วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กองปราบ'สัมมนาตร.ในสังกัดหวังเรียกศรัทธาคืน

เปิดเบื้องลึก "กองปราบปราม" จัดสัมมนาตำรวจในสังกัด เดินหน้าเรียกศรัทธาหน่วยงาน เป็นที่พึ่งสุดท้าย‏

ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหาญพิทักษ์ รรท.ผบช.ก. เป็นประธานการสัมมนาข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในสังกัด บก.ป.โดยมี พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป.พร้อมด้วย รอง ผบก.ป. ผกก.1-6 รวมทั้ง รอง ผกก.จนถึง สว.ทุกนาย เข้าร่วมการสัมมนาอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยมีการเชิญวิทยากรเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาระดับสูงมาถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ตลอดการทำงานในชีวิตราชการ อาทิ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ พล.ต.ท.สกลเขต จันทรา พล.ต.ต.วีระศักดิ์ มีนะวาณิชย์ และพ.ต.อ.บรรดล ตัณฑไพบูลย์

พ.ต.อ.อัคราเดช กล่าวว่า จากนี้เราจะทำงานแบบพี่ เพื่อน น้อง เราจะช่วยกัน ตนเคยบอกให้ ผกก.ทั้ง 6 กองกำกับการ ให้ช่วยคัดเลือกนายตำรวจเข้ามาเพื่อจะได้ทำงานร่วมกันได้ สมมุติว่าถ้าเราร้องเพลงคีย์เดียวกันเวลาทำงานมันก็สามารถตัดสินใจร่วมกันได้ บก.ป.เปลี่ยนผ่านมาหลายช่วงหลายสมัย ช่วงหนึ่งประมาณปี 2535 ก็ย้ายมาที่นี่มีเนื้อที่ 40 ไร่เศษ โดยการอนุมัติของท่าน พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น เห็นชอบตามที่มีการเสนอว่าพื้นที่ตรงนี้ควรจะเป็นที่ตั้งของ บก.ป.หน่วยกำลังสำคัญ เหตุผลที่มาตั้งตรงนี้เพราะการจราจรไม่ติดขัด เส้นทางคมนาคมสามารถไปได้ทุกที่ และอยู่ใกล้กับคอมมานโด โชคชัย 4 เคลื่อนย้ายกำลังได้สะดวก ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

พ.ต.อ.อัคราเดช กล่าวต่อว่า การสนับสนุนกำลังทางอากาศ ก็สามารถทำการโรยตัวได้ เราได้ทำงานเป็นหน่วยกำลังสำคัญ มีที่สำหรับจอดรถสะดวกกับการติดต่อราชการ แม้ว่าในช่วงแรกก็ยังคงมีการถกเถียงกันเรื่องที่ตั้งบริเวณนี้เพราะเดิมเคยใช้เป็นสถานที่ของกองทะเบียน ซึ่งมีผู้มาติดต่อราชการจำนวนมากต้องขอบคุณท่าน รังสิต ญาโณทัย ที่เห็นความสำคัญและช่วยผลักดันจนที่สุดพื้นที่บริเวณนี้ก็เป็นที่ตั้งของ บก.ป.ก่อนที่ต่อมาจะมีท่านผู้บังคับการในยุคแรกที่เข้ามาตรงนี้ คือ ท่านวรรณรัตน์ คชรักษ์ เราก็อยู่กันมาหลายปี จนกระทั่งวันดีคืนดี ก็มาทราบว่า ตร.ได้อนุมัติให้ทาง สตม.มาใช้ที่ของ บก.ป. ทั้งหมด

“ผม และรอง ผบก.ป.ทุกคนก็ตกใจ ยังถามกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเราเป็นผู้อยู่อาศัย แต่ให้เพื่อนบ้านที่เคยมาอยู่ ได้บอกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้มาชี้เขตที่อยู่อาศัยใหม่ ท่านเชื่อมั้ย วันที่ผมต้องเก็บข้าวของย้ายมาที่นี่ เหมือนโรฮิงญาเลย มีการสั่งว่าต้องย้ายมาภายในวันนี้ หากไม่ดำเนินการให้เสร็จจะถูกพิจารณาว่าแข็งเมือง ไม่สนองนโยบาย ทุกคนก็งง ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ด้วยความมีวินัย เราก็อดทน จนมามีเรื่องการเข้าที่พักซึ่งมีความยากลำบาก ท่านจะเห็นว่าการจัดสรรที่ยังไม่พร้อมเลย แต่เราก็พยายามประสานงานและขอการสนับสนุนแต่ก็ไม่มีเลย จนสุดท้ายบังเอิญผมต้องมานั่งเป็น รรท.ผบก.ป.จนมีการระบุว่าตึกไหนต้องทุบ รวมทั้งตึกใหม่ 8 ชั้น ที่ยังไม่เสร็จด้วย” พ.ต.อ.อัคราเดช กล่าว

