อสังเกตว่า ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ นั้น มาตรา 3 ซึ่งให้ความหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.นี้ ไม่แน่ใจว่าเป็นพนักงาน 3 วันหรือไม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ได้มีประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่ กำหนดให้ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.นี้ ต้องผ่านการอบรมด้านจริยธรรม สืบสวน สอบสวนความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ และการพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์ ใช้เวลานานนับเดือน

จนท.ตามกฎหมายผ่านอบรมหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ประกาศดังกล่าวได้เปิดช่องจัดทำหลักสูตรเร่งรัด 3-5 วันแก่บุคคลผู้จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเมื่อเริ่มใช้ พ.ร.บ.มีเวลาจำกัด แต่ต่อมาตลอดเวลาที่ พ.ร.บ.ใช้งานมา ก็ไม่เคยมีผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรเต็มเวลา ซึ่งถือว่าอยู่ในมาตรฐานที่ค่อนข้างต่ำ

แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ใน พ.ร.บ.นี้จะมาจาก "คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ" หรือ กปช. โดยไม่ผ่านการอบรมใดๆ ซึ่ง กปช. มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธานกรรมการ และมีกรรมการโดยตำแหน่ง 4 คน ได้แก่ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมกรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ซัดรวมอำนาจเป็น"รัฏฐาธิปัตย์"

นายไพบูลย์ อธิบายต่อว่า ขณะที่ มาตรา 31 ระบุว่า ในกรณีที่ กปช.มีมติว่ากระทรวง หน่วยงานของรัฐ หรือผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.นี้ ไม่ปฏิบัติ หรือปฏิบัติการโดยขัดหรือแย้งกับแนวทางตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.นี้ ให้ กปช.แจ้งให้กระทรวง หน่วยงานของรัฐ หรือผู้มีหน้าที่ปฏิบัติดังกล่าวดำเนินการแก้ไข ยกเลิก หรือยุติการดำเนินการดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด

ในกรณีที่กระทรวง หน่วยงานของรัฐ หรือผู้มีหน้าที่ปฏิบัติดังกล่าวไม่ดำเนินการตามมติ กปช.ภายในเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือว่าปลัดกระทรวง หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ หรือผู้มีหน้าที่ปฏิบัติดังกล่าวแล้วแต่กรณี กระทำผิดวินัย และให้ กปช.ส่งเรื่องให้ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยของผู้นั้นดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

กรณีผลของการไม่ดำเนินการตามมติ กปช. ตามวรรคหนึ่ง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบหรือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงแล้วแต่กรณี

นายไพบูลย์ ชี้ว่า จากเนื้อหามาตรานี้ ตามอำนาจทางปกครอง ผู้ปฏิบัติงานยังต้องดูคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากชอบด้วยกฎหมายจึงจะปฏิบัติตาม แต่มาตรานี้ผู้ปฏิบัติงานโต้แย้งไม่ได้ เป็นข้อสันนิษฐานว่าได้กระทำความผิด กฎหมายนี้เป็นรัฏฐาธิปัตย์โดยแท้จริง ผูกขาดอำนาจสั่งราชการไว้ทั้งหมด

แทรกแซงเอกชนได้ในสถานการณ์ปกติ

ที่ปรึกษากฎหมายอิสระ วิเคราะห์อีกว่า มาตรา 33 เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน หรือภยันตรายอันเนื่องมาจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ให้ กปช.มีอำนาจสั่งการให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อป้องกัน แก้ไขปัญหา หรือบรรเทาความเสียหายที่เกิดหรืออาจจะเกิดขึ้นได้ตามที่เห็นสมควร และอาจให้หน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลใด รวมทั้งบุคคลซึ่งได้รับอันตรายหรืออาจได้รับอันตรายหรือความเสียหายดังกล่าว กระทำหรือร่วมกันกระทำการใดๆ อันจะมีผลเป็นการควบคุม ระงับหรือบรรเทาผลร้ายจากอันตรายและความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ กรณีที่ทราบว่าบุคคลใดเกี่ยวข้องกับการก่อให้เกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ ให้ กปช. มีอำนาจสั่งบุคคลนั้นไม่ให้กระทำการใดอันจะมีผลเป็นการเพิ่มความรุนแรงอันเกิดจากภัยคุกคามทางไซเบอร์นั้นได้ กรณีนี้เท่ากับสั่งเอกชนได้ โดยไม่ต้องขอศาล ซึ่งเดิมมักต้องเป็นเหตุการณ์ไม่ปกติ เกิดปฏิวัติ รัฐประหาร แต่ พ.ร.บ.นี้เป็นสถานการณ์ปกติ จึงเป็นความน่ากลัวของกฎหมายนี้

เตือนจะพาประเทศไทยเหมือนจีน

นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ในหมวดที่ 5 พนักงานเจ้าหน้าที่ ในมาตรา 35 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นหนังสือจากเลขาธิการ โดยไม่มีศาลมาเกี่ยวข้อง มีอำนาจ (3) เข้าถึงข้อมูลการติดต่อสื่อสารทั้งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในการสื่อสารสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติการเพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

เห็นว่าอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่มีมาตรการกรอง ไม่ผ่านการอบรม มีรัฐมนตรี หรือเลขาธิการลงนามก็ดำเนินการได้ เท่ากับจะเข้าดำเนินการต่างๆ ตามที่ระบุมาได้ทั้งทางกายภาพ การแครก การแฮคข้อมูล ล้วนทำได้ทั้งสิ้น ซึ่งจะนำประเทศไทยไปเหมือนจีน

"หากเป็นเช่นนี้ กูเกิล หรือยูทูบจะมั่นใจได้อย่างไรถึงการเข้ามาให้บริการในประเทศไทย เพราะอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.นี้มีมากกว่าที่ควรจะเป็น และไม่มีเรื่องเอาผิดเจ้าหน้าที่ได้" นายไพบูลย์ กล่าว