วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

รธน.ใหม่วางหลักกระบวนการยุติธรรม

(รายงาน) รธน.ใหม่วางหลักกระบวนการยุติธรรม เข้าถึงง่าย-ไร้อคติ-ยึดประโยชน์ส่วนรวม

การประชุมของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) เพื่อพิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ในสัปดาห์ที่ 2 อยู่ในภาค 3 หลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

เริ่มจากหมวดที่ 1 ศาลและกระบวนการยุติธรรม ในส่วนที่ 1 บททั่วไป หลักนิติธรรมอันเป็นรากฐานของรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยอย่างน้อยมีหลักการพื้นฐานสำคัญ ดังต่อไปนี้ 1.ความสูงสุดของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเหนืออำเภอใจบุคคล และการเคารพรัฐธรรมนูญและกฎหมายทั้งโดยรัฐและประชาชน

2.การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค 3.การแบ่งแยกการใช้อำนาจการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์สาธารณะ

4.นิติกระบวน ซึ่งอย่างน้อยต้องไม่บังคับใช้รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายย้อนหลังเป็นโทษทางอาญาแก่บุคคล ให้บุคคลมีสิทธิในการปกป้องตนเองเมื่อสิทธิหรือเสรีภาพถูกกระทบ ไม่บังคับให้บุคคลต้องให้ถ้อยคำซึ่งทำให้ต้องรับผิดทางอาญา ไม่ทำให้บุคคลต้องถูกดำเนินคดีอาญาในการกระทำความผิดเดียวกันมากกว่าหนึ่งครั้ง มีข้อกำหนดให้สันนิษฐานว่าบุคคลเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะมีคำพิพากษาว่ากระทำผิด

5.ความเป็นอิสระของศาล และความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการยุติธรรม

ในส่วนที่ 2 หลักกระบวนการยุติธรรมต้องเป็นไปโดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย มีความเป็นธรรม มีมาตรฐานที่ชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีขั้นตอนการดำเนินการกระบวนพิจารณาที่เหมาะสมกับประเภทคดีที่มีประสิทธิภาพ ไม่ล่าช้าโดยไม่มีเหตุอันควร และเสียค่าใช้จ่ายน้อย

การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลต้องมีกำหนดระยะเวลาการดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ทั้งของคู่ความและของศาลไว้อย่างชัดเจนเพื่อเป็นหลักประกันในการพิจารณาพิพากษาคดี และต้องเปิดเผยให้ทราบเป็นการทั่วไป คู่ความ คู่กรณี และคำสั่งต้องแสดงเหตุผลประกอบการวินิจฉัยหรือการมีคำสั่ง ต้องเปิดเผยและต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย เว้นแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ด้วย

ส่วนที่ 3 การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรมตามหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีโดยปราศจากอคติทั้งปวง และต้องมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่เหมาะสมกับประเภทคดีที่ต้องพิจารณาพิพากษา

ผู้พิพากษาและตุลาการจะเป็นข้าราชการการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมิได้ การแต่งตั้ง การโยกย้าย การเลื่อนขั้น การเลื่อนเงินเดือนและการเลื่อนตำแหน่งของผู้พิพากษาและตุลาการ ต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระ

วินัยและการลงโทษทางวินัยแก่ผู้พิพากษาและตุลาการโดยองค์กรบริหารงานบุคคลของศาล ต้องมีหลักประกันในการใช้สิทธิ์อุทธรณ์โดยตรงไปยังศาลชั้นสูงสุดที่ผู้พิพากษาหรือตุลาการนั้นสังกัดอยู่

ส่วนที่ 4 การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมต้องเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ปราศจากอคติทั้งปวง ตามหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย

ส่วนที่ 5 บรรดาศาลทั้งหลายจะตั้งขึ้นได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติโดยให้จัดตั้งศาลอย่างทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และเสียค่าใช้จ่ายน้อย

การตั้งศาลขึ้นใหม่เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งหรือคดีที่มีข้อหาฐานใดฐานหนึ่งโดยเฉพาะแทนศาลที่มีอยู่ตามกฎหมายสำหรับพิจารณาพิพากษาคดีนั้น จะกระทำมิได้

การบัญญัติกฎหมายให้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลหรือวิธีพิจารณาเพื่อใช้แก่คดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ จะกระทำมิได้

นอกจากนั้นยังมีประเด็นด้วยหลักการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการของศาล เพื่อพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ซึ่งนำความตามมาตรา 199 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาและเพิ่มเติมสาระสำคัญ คือ คณะกรรมการที่วินิจฉัยชี้ขาดต้องมาจากศาลที่เป็นคู่ขัดแย้ง และมีผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ไม่น้อยกว่า 3 คนและไม่เกิน 5 คนเป็นกรรมการพิจารณา เหตุผลสำคัญเพื่อให้การพิจารณาปัญหาดังกล่าวมีฐานข้อมูลทางวิชาการประกอบการพิจารณาร่วมด้วย ซึ่งแต่เดิมพบว่ามีการใช้อำนาจของศาลเท่านั้นเป็นผู้ชี้ขาด

อีกประเด็นหนึ่งที่มีการเขียนขึ้นใหม่ คือ การตั้งคณะกรรมการในองค์กรบริหารงานบุคคลของศาล โดยรวมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการตั้งคณะกรรมการในองค์กรบริหารงานบุคคลของศาลต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน

ทั้งนี้ มาตราดังกล่าวที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯ ใช้เวลาหารือนานกว่า 1 ชั่วโมง โดยเฉพาะประเด็นที่มาของกรรมการในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิที่กำหนดให้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด โดยกมธ.ยกร่างฯ ท้วงติงว่าการกำหนดสัดส่วนดังกล่าวไม่มีหลักในการพิจารณาที่มีประสิทธิภาพ เพราะที่ผ่านมาพบว่าการแต่งตั้งดังกล่าวมีกระบวนการล็อบบี้เกิดขึ้นในระหว่างศาลที่จะเข้าไปเป็นกรรมการ และสัดส่วนที่กำหนดไม่เป็นสัดส่วนที่แท้จริงของจำนวนบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่ง

จึงมีข้อเสนอให้แก้ไขจำนวนเป็น 1 ใน 3 ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบกับการแก้ไข ทั้งยังมีกมธ.ยกร่างฯเสนอให้สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีเป็นผู้คัดเลือกกรรมการในส่วนผู้ทรงวุฒิเพื่อให้มีกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใสด้วย เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นตัวแทนประชาชน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเป็นที่ถกเถียงกันมากและกินเวลานานก็ยังไม่ได้ข้อสรุป ทำให้ที่ประชุมใช้มติข้างมากตัดสิน ด้วยการขานชื่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในที่ประชุม สรุปว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรตัดข้อความที่เสนอออกไป