วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เชื่อเสียงสนช.เกิน132ถอด'ยิ่งลักษณ์-สมศักดิ์-นิคม'

"ประสาร"ชี้3เหตุผลสนช.จะถอดถอน"ยิ่งลักษณ์-สมศักดิ์-นิคม"ได้ เชื่อเกิน132เสียง แกนนำแดงฟันธงยิ่งลักษณ์รอดยาก

"สุรชัย" วอนอย่าเชื่อข่าวลือ เชื่อ 23 ม.ค.ไร้เหตุรุนแรง ด้าน"ยิ่งลักษณ์"พร้อมแถลงปิดคดีด้วยตังเอง ทีมทนายจ่อถกเตรียมพร้อมวันนี้ ด้าน"ผบ.สส."ปัดรัฐบาล-กอทัพล้วงลูกสนช.

ความเคลื่อนไหวการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในรอบสัปดาห์นี้ มีวาระสำคัญคือในวันที่ 21 ม.ค.จะมีการพิจารณากระบวนการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภาวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่รองประธานรัฐสภา ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 จากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาส.ว. ซึ่งจะมีการแถลงการณ์ปิดสำนวนด้วยวาจาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้กล่าวหา และผู้ถูกกล่าวหา

ขณะที่ในวันที่ 22 ม.ค.จะเป็นการแถลงปิดสำนวนในส่วนของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากกรณีปล่อยปะละเลยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว จากนั้นในวันที่ 23 ม.ค. จะเป็นการลงมติถอดถอนทั้งในส่วนของนายสมศักดิ์ และนายนิคม ซึ่งจะมีการลงมติกันในช่วงเช้า และการลงมติในส่วนของนางสาวยิ่งลักษณ์ ในช่วงบ่าย

"ประสาร"เชื่อสนช.โหวตถอดถอน

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ได้เเสดงความเห็นต่อกรณีถอดถอนว่า วันที่ 23 ม.ค.นี้ สนช.จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ทำให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ถูกถอดถอนด้วยคะแนนเสียงเกิน 132 เสียง ส่วนนายนิคม และนายสมศักดิ์ ก็มีสิทธิ์จะถูกถอดถอนด้วย ด้วยเหตุผลคือ

1.ความถูกต้องชอบธรรมอยู่กับฝ่ายยื่นถอดถอน ขณะที่การแถลงบิดเบือนอยู่กับฝ่ายผู้ถูกกล่าวโทษ 2.นายวิชา มหาคุณ กรรมการปปช. ทำหน้าที่ได้ดี ชี้แจงประเด็นกระจ่าง ตอบคำถามอย่างมีน้ำหนักมีความอดทนและมีวุฒิภาวะ เทียบกับอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว นายวิชา ได้ทั้งใจและได้ทั้งมือของสนช.เพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ และ 3.นางสาวยิ่งลักษณ์ หนีการตรวจสอบของสภา เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ม.ค. ทีมงานก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะคำถามส่วนใหญ่ถามตรงต่อนายกฯ บางคำถามเกี่ยวพันกับจิตสำนึกรับผิดชอบที่คนอื่นตอบแทนไม่ได้ เพราะ สนช.ต้องการฟังคนที่ถูกกล่าวโทษ ไม่ต้องการฟังลูกขุนพลอยพยัก ส่วนนายนิคม นั้นทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดีที่น่ารังเกียจ ขณะที่นายสมศักดิ์ ก็ยืนกรานในความผิดพลาดของตนเองอย่างไม่มีเหตุผล

"เชื่อว่าการลงมติในวันนั้น จะเป็นวิจารณญาณประวัติศาสตร์ของ สนช. คาดว่า สนช.จะวินิจฉัยไปในทางแยกการปรองดองออกจากการลงมติ เพราะการลงมติเป็นการรักษาบรรทัดฐานทางคุณธรรมของสังคมไทย เป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างความฉ้อฉลกับสุจริตธรรมว่าอะไรจะเหนือกว่ากันซึ่งจะชี้ชะตากรรมอนาคตได้ด้วยว่าการปฏิรูปกระบวนการทางการเมือง ยังมีความหวังได้หรือไม่ ขอประเมินว่า คะแนนถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ จะเกิน 132 เสียงแน่ ส่วนอีกสองคนนั้นก็มีสิทธิ์ลุ้นถึง 132 เสียงได้เช่นกัน" นายประสาร ระบุ

"วรชัย"เชื่อ"ยิ่งลักษณ์"รอดยาก

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย(พท.) และแกนนำเสื้อแดง กล่าวว่า จับสัญญาณของ สนช.แล้วคิดว่า นางสางวยิ่งลักษณ์ คงจะไม่รอดการถูกถอดถอน จากคดีปล่อยปละละเลยให้โครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริต ที่ส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ ขณะที่นายนิคม และนายสมศักดิ์ ก็คงจะโดนถอดถอนจากปมแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน

"วันนี้ความคิดขวาจัด สุดโต่งรุนแรงมากและแผ่กระจายครอบงำไปทั้ง สนช.และรัฐบาล มีความพยายามจะให้รัฐบาลสืบทอดอำนาจต่อไป วิธีการหนึ่งคือการเด็ดหัวฝ่ายตรงข้าม เพราะต้องยอมรับว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ยังมีบารมีสูง และดูเหมือนว่ายังยืนขวางทางอยู่ ดังนั้น สรุปแบบฟันธงไปเลยว่าอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์รอดยาก"

"สุรชัย"วอนอย่าเชื่อข่าวลือรัฐแทรกสนช.

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. เปิดเผยว่า การถอดถอนบุคคลทั้ง 3 อย่าไปฟังกระแสข่าวว่ารัฐบาลเข้ามาแทรกแซง สนช. จนเกิดความไขว้เขวหรือขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจของ สนช. ซึ่งนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เองก็ปรามอีกครั้งไม่ให้สมาชิก สนช. ออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะชี้นำอีก

"เรื่องนี้กำลังมาถึงโค้งสุดท้ายแล้วในวันที่ 21-22 ม.ค. จะมีการแถลงปิดคดีสำนวนของทั้งนายนิคม นายสมศักดิ์ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ส่วนวันที่ 23 ม.ค.จะลงมติทั้งสามคนซึ่งวาระการประชุมก็ได้แจ้งไปแล้ว ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบข้อบังคับที่กำหนดไว้"

ทั้งนี้อยู่ที่คู่ความทั้งสองฝ่ายประเมินตัวเอง จากการที่ได้มาแถลงเปิดคดี ตอบข้อซักถาม สำหรับผู้ที่ไม่ได้มาตอบก็ยังมีสิทธิ์อีกครั้งที่จะมาสรุปในวันแถลงปิดคดีในสิ่งที่สมาชิกสนช. สงสัย เพื่อแสดงเหตุผลสนับสนุนข้อกล่าวหา หรือข้อถกเถียงของตนเอง เชื่อมั่นว่าสมาชิกทุกคนตั้งใจที่จะฟัง เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายอีกครั้ง ก่อนจะลงมติในวันศุกร์ที่ 23 ม.ค.

ชี้"ยิ่งลักษณ์"ตอบ35ข้อเป็นสิทธิ

ส่วนนางสาวยิ่งลักษณ์ จะมาตอบข้อซักถามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)สอบถามทั้ง 35 ข้อหรือไม่นั้น เห็นว่า เจ้าของคำถามก็ได้เปิดเผยคำถามไปหมดแล้ว ถ้าจะเอาคำตอบของคำถามเหล่านั้นไปกล่าวในวันปิดแถลงคดีก็เป็นสิทธิ์ของผู้ที่ไม่มาตอบข้อซักถามจะได้คลายของสงสัยของตนเอง รวมทั้งเหตุผลที่ไม่มาตอบข้อซักถาม ซึ่งสนช.ก็เปิดโอกาสให้กับทั้งสองฝ่ายอย่างเต็มที่ กระทั่งยินดีเลื่อนการพิจารณาเพื่อให้อดีตนายกฯ มาตอบคำถาม และเรื่องไหนที่ตอบไม่ได้ก็ให้ขออนุญาตประธานให้ผู้อื่นชี้แจงได้ ซึ่งการไม่มาตอบเลยมันทำให้เกิดปัญหาเนื่องจากเจ้าของคำถามเป็นเอกสิทธิ์ของเขาที่จะถามกับเจ้าตัว

เชื่อถอดถอนไร้เหตุรุนแรง

นอกจากนี้เรื่องประสานกับรัฐบาลในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยในวันลงมตินั้น นายสุรชัย ระบุว่า ขอดูสถานการณ์ในสัปดาห์อีกครั้งก่อน แต่เชื่อว่าน่าจะไม่มีสถานการณ์อะไรที่จะเป็นปัญหากระทบการประชุมของสนช. เพราะที่ผ่านมา สนช.ก็ประชุมโดยเปิดเผยถ่ายทอดสดโดยตลอด การลงมติก็เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการถอดถอน ผลจะออกมายังไงก็ต้องวิงวอนสังคมให้เคารพมติของ สนช. เมื่อกระบวนการตามกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของ สนช.

สำหรับกรณีที่ทางทีมทนายของนางสาวนิ่งลักษณ์ จะฟ้องร้องสนช.นั้นเห็นว่า ใครจะใช้สิทธิ์ฟ้องร้องทางกฎหมายก็ดำเนินการไป แต่ต้องพิจารณาทบทวนว่าการแสดงความคิดเห็นข่มขู่เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตามในส่วนการลงมตินั้นกฎหมายกำหนดให้การลงมติเป็นการลับ ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ เพื่อให้การทำงานของ สนช. เป็นอิสระ

"ทีมทนายยิ่งลักษณ์"ถกวันนี้

ด้านนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้โพสข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ชื่อ "@NorrawitSocial" โดยระบุว่า น้อมรับคำวิจารณ์ แต่ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว เพียงแต่ สนช.เข้าใจคลาดเคลื่อนในการแสวงหาข้อเท็จจริง การไม่ให้ผู้แทนนางสาวยิ่งลักษณ์ ตอบคำถามแทนนั้นใช้หลักเกณฑ์อะไร เพราะข้อบังคับการประชุมสนช. กำหนดให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถไปตอบคำถามแทนได้ แม้จะอ้างว่าเป็นเอกสิทธิ์ของผู้ตั้งคำถาม แต่การเอาเอกสิทธิ์ดังกล่าวมาห้าม ผู้ถูกถอดถอนไม่ให้ชี้แจง เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ในวันที่ 19 ม.ค.จะมีการประชุมทีมทนายความ เพื่อสรุปข้อเท็จจริงในคดีทั้งหมด

ยัน"ยิ่งลักษณ์"ไปแถลงปิดคดีด้วยตัวเอง

"คำถามที่นำมาใช้ ควรให้ที่ประชุมใหญ่ สนช. ช่วยกันพิจารณา ไม่ใช่ให้สนช. ไม่กี่คนพิจารณา คำถามควรเป็นลักษณะการแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่เป็นการตั้งคำถามเพื่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบหรือตั้งคำถามเพื่อดิสเครดิตฝ่ายใด คำถามทั้ง 35 ข้อที่ถามนางสาวยิ่งลักษณ์นั้น เท่าที่ดูเนื้อหาแปลกไปจากที่ถามฝั่ง ป.ป.ช. คำถามที่ถามนายวิชา (ป.ป.ช.) มุ่งให้อธิบายข้อเท็จจริง แต่คำถามที่ถามนางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นการตั้งคำถามในลักษณะที่ว่า" นายนรวิชญ์ ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แหล่งข่าวระดับสูงของพรรคเพื่อไทย ระบุว่าการตัดสินใจเดินