วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'วิชา-นิคม'แถลงปิดคดีนัดลงมติ23ม.ค.

"วิชา"แถลงปิดคดี ยัน"นิคม"ส่อขัดรธน. ทำหน้าปธ.ไม่เป็นกลาง ด้าน"นิคม"ยันทำหน้าโดยสุจริตไม่ใช้อำนาจตามอำเภอ

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม โดยมีวาระเพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภา ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 โดยเป็นการรับฟังคำแถลงการณ์ปิดสำนวนด้วยวาจาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้กล่าวหา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ผู้ถูกกล่าวหา ตามข้อบังคับที่ 156 วรรคสอง

จากนั้นเข้าสู่การแถลงปิดสำนวนด้วยวาจา โดยนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. แถลงว่า ป.ป.ช.อาศัยอำนาจ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. ปี 2542 โดยสมบูรณ์ แม้ว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 จะสิ้นสุดลงก็ตาม แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ยกเว้นองค์กรอิสระ และองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญปี2550และให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ดังนั้น ป.ป.ช.จึงสมารถทำหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริง และส่งเรื่องถอดถอนมายัง สนช. ที่ทำหน้าที่แทนวุฒิสภา เพื่อดำเนินการต่อไป ส่วนที่มีการกล่าวหาว่าป.ป.ช.ละเลยต่อเอกสิทธิ์ของสมาชิกวุฒิสภาตามบทบัญญัติมาตรา 130 หรือไม่นั้น การอ้างเอกสิทธิ์ดังกล่าวต้องมิใช่เพื่อทำลายหลักการอื่นตามรัฐธรรมนูญ และจะต้องใช้เอกสิทธิ์อยู่ภายใต้มาตรา 6 ที่บัญญัติว่ารัฐธรรมนูญเป็น กฎหมายสูงสุดของประเทศ รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่รองประธานรัฐสภาของผู้ถูกกล่าวหา ที่ต้องกระทำตามมาตรา 113 ในเรื่องของการปฏิญาณตนก่อนการเข้ารับหน้าที่ในรัฐสภาด้วย

นายวิชา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกการกระทำของนายนิคมก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการเมือง การปกครองอย่างรุนแรง เพราะมีผู้ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายนิคมและออกมาต่อต้านจำนวนมาก การที่นายนิคมเป็นประธานวุฒิสภา และรองประธานรัฐสภาจะต้องวางตัวเป็นกลางในการทำหน้าที่ ปราศจากอคติ แต่จากข้อเท็จจริงจากการไต่สวนของป.ป.ช.พบว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาส.ว. วาระ 2 ในหลายมาตรา ที่นายนิคมทำหน้าที่ประธานที่ประชุมกลับจงใจใช้เสียงข้างมากในที่ประชุม เพื่อปิดการอภิปรายตามที่มีสมาชิกรัฐสภาร้องขอ ทั้งที่ยังเหลือสมาชิกอีกหลายคนที่รอการอภิปรายอยู่ ถือเป็นการทำผิดข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เพราะขณะนั้นยังมีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และคณะกรรมาธิการฯรออภิปรายอีกจำนวนมาก

“การทำหน้าที่ของนายนิคมที่สั่งปิดอภิปรายจึงเป็นการตัดสิทธิของผู้ขอแปรญัตติ ถือว่าใช้อำนาจในทางมิชอบ เอื้อประโยชน์ฝ่ายข้างมาก โดยไม่เป็นธรรม และเป็นการทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นแนวทางที่หน่วยงานอื่นต้องถือปฏิบัติตาม ทั้งนี้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ดังนั้นผู้ทำหน้าที่ประธานการประชุมต้องมีความรอบคอบ หากเห็นว่า ญัตติที่เสนอไม่ถูกต้อง ย่อมมีวิธีการดำเนินการอย่างอื่นได้หลายวิธี เช่น การพักประชุม การขอให้ถอนญัตติ ข้ออ้างที่นายนิคมกล่าวอ้าง จึงรับฟังไม่ได้ การกระทำของนายนิคมจึงส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง”นายวิชาก กล่าว

จากนั้นนายนิคมกล่าวแถลงปิดคดีว่า กรณีการสั่งปิดอภิปรายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 2 ในมาตราต่างๆนั้น เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ใช้เวลาถึง 61 ชั่วโมง โดย54 ชั่วโมงเป็นการประท้วงวุ่นวายเพื่อให้เสียเวลา ใช้เวลาอภิปรายจริงๆแค่ 7 ชั่วโมง ทำให้ต้องควบคุมการประชุมอย่างเคร่งครัด ซึ่งตนก็ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมแค่มาตรา 5 /6 /7/ 11 และ 11/1 เท่านั้น และการที่บอกว่าให้พักการประชุมเพื่อแก้ปัญหานั้นก้อไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะที่ประชุมไม่เคยเคารพมติวิป 3 ฝ่าย ส่วนที่กล่าวหา ว่า ตนสั่งปิดอภิปรายนั้น ต้องดูเจตนาของผู้แปรญัตติในแต่ละมาตราว่า เจตนาต้องการสร้างความวุ่นวาย เช่น การแปรญัตติให้ตัดชื่อร่างกฎหมายทิ้ง การไม่ให้กำหนดวันประกาศใช้ และคำแปรญัตติหลายข้อขัดต่อหลักการและเหตุผล ซึ่งที่ประชุมก็มีมติไม่ให้อภิปราย แต่ตนก็เปิดโอกาสให้อภิปรายได้ ขณะเดียวกันยังมีการเสนอชื่อผู้ขออภิปรายเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

นายนิคม กล่าวว่า ยืนยันว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต เพื่อควบคุมและดำเนินการประชุมให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุม ปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ส่วนการตั้งคำถามของสมาชิกนั้น โดยทั่วไปต้องนำคำถามให้ที่ประชุมสนช.พิจารณาก่อนว่า อยู่นอกประเด็น ชี้นำหรือไม่ รวมถึงแจ้งให้คู่กรณีทราบคำถามล่วงหน้า แต่กลับยกเว้นข้อบังคับและมีการขยายเวลาในการส่งคำถาม ซึ่งมีอย่างน้อย 5 คำถาม ที่เป็นการชี้นำว่า ตนมีผลประโยชน์ทับซ้อนในการลงสมัครส.ว.สมัย ถือเป็นการสร้างจินตนาการล่วงหน้าทั้งที่ยังไม่ทราบว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จหรือไม่ และตนจะลงสมัครส.ว.หรือไม่ ซึ่งตนทราบว่า สนช.ที่ตั้งถามดังกล่าวมา เป็นบางคนที่อยู่ในกลุ่มอดีต 40 ส.ว.ซึ่งตนเคยร้องขอให้ไม่อดีต 16ส.ว.ที่ขณะนี้เป็น สนช.อยู่เข้าร่วมการพิจารณาถอดถอนในคราวนี้ไปแล้ว เพราะเป็นคู่ขัดแย้ง แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาต เพราะเกรงว่าจะมีคำถามที่นอกประเด็น และก็เป็นจริงตามคาด เพราะมี 3 คนที่ตั้งคำถามเช่นนี้ อ ยืนยันว่า ไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ ข้อกล่าวหาของตนถือว่า อ่อนที่สุดในคดีถอดถอนทั้ง 3 คดี และตนได้ส่งบันทึกการประชุมทั้งเทปและเอกสารเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงให้ป.ป.ช. แต่ป.ป.ช.กลับไม่เชื่อ ไปเชื่อแต่ผู้กล่าวหา ดังนั้นตนจำเป็นต้องมาชี้แจงสนช.เองเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีขององค์กร ของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อไม่ให้องค์กรอื่นก้าวล่วง ซึ่งมติจะออกมาเป็นอย่างไรก็ได้ ตนพร้อมน้อมรับ เพราะสนช.มีอำนาจ แต่ตนต้องมาบอกความจริงให้ท่านรับทราบและขอความเป็นธรรม

นายนิคม กล่าวว่า ส่วนการกล่าวหาตนในตำแหน่งรองประธานรัฐสภาว่า ใช้อำนาจตามอำเภอใจและไม่สามารถใช้เอกสิทธิคุ้มครองได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 130 วรรค 2 ที่ ให้เอกสิทธิคุ้มครองสมาชิกรัฐสภาไม่ให้ถูกฟ้องร้อง แม้ตนเป็นรองประธานรัฐสภา แต่ก็มีฐานะสมาชิกรัฐสภาก็ต้องได้รับการคุ้มครองเช่นกัน ในขณะที่ตำแหน่งประธานหรือรองประธานรัฐสภา รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้การคุ้มครอง แต่ป.ป.ช.ฟ้องถอดถอนตนในตำแหน่งรองประธานรัฐสภา

นายนิคม กล่าวว่า หลังจากรัฐธรรมนูญปี 50 สิ้นสุดลง ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจในการไต่สวนคดีของตน เห็นได้จากศาลรัฐธรรมนูญได้จำหน่ายคดีที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ปี 50 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาถึง 6 คดี รวมทั้งการที่ป.ป.ช.อ้างคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ เกี่ยวกับการยึดทรัพย์ของเจ้าหน้าที่ประจำสำนักรัฐมนตรี เพื่อนำมาเทียบเคียงในการพิจารณาคดีของตนนั้น ยืนยันว่า ไม่สามารถนำคดีดังกล่าวมาเทียบเคียงกันได้ เพราะมีองค์ประกอบแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กรณีดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหา ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว อีกทั้งอยากฝากให้สนช.พิจารณาข้อสงสัยเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป.ป.ช.ว่า จะยังมีอำนาจหน้าที่อยู่หรือไม่ เพราะ ป.ป.ช.มาจากการแต่งตั้งตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค.และเมื่อรัฐธธรรมนูญฉบับปี 2550 บังคับใช้ ซึ่งมาตรา 309 ได้รับรับรอบประกาศของการกระทำใดๆของ คปค. แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 ถูกยกเลิก ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็ต้องถูกยกเลิกไปด้วย เพราะขณะนี้ไม่เหลือกฏหมายใดที่จะร้องรับประกาศ คปค.แต่อย่างใด

“ผมจะไม่ยุ่งการเมืองอีกแล้ว เพราะ1-2 ปีที่ผ่านมาเป็นการทุกข์ยากที่สุดในชีวิต ไม่เคยถูกใครด่า กลาย เป็นคนเลว และไม่เคยได้ชี้แจง ซึ่งคนจะเลวหรือดีอยู่ที่กระทำ”นายนิคม กล่าว

ทั้งนี้หลังจากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายแถลงปิดคดีด้วยวาจาเสร็จแล้ว นายพรเพชร แจ้งที่ประชุมว่า ภายหลังการแถลงปิดคดีแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมต้องมีการลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนภายใน 3 วัน ซึ่งตนได้หารือกับคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) จึงขอนัดประชุมเพื่อลงมติในวันที่ 23 ม.ค.