วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ยิ่งลักษณ์'ลุ้นหนัก

ตรวจแถว สนช. จับตาสายทหารชี้ชะตา "ยิ่งลักษณ์" คาดอดีตนายกฯลุ้นเหนื่อย ขณะที่ "สมศักดิ์-นิคม" ส่อรอด

จับตางานเลี้ยง สนช.วันนี้ที่สโมสรทหารบก คาดมีซาวเสียงรอบสุดท้าย ด้าน "วิชา" นำแถลงปิดคดียัน "นิคม" กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ประธานไม่เป็นกลาง เอื้อประโยชน์เสียงข้างมาก เจ้าตัวโต้กลับทำหน้าโดยสุจริต "สมศักดิ์"ไร้เงาร่วมแถลงปิดคดี

ในวันที่ 23 ม.ค.นี้ที่จะเป็นวันชี้ชะตาการเมืองของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นวันที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนจากตำแหน่ง ในข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว

ทั้งนี้ คะแนนที่จะถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ต้องได้เสียง 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิก สนช.ทั้งหมด นั่นหมายถึงต้องได้เสียง 132 เสียงขึ้นไปจึงจะถอดถอนได้

เมื่อตรวจสอบลึกใน สนช.ทั้ง 220 คน พบว่า มาจากสายทหาร 109 คน ตำรวจ 9 คน อาจารย์ อธิการบดี 15 คน อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และองค์กรอิสระ 43 คน ข้าราชการ 32 คน และเครือข่ายนักธุรกิจ 12 คน

ในกลุ่มสนช.สายทหาร กลุ่มใหญ่ที่สุด พบว่า เกินครึ่งล้วนมาจากสายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสข.) และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ฉะนั้นหาก พล.อ.ประยุทธ์ ส่งสัญญาณให้ถอดถอน ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่ สนช.จะถอดถอนได้ เพราะเสียงสายทหารราวๆ ครึ่งหนึ่ง ไปรวมกับกลุ่ม 40 ส.ว. และกลุ่มอื่นๆ อีกเล็กน้อยก็สามารถถอดถอนได้แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ไม่มีการยืนยันถึงสัญญาณใดๆ จากผู้มีอำนาจในรัฐบาล คาดว่าไม่ต้องการให้ประเด็นการถอดถอนกระทบต่อโรดแมพ คสช.และการปรองดอง

"มีการยืนยันว่าการโหวตถอดถอนจะปล่อยฟรีโหวต ฉะนั้นเสียงถอดถอนน่าจะไม่พอ" แหล่งข่าวจาก สนช.ระบุ

ยิ่งลักษณ์เหนื่อย-"นิคม-ขุนค้อน"ก้ำกึ่ง

อย่างไรก็ดี มีรายงานล่าสุดว่า ในกรณีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ค่อนข้างต้องลุ้นเหนื่อย เพราะเสียงถอดถอนค่อนข้างสูง ต้องรอดูว่าจะเกิน 132 เสียงหรือไม่ ขณะที่คดีของนายนิคม ไวยรัชพานิช และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตรองประธาน และอดีตประธานรัฐสภา เสียงสมาชิกยังมีความเห็นก้ำกึ่งกัน เนื่องจากกฎหมายไม่ชัดเจนในการเอาผิด เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อกฎหมายยังไม่ชัดเจนก็คงต้องยกประโยชน์ให้จำเลยไป

อย่างไรก็ดี กลุ่มที่จะลงมติถอดถอนส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม 40 ส.ว. นักวิชาการบางส่วน และข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหารที่เกษียณอายุแล้ว ส่วนกลุ่มที่มีแนวโน้มจะลงมติไม่ถอดถอน หรืออาจใช้วิธีงดออกเสียง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักธุรกิจ ข้าราชการพลเรือน และข้าราชการทหารที่ยังอยู่ในราชการ

มีรายงานด้วยว่า ขณะนี้สมาชิกส่วนใหญ่มีคำตอบในใจแล้วว่าจะลงมติอย่างไร โดยแต่ละคนยังสงวนท่าทีแลกเปลี่ยนความเห็นเฉพาะกลุ่มตัวเองเท่านั้น ทั้งนี้ในวันที่ 22 มกราคม จะมีการประชุม สนช.เพื่อแถลงปิดคดีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ในช่วงเช้า จากนั้นในเวลา 18.00 น. ทางสนช.ได้นัดสมาชิกร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ที่สโมสรทหารบก เทเวศร์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นโอกาสที่สมาชิกได้แลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องการลงมติอย่างกว้าง ก่อนที่จะมีการลงมติในวันที่ 23 ม.ค.นี้

"วิชา"แถลงปิดคดียัน “นิคม”ขัดรธน.

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม มีวาระเพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตรองประธานรัฐสภา ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 เป็นการรับฟังคำแถลงการณ์ปิดสำนวนด้วยวาจาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้กล่าวหา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ผู้ถูกกล่าวหา ตามข้อบังคับที่ 156 วรรคสอง

โดยนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. แถลงว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาส.ว. วาระ 2 ในหลายมาตรา ที่นายนิคมทำหน้าที่ประธานที่ประชุมกลับจงใจใช้เสียงข้างมากในที่ประชุม เพื่อปิดการอภิปรายตามที่มีสมาชิกรัฐสภาร้องขอ ทั้งที่ยังเหลือสมาชิกอีกหลายคนที่รอการอภิปรายอยู่ ถือเป็นการทำผิดข้อบังคับการประชุมรัฐสภา

ดังนั้นผู้ทำหน้าที่ประธานการประชุมต้องมีความรอบคอบ หากเห็นว่า ญัตติที่เสนอไม่ถูกต้อง ย่อมมีวิธีการดำเนินการอย่างอื่นได้หลายวิธี เช่น การพักประชุม การขอให้ถอนญัตติ การกระทำของนายนิคมจึงส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง

จากนั้นนายนิคม กล่าวว่า กรณีการสั่งปิดอภิปรายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ใช้เวลาถึง 61 ชั่วโมง โดย 54 ชั่วโมงเป็นการประท้วงวุ่นวายเพื่อให้เสียเวลา ใช้เวลาอภิปรายจริงแค่ 7 ชั่วโมง ทำให้ต้องควบคุมการประชุมอย่างเคร่งครัด และการที่บอกว่าให้พักการประชุมเพื่อแก้ปัญหานั้นก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะที่ประชุมไม่เคยเคารพมติวิป 3 ฝ่าย อีกทั้งยังมีการเสนอชื่อผู้ขออภิปรายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

นายนิคม กล่าวว่า ยืนยันว่า ตนปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต เพื่อควบคุมและดำเนินการประชุมให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุม ดังนั้นตนจำเป็นมาชี้แจงเอง เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีขององค์กร ของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ให้องค์กรอื่นก้าวล่วง ซึ่งมติจะออกมาเป็นอย่างไรก็ได้ ตนพร้อมน้อมรับ

ไร้เงา"สมศักดิ์"แถลงปิดคดีถอดถอน

จากนั้นนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้ดำเนินกระบวนการถอดถอนนายสมศักดิ์ โดยนายวิชา กล่าวว่า ในฐานะที่นายสมศักดิ์ เป็นประธานรัฐสภา ตามกฎหมายระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประธานรัฐสภาต้องตรวจสอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากพบว่ามีข้อไม่ถูกต้องให้ประธานฯ ดำเนินการแก้ไข แต่กลับไม่มีการแก้ไขแสดงให้เห็นถึงความบกพร่องอย่างร้ายแรงของนายสมศักดิ์ ที่ละเว้นไม่ตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความรอบคอบ แต่กลับมีคำสั่งลงนามให้บรรจุวาระการประชุมเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เพื่อนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แม้นายสมศักดิ์ จะอ้างว่าได้สอบถามเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้วยืนยันว่าทำได้ แต่ข้ออ้างดังกล่าวรับฟังไม่ได้ เพราะหน้าที่ของประธานรัฐสภา หากเห็นว่ามีข้อบกพร่องในร่างแก้ไขต้องให้ผู้เสนอญัตติแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อน ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของเจ้าหน้าที่ของสำนักการประชุมรัฐสภา ที่ให้การว่านายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ที่เป็นผู้เสนอร่างแก้ไขฉบับใหม่ ได้ประสานให้ผู้ช่วยนำร่างแก้ไขฉบับใหม่มาเปลี่ยนทั้งฉบับ โดยใช้ลายมือชื่อของผู้เสนอญัตติในร่างฉบับเดิม มิได้ดำเนินการรวบรวมรายชื่อใหม่ ถือเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอย่างชัดเจน

จากนั้น นายสุรชัย ได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบว่าหลังจากผู้ถูกกล่าวหาคือนายสมศักดิ์ ไม่ขอส่งสำนวนแถลงปิดคดีด้วยวาจา จึงถือว่าการแถลงปิดคดีเสร็จสิ้นลงแล้ว จึงขอนัดสมาชิกลงมติถอดถอนทั้ง 2 คดี คือ นายนิคม และนายสมศักดิ์ ในวันที่ 23 ม.ค.นี้

ผบ.ทบ.สั่งทหารทำเข้าใจปชช.

ด้าน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่กลุ่มผู้สนับสนุน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อาจออกมาเคลื่อนไหวกดดัน สนช. ในการลงมติถอดถอนคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวว่า ไม่เป็นห่วง ฝ่ายความมั่นคงติดตามสถานการณ์อยู่ คงเป็นความคิดเห็นแต่ละส่วน แต่การเคลื่อนไหวอย่าให้เกินไปกว่ากรอบกฎหมายที่ได้ประกาศอยู่ และคงจะต้องดูความถูกต้องตามเหตุผลข้อมูลที่จะชี้แจงกันไป

ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จะให้ทหารออกไปชี้แจงทำความเข้าใจหลังมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น อยู่ที่เหตุผลและความเป็นจริงที่ผ่านมา การทำความเข้าใจคงเป็นการทำตามหน้าที่ที่ทำอยู่ปัจจุบัน และเรื่องที่รัฐบาลดำเนินการทั้งเรื่องสังคม เศรษฐกิจ กฎหมาย เรามีกำลังพลกระจายอยู่ในพื้นที่ทั่วไป ก็ไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับแผนงาน โครงการ และนโยบายที่ดีๆ ให้ประชาชนรับทราบ สิ่งใดที่เป็นเรื่องที่รัฐบาลปฏิบัติและเป็นประโยชน์กับประชาชนเราก็จะพยายามทำความเข้าใจในทุกด้าน ในเรื่องการเมืองก็คงเป็นการทำความเข้าใจให้ทุกคนต้องเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่ถูกต้อง

"เอนก"เชื่อถอดถอนไม่กระทบปรองดอง

นายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะทำงานศึกษาการสร้างความปรองดองสภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวว่า ทางคณะทำงานจะมีการนัดประชุมอีกครั้งวันที่ 27 ม.ค. นี้ โดยวาระยังเป็นประเด็นทั่วไป ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าการพิจารณาถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามการพิจารณาของ สนช. จะกระบวนการการปรองดอง เบื้องต้นตนว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน การทำงานของคณะทำงานก็ดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้เชื่อว่ากรณีดังกล่าวจะไม่มีปัญหาในการทำงาน โดยการทำงานความปรองดองจะต้องเดินหน้าต่อไปได้แน่นอน