ป.ป.ช.ฟัน"บุญทรง"กับพวก ปม ขายข้าวจีทูจีกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่
ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช.แถลงถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ในคดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 3 ราย คือนายบุญทรง เตริญาภิรมณ์ อดีตรมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ พ.ต.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตผู้ช่วยเลขาฯรมว.พาณิชย์ ว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องที่เป็นข้าราชการระดับสูง 3 ราย ได้แก่ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายฑิฆัมพร นาทวรทัต อดีตผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และอดีตรองอธิบดีกรมการค้าข้าวต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรม และอดีตผอ.การสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ
ส่วนเอกชนที่เกี่ยวข้อง 13 ราย ได้แก่ นายสมคิด เอื้อนสุภา นายรัฐนิธ โสจิระกุล นายลิตร พอใจ ผู้รับมอบอำนาจชำระเงินและผู้รับมอบอำนาจรับมอบข้าว บ.สยามอินดิก้า จำกัด น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง กรรมการบ.สยามอินดิก้า จำกัด น.ส.สุธิดา จันทะเอ กรรมการบ.สยามอินดิก้า จำกัด น.ส.เรืองวัน เลิศศลารักษ์ กรรมการบ.สยามอินดิก้า จำกัด นายโจ หรือนิมล รักดี นายสุธี เชื่อมไธสง นางสาวสุนีย์ จันทร์สกุลพร กรรมการบ.สิราลัย จำกัด นายกฤษณะ สุระมนต์ นายสมยศ คุณจักร บ.สิราลัย จำกัด หรือบริษัทกีธา พร็อพเพอร์ตี้ น.ส.ธันยพร จัทร์สกุลพร กรรมการบ.สิลาลัย จำกัด นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร และบริษัทอีก 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด และบริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้ร่วมกันกระทำความผิด ด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำงานโดยช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท Guangdong stationery & sporting goods imp.&exp.Corp (GSSG หรือบ.กว่างตง) และ บริษัท Hainan grain and oil industrial trading company (บริษัท ไห่หนาน) ที่อ้างว่าได้สัญญาจากประเทศจีนให้เข้ามาดำเนินการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ
นายวิชา กล่าวว่า การไต่สวนพบว่าสัญญาซื้อขายข้าวมีทั้งสิ้น 4 ฉบับ 1.สัญญาการขายข้าวเก่ากับ บ.GSSG ราว 2 ล้านตัน มูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านบาท โดยมีนายสมคิด เอื้อนสุภา และนายรัฐนิธ โสจิระกุลเป็นผู้รับมอบอำนาจเซ็นสัญญา 2.สัญญาซื้อขายข้าวใหม่กับบ.GSSG ราว 2 ล้านตัน มูลค่ากว่า 2.8 หมื่นล้านบาท โดยมีนายสมคิด และนายรัฐนิธเป็นผู้รับมอบเซ็นสัญญา 3.สัญญาขายข้าวนาปรัง ปี 2555 กับบ.GSSG 2.3 ล้านตัน มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยมีนายสมคิด และนายรัฐนิธ เป็นผู้รับมอบอำนาจเซ็นสัญญา และ4.สัญญาขายข้าวนาปี ปี 2554-2555 และข้าวนาปรัง กับบ.ไห่หนาน 6.5 หมื่นตัน มูลค่า 847 ล้านบาท โดยมีนายลิตร พอใจ เป็นผู้รับมอบอำนาจเซ็นสัญญา
ทั้งนี้ ปรากฏว่ามีผู้ค้า 3 กลุ่ม เข้าร่วมซื้อขายโดยใช้แคชเชียร์เช็คจ่ายให้กับกรมการค้าต่างประเทศ โดยมีผู้เกี่ยวข้องคือ พ.ต.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ นายโจ หรือนิมล รักดี คนของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เกี่ยวข้อง
โดยสัญญาการซื้อขายข้าวครั้งสุดท้ายพบว่าไม่มีการส่งออกข้าวแต่อย่างใด แต่เป็นการขายในประเทศ โดยบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ที่มีนาย อภิชาติ จันทร์สกุลพร (เสี่ยงหมอ) และผู้ถือหุ้นอีกหลายราย
นายวิชา กล่าวว่า คณะกรรมการป.ป.ช.ได้พิจารณาข้อเท็จจริงมีมติว่า ผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฏหมายอาญาพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ 2542 และให้รายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อพิจารณาโทษทางวินัย และให้ส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหาตามฐานความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 และมาตรา 97 แล้วแต่กรณี
นายวิชา กล่าวว่า คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติให้ข้อเท็จจริงในเรื่องกล่าวหานี้ ในส่วนการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐให้สำนักงานป.ป.ช.ไปศึกษาเพื่อกำหนดมาตราการ ความเห็น และข้อเสนอแนะเพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการหรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามมาตรา 19 (12) แห่งพ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2542
สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบริษัท กวางตุ้งฯ และบริษัท ไห่หนานฯ ป.ป.ช.มีมติได้แจ้งให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง ดำเนินการให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ชดใช้ความเสียหายตามมาตรา 73/1 วรรคท้ายแห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช. ทั้งมีมติให้แจ้งกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน หรือการชำระภาษีของผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงผู้เกี่ยวข้องที่ทำการจ่ายแคสเชียร์เช็คให้กับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ตามมาตรา 103/7 แห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช. ปี พ.ศ.2542
"มูลค่าความเสียหายในกรณีนี้คาดว่าเกิน 6 แสนล้านบาทขึ้นไป โดยจะส่งให้กับกระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการฟ้องทางแพ่ง ซึ่งจะได้ตัวเลขที่แน่นอน และจะได้แจ้งให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะรัฐมนตรี รับทราบเรื่องนี้ด้วย" นายวิชา กล่าว
นายวิชา กล่าวว่า คณะกรรมการป.ป.ช.เห็นควรดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามมาตรา 66 แห่งพ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 กรณีมีความสงสัยว่าการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ซึ่งมีนางปราณี ศิริพันธ์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวเป็นผู้เสนอ และมีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ กับ 1.บริษัท Haikou Liangmao ปริมาณ 3 ล้านตัน 2.บริษัท Haikou Liangyunlai ปริมาณ 2 ล้านตัน 3.บริษัท Hainan Province ปริมาณ 4 ล้านตัน และ 4.บริษัท Hainan Land ปริมาณ 4 ล้านตัน ซึ่งบริษัทดังกล่าวไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายจากประเทศจีนให้เข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ แต่กระทำไปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม โดยมีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนในเรื่องดังกล่าว ที่มีนายประสาท พงศ์ศิวาภัยรวมถึงนางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการการป.ป.ช และผู้ทรงคุณวุฒิ
นายวิชา กล่าวว่า จากการตรวจสอบกรณีการระบายข้าวแบบจีทูจีแล้ว ยังพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการซื้อขายมันสำปะหลังในรูปแบบสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ จึงให้สำนักงานป.ป.ช.ดำเนินการแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานว่าในสมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการซื้อขายรูปแบบดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร แล้วนำเสนอคณะกรรมการป.ป.ช.เพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไป
นายวิชา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้รับคำร้องขอความเป็นธรรมจาก นายฑิฆัมพร และนายอัครพงศ์ ระบุว่าได้มาให้ถ้อยคำกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว เมื่อทราบว่าจะถูกชี้มูลจึงขอความเป็นธรรมด้วย คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า บุคคลทั้งสองรายเข้าไปเกี่ยวข้องในด้านการเจรจาในฝ่ายไทย ร่วมกับนายมนัส และการให้ถ้อยคำก็มิได้เป็นประโยชน์ถึงขั้นต้องกันไว้เป็นพยาน ฉะนั้นจึงไม่ได้พิจารณาเรื่องกันไว้เป็นพยาน จึงต้องถูกชี้มูลความผิดไปตามรูปคดี ส่วนบริษัทเอกชนที่ป.ป.ช.ได้กันไว้เป็นพยานมีทั้งหมด 4 บริษัท
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีหลายฝ่ายสังเกตว่าชี้มูลความผิดในช่วงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายวิชา กล่าวว่า มันบังเอิญ จำได้หรือไม่ เคยบอกมาล่วงหน้าตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ตั้งแต่ก่อนกำหนดวันคดีถอดถอนของสนช. บอกไว้หมดว่าทำงานอย่างไร ทุกขั้นตอน คือเราไม่ได้อยู่ดีๆ มาชี้มูล จะเห็นได้ว่าเราทำงานมีขั้นตอน และชัดเจนแน่นอน ไม่อย่างนั้นสื่อคงไม่มารอดูวันนี้
เมื่อถามต่อว่า มั่นใจหรือไม่ว่าสำนวนคดีนี้สมบูรณ์พอที่จะไม่ต้องตั้งคณะทำงานร่วมฯกับ อสส. นายวิชา กล่าวว่า คงไปถึงขนาดนั้นไม่ได้หรอก เราก็ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อถามว่า ที่ส่งรายงานสำนวนคดีนี้ให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เพื่ออะไร นายวิชา กล่าวว่า เป็นรายงานสรุปการชี้มูลแบบย่อ ระบุว่า มีความเสียหายอะไรบ้าง แทนที่จะบอกแต่ว่าให้ส่งไปแค่กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงการคลัง แต่ก็ให้ส่งไปที่คณะรัฐมนตรีด้วย