รรท.ผบก.ป.กล่าวว่า นอกจากนี้ยังจะมีการย้ายหน่วยคอมมานโด บก.ป.พร้อมกับแฟลต จากที่เดิมโชคชัย 4 ให้ไปอยู่ที่เมืองทอง จะทำอย่างนั้นเชียวหรือ จะทำเพื่ออะไร ตนก็งง ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก็ปรึกษากับ รอง ผบก.ป.หลายท่าน แต่ทุกท่านก็น้ำท่วมปาก บอกแค่คำเดียวว่า อย่าไปยุ่ง จนสุดท้าย ก็รู้ว่ามีการประสานมาจาก สตม.ใช้เวลาประสานเพียง 3 วัน ก็ระบุว่าไม่ขัดข้อง ก็ยังคิดว่าแล้วตำรวจ บก.ป.เราจะอยู่ตรงไหน ก็บังเอิญว่าที่ตนได้เข้ามาเป็น รรท.ผบก.ป.ก็ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส จึงมีโอกาสได้ประชุมและได้ถามและต่อรองใหม่ ว่าตนจะขอยึดพื้นที่คืนโซนด้านหน้าที่ขอให้คงไว้ และตึก 8 ชั้น

พ.ต.อ.อัคราเดช กล่าวถึงนโยบายและแนวทางการทำงาน ว่า จากนี้ไป รอง ผบก.ป.จะมีการหมุนเวียนในการดูแลรับผิดชอบงาน เพื่อให้ได้รู้จักกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทั่วถึงกัน มีความใกล้ชิดกัน เดิมทีรอง ผบก.ป.บางท่านก็ไม่ได้สัมผัสน้องๆ เลย จึงอยากให้อยู่กันอย่างพี่ๆ น้องๆ ให้มีการหารือกันสม่ำเสมอ ซึ่งจะปรึกษากับ รอง ผบก.ป.อีกครั้ง งานด้านการสืบสวนกับสอบสวนก็ต้องมาแยกกัน งานด้านความมั่นคง งานด้านกิจการพิเศษ และจะดูในส่วนของการออกคำสั่ง เพื่อการทำงานได้คล่องตัวขึ้น ดูความรับผิดชอบโดยกองกำกับที่ใหญ่ๆ งานเยอะๆ จะต้องมีรอง ผบก.ป.มาช่วยดู 2 ท่าน เช่น กก.1 กก.5 กก.ปพ.

พ.ต.อ.อัคราเดช กล่าวอีกว่า ต่อไป รอง ผบก.ป.จะเหมือนเป็นซีอีโอ ช่วยเป็นพี่เลี้ยง ช่วยเรื่องการประสานตามหน้างาน แต่ละท่านจะมีความคุ้นเคยกับพื้นที่ หรือมีความคุ้นเคยกับตัว ผกก.ก็อยากให้เริ่มต้นด้วยความราบรื่น ขอให้ท่านสารวัตร หรือรองสารวัตรทั้งหลายให้เข้าหา เป็นตำรวจอย่ากลัวคนร้าย เป็นนายอย่ากลัวลูกน้อง จำไว้ว่าอยู่กับตนมีอะไร ตนจะถาม ผกก.และ รอง ผกก.เท่านั้น อยู่ด้วยกัน เราจะไม่จ้องจับผิด ไม่ข้ามศีรษะกัน หรือทำแบบหวังดีประสงค์ร้าย ทำให้พี่เพื่อนน้องเขาเดือดร้อน

“เมื่อจะทำก็ต้องมีข้อมูลชัดเจน พื้นที่ไหนสิงห์สาราสัตว์ ไม่ให้ความร่วมมือก็ดำเนินการด้วยกฎหมาย ต่อไปเวลามีงานอาชญากรรม หรือคดีที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ต้องลงไปเกาะข้อมูล อยู่ในพื้นที่ใดก็ให้กองกำกับนั้นเป็นเจ้าภาพ ในส่วนของ รอง ผบก.ไม่ต้องห่วงตนจะช่วยดูแล ส่วนเรื่องศูนย์ที่เราทำไว้ คือ ศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้าง ซึ่งเราเป็นเลขาฯ ของ ตร.เป็นข้อมูลที่ดีที่สุด รวมทั้งศูนย์อื่นๆ ที่เราทำไว้ หลังจากนี้ก็จะติดตามเรื่องต่อไป” พ.ต.อ.อัคราเดช กล่าว

รรท.ผบก.ป.กล่าวต่อว่า เรื่องของงานต่อไปเราทำงานมีอะไรขอให้บอกกัน แมวตัวไหนจับหนูได้ ตนจะใช้แมวตัวนั้น จะไม่เลือกว่าสนิทกับตนมาก่อนหรือไม่ ตนทำงานแบบลูกทุ่ง ง่ายๆ สบายๆ แล้วก็มีอะไรต้องคุยกันในบ้านเรา ยังไงก็พี่น้องกัน เรื่องบางเรื่องอย่าเอาไปนอกบ้าน มีอะไรก็ถามได้ ตนตอบทุกเรื่อง เราจะดูแลกัน เรื่องไหนที่ตนรู้และทราบ ก็จะรับผิดชอบทุกเรื่อง ตนเคยพูดและทำมาตลอด ไปถามดูได้ วันไหนที่มีเรื่องคอขาดบาดตาย ตนพร้อมรับผิดชอบ ตนยินดีต้องความสำเร็จ ขณะเดียวกันก็ยอมรับในความล้มเหลวหากเกิดขึ้น วันนี้ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่เราจะได้เริ่มต้นนับ1 แต่ก็เหมือนกันที่ท่าน ผบ.ตร.ระบุว่า เราต้องเริ่มงานทันที ไม่ต้องมาไหว้ครูกันแล้ว

พ.ต.อ.อัคราเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอยึดคำพูดที่ตนชื่นชอบที่ตนเคยไปเห็นที่วัด แล้วตนก็จะต้องทำอย่างนั้นให้ได้ คือ “ผมจะไม่ยึดติดกับอำนาจ ผมจะไม่เกรียวกราดกับทุกคน และผมจะดูแลทุกคนให้เหมือนกับเราเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน ตนเชื่อว่าถ้าผู้นำดีผู้ตามดีย่อมดีแน่ ผู้นำดีผู้ตามแย่ต้องแก้ไข ผู้นำแย่ผู้ตามดีมีนำไป ผู้นำแย่ผู้ตามแย่บรรลัยเลย ตนขอให้ บก.ป. ณ วันนี้ เรากำลังจะมาสร้างประวัติศาสตร์ด้วยกัน จะเหน็ดเหนื่อยยากเข็ญเพียงใด จะลำบากยังไง ตนตั้งใจว่าจะขอนำนาวากองปราบแห่งนี้ กลับมาสู่ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรอีกครั้ง ตนอยากให้ทุกท่านมีความภูมิใจมีความสง่างามเหมือนกับที่ผู้บังคับบัญชาในอดีตได้เคยวางรากฐานเอาไว้

ด้าน พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็นเพื่อนร่วมอาชีพ และเคยรับราชการที่นี่ 7 ปี เป็น รอง ผบก.ป. 4 ปี และ ผบก.ป. 3 ปี หลายๆ คนก็เคยเป็นเพื่อนร่วมงานกันมา มองหน้าไปก็เห็นหลายท่าน และ รรท.ผบก.ป.คนปัจจุบัน ก็เคยทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ท่านเป็น ร.ต.ต.ที่ สภ.บางละมุง อยู่ด้วยกันใหม่ๆ ตนก็ทำคดีทั่วๆ ไป สมัยนั้นตนยังเป็น ผกก.อยู่ ก็เคยสัมผัสกับหลายท่าน รอง ผบก.หลายท่านก็อยู่ด้วยกันมาเก่า ยกเว้นแต่เพียงสารวัตรบางคนอาจไม่เคยเจอกัน ยินดีที่ตนได้กลับมาบ้านเก่า เพราะอยู่ที่นี่ 7 ปี ตั้งแต่ต้นปี 2538 ถึง ต.ค.2544 มันก็เหมือนบ้านของตนเอง

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวต่อว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด ตนดีใจมากที่ ว่าที่ ผบก.ป.คนใหม่ ได้รับการแต่งตั้งมา ตนมีความมั่นใจ ได้เคยคุยโทรศัพท์กันแล้ว ก็บอกว่าขอให้หาคนที่ดีๆ เข้ามาช่วยกันทำงาน ช่วยกันคิด ช่วยกันนึกว่าจะทำอย่างไรจะนำพาชื่อเสียงสมัยโบราณของกองปราบ ว่าถ้าพึ่งใครไม่ได้ก็ให้มาที่ ป.ไปที่ไหนไมได้รับความเป็นธรรม ก็ให้มาที่กองปราบ สมัยก่อน ผู้การกองปราบ ที่มีชื่อเสียงมีหลายคน เช่น ท่านบุญชู วังกานนท์ ท่านวรรณรัตน์ คชรักษ์ สร้างชื่อเสียงให้กองปราบมาก ท่านคนึง ธรรมเกษม ตนศรัทธาท่านมากเพราะมีความตั้งใจสูงมากในการทำงาน มีความเป็นลูกผู้ชาย

“ท่านพูดภาษาง่ายๆ ไม่ต้องพูดในเชิงวิชาการ อย่างผู้การนึง พูดจาชัดเจน บางครั้งผมเห็นเดี๋ยวนี้ไม่รู้พูดอะไรกัน ฟังแล้วต้องแปลอีกหลายชั้น บางคนเรียกเยอะ แต่ไม่เข้าใจภาษาคน พูดกันไม่รู้เรื่อง ก็อยากฝากน้องๆ ไว้ บางคนมีดีกรีเยอะแต่อย่าลืมการพูดให้รู้เรื่องมันถึงจะจบ ก็บอกท่านผู้การว่า คัดคนให้ดีๆ เรียกขวัญกำลังใจ ชื่อเสียงกลับมาให้ได้ เพราะมันเจือจางไปหลายปี เมื่อก่อนใครเห็นตำรวจกองปราบ เดินไป จะทำงานหรืออะไรก็ตาม คนเห็นก็จะกลัว เขาให้ความเคารพยำเกรงมาก” พล.ต.อ.อัศวิน กล่าว

อดีต รอง ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า ชีวิตที่นี่ตนรู้เยอะ ตนก็อยู่ที่ บช.ก.อีก 4 ปี อยู่ใน บช.ก.รวมแล้ว 11 ปี ก็รู้อะไรต่ออะไรเยอะ สิ่งที่อยากจะฝากน้องๆ คือ เราต้องช่วยกัน เพราะเรามา รอง ผบก.ป. ผกก. รอง ผกก. สว.และแม้ว่า ผบก.ป.จะขยัน แต่ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากลูกน้องก็ไปไม่ได้ เก่งคนเดียวมันไปไม่ได้ ต้องไปด้วยกัน หลายๆ ท่านสมัยก่อน เช่นตนใช้วิธีแบบลงแขก ถ้าคนบ้านนอกจะรู้ เมื่อก่อนเรามีกฎกติกาเลย ว่าถ้าเกิดเหตุที่ไหน กก.ที่รับผิดชอบต้องเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบคดีตั้งแต่ต้นจนจบ

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า การทำงานบางครั้งเราจะใช้แต่เทคโนโลยีอย่างเดียวก็ไม่ได้ เช่น การตรวจสอบเรื่องการใช้โทรศัพท์ ถ้าคนร้ายบางคนไม่ได้ใช้โทรศัพท์แล้วเราจะทำยังไง ก็ต้องเดินดิน ลงพื้นที่ มีวิธีการที่หลากหลาย ต้องไปดูตามโรงแรม บ้านเช่า หรือตามสถานบริการต่างๆ พวกนี้ก็จะไปอยู่ นี่คือศิลปะในการทำงาน นอกจากนี้ยังต้องสั่งสมเรื่องเพื่อนและพรรคพวกที่จะคอยช่วยเหลืองานของเรา ตนเชื่อมั่นในการทำงานของน้องๆ ตำรวจทุกนาย

“ในโลกของความเป็นจริงไม่มีคนดีหรอก มีแต่คนที่เลวไม่มาก เราเป็นคนเลวไม่มากก็ละกัน แค่นี้ก็พอ อยากไปคิดว่าต้องหาคนดี ทุกคนได้รับการสั่งสอนให้เป็นคนดี แต่ผมคิดว่าขอแค่เป็นคนที่เลวน้อยๆ ก็พอ พระตื่นไปโปรดสัตว์ตอนเช้า ทำไมเย็นกลับมายังต้องปลงอาบัติทุกวัน ก็เพราะบางครั้งเดินไปทุกวัน ท่านก็ไม่เห็นมด ปลวก มอด อาจไปเหยียบมันตายโดยไม่มีเจตนา ก็ต้องปลงอาบัติเป็นสิ่งที่ทำไปโดยบังเอิญ ก็คงต้องฝากน้องๆ ไว้เลย อย่างที่บอก อยากให้กองปราบ กลับมาเหมือนเดิมจริงๆ อยากเห็นกองปราบ กลับมายิ่งใหญ่อย่างเช่นในอดีต ขอเป็นกำลังใจให้ประสบความสำเร็จในการทำงาน” พล.ต.อ.อัศวิน กล่าว

ขณะที่ พล.ต.ท.วรรณรัตน์ กล่าวว่า ปีนี้ตนอายุ 75 ปีแล้ว บางอย่างที่พูดไปอาจจะเชยไปบ้างสำหรับเด็กรุ่นหลังๆ ก็ดีใจมากที่ได้กลับมาถิ่นเก่าอีกครั้งหนึ่ง กองปราบแห่งนี้ เป็นที่ซึ่งตนได้ย้ายมาจากกองปราบ สามยอด สมัยที่ตนเป็น ผบก.ป.ปี 2536 ตัดสินใจย้ายมา ตอนนั้นเงินในการโยกย้ายก็ไม่มี ก็มีเพื่อนที่เสียสละเงินให้ล่วงหน้า ย้ายมาก็มาที่ตึกที่ถูกทุบไป เพราะถ้าไม่ย้ายที่เดิมมันอึดอัดมาก แต่คำพูดยังติดปากชาวบ้านสมัยก่อนว่ากองปราบ สามยอด พอได้เงินหลวงสำหรับการย้ายสถานที่ 4-5 แสนบาท ตนก็ยกให้ทาง พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ซึ่งสมัยนั้นเป็น รอง ผบก.ป.ได้คัดเลือกนายตำรวจไปดูงานตำรวจที่สิงคโปร์

พล.ต.ท.วรรณรัตน์ กล่าวอีกว่า ไม่แน่ว่า ช่วงที่ พ.ต.อ.อัคราเดช ได้เป็น รรท.ผบก.ป.และท่านฐิติราช เป็น รรท.ผบช.ก.ก็อาจได้ไปดูงานตำรวจที่ไหนก็ได้ที่มันดีๆ แต่สิงคโปร์ เขาก็โอเค ฮ่องกง ก็โอเค ไม่จำเป็นต้องเป็นอเมริกา อังกฤษ เขามีเครื่องมือดีเท่านั้นเองแต่ถ้ามาอยู่อย่างเราก็ทำไม่เป็นหรอก เรื่องชีวิตราชการตนมีความภูมิใจ จึงอยากจะพูดถึงซักนิด การรับราชการนั้นมันต้องมีเป้าหมาย มีอุดมการณ์ในใจ เรามีเป้าหมายจะเป็นแค่ไหนได้ ตำแหน่ง ผบ.ตร.เป็นได้ไม่กี่คน เป็นทุกคนไม่ได้ ในแต่ละรุ่นก็มีได้แค่ไม่กี่คน ฉะนั้น ผบ.ตร.อย่าไปฝันตรงนั้นให้เป็นเรื่องของโชคและวาสนา

พล.ต.ท.วรรณรัตน์ กล่าวต่อว่า ให้ดูที่ตำแหน่งที่สำคัญ เช่น ผกก. ผบก. และ ผบช.เป็นตำแหน่งที่ทุกคนคาดหวังได้ แต่คาดหวังจุดนั้นก็ต้องมีของดีของตัวเอง เป็นตำรวจที่ดี วันนี้ท่าน รรท.ผบก.ป.ขอให้ตนมาพูดเรื่องชีวิตตำรวจกองปราบ ว่าจะทำงานอย่างไร ตนเป็น ผบก.ป.ช่วงปี 2536 ก็ได้ทำงานเต็มที่และมีความภาคภูมิใจในชีวิตการเป็นตำรวจของตนพอสมควร อาชีพตำรวจนั้น ไม่ใช่ว่า ใครจะมาเป็น ผบก.ป.ก็ได้ และใครจะมาเป็นตำรวจ บก.ป.ก็เป็นได้ จึงขอให้ทุกท่านภูมิใจ ตราอาร์มที่ติดที่แขน ใครมาอยู่แล้วใช้ในทางที่ไม่ถูกไม่ชอบ ในทางที่ไม่สุจริต มีอันเป็นไปทุกคน เชื่อตนเถิด

อดีต ผบช.น.กล่าวว่า ตรานี้มีตั้งแต่เริ่มมีกองปราบ ฉะนั้นจึงเป็นอาร์มที่ศักดิ์สิทธิ์ ท่านต้องภูมิใจที่ได้รับราชการที่นี่ ตนเป็นตำรวจตั้งแต่เป็นตำรวจภูธร อยู่กองบัญชาการศึกษา อยู่นครบาล ตนรู้ถึงความรู้สึกของบุคคลภายนอก ยิ่งเกษียณมาแล้วยิ่งรู้ถึงความภูมิใจของการเป็นตำรวจกองปราบ ชาวบ้านเขาให้ความศรัทธาเชื่อมั่นในความเป็นกองปราบ อย่างมาก ท่านต้องภูมิใจตรงนี้ กองปราบเกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลที่ตำรวจท้องที่ไม่ตอบสนองปัญหา มีความคับข้องใจของประชาชน จึงมีการคิดตั้งกองปราบ ขึ้นมา

“แต่เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง กองปราบ ก็ไม่สามารถตอบสนองต่อสังคมได้อีก ก็ไปเกิดหน่วยงานที่เรียกว่า ดีเอสไอ ขึ้นมา ผมคงไม่ต้องพูดมากไปกว่านี้ว่าทำไมดีเอสไอ จึงเกิดขึ้น และได้ทำงานอะไร ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากพวกท่าน งานต่างๆ ไม่ได้สลับซับซ้อนเหนือความสามารถพวกท่านเลย เพียงแต่กฎหมายเขียนไว้ว่ามีกี่อย่างที่ให้ดีเอสไอ ทำ อันไหนที่กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ก็ต้องขออนุมัติคณะกรรมการคดีพิเศษ นี่คือผลพวงของการที่กองปราบเราอ่อนด้อยไปหน่อย” พล.ต.ท.วรรณรัตน์ กล่าว

พล.ต.ท.วรรณรัตน์ กล่าวอีกว่า จากนี้ไปเมื่อเห็นตัว รรท.ผบช.ก. และ รรท.ผบก.ป.แล้ว ก็มั่นใจว่ากองปราบจะกลับมาผงาดได้อีกครั้ง แต่จะเป็นได้ก็ขึ้นอยู่กับตัวท่านทุกคน ที่จะต้องประคับประคองกัน ถ้ายังทำงานแบบคิดว่าจะมีวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ งานนี้ไม่ใช่ของผม ไม่ใช่ของแผนกผม ปัดแข้งปัดขา แก่งแย่งชิงดี เอารัดเอาเปรียบกัน ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ตนยืนยันได้ว่า รรท.ผบช.ก.และ รรท.ผบก.ป.ซึ่งเคยทำงานด้วยกัน ก็รู้ดี และท่านก็คงหลอกเขาไม่ได้หรอก ที่พูดเพราะอยากให้กำลังใจผู้นำก่อน

พล.ต.ท.วรรณรัตน์ กล่าวว่า การทำงานต้องอย่าคิดว่าต้องดังคนเดียว ต้องทำงานเป็นทีม อย่าทำแบบโดดเดี่ยวคนเดียวเป็นอันขาด ทีมเวิร์กนี่สำคัญ ทุกเรื่องต้องเป็นทีม ต้องเชื่อใจหัวหน้าทีม มีการปรึกษาหารือ ว่าจะทำยังไง หาทางออกที่ดีที่สุด ผลที่จะออกมาต้องทำงานเป็นทีม ทุกคดีทุกเรื่อง อย่าไปคิดดังคนเดียวเป็นอันขาด อย่างคดีสองแม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ ก็ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ การทำงานเป็นทีมรวมทั้งการทำงานสืบสวนนั้นถ้าเราออกคำสั่งเป็นคณะทำงานจะป้องกันการผิดพลาด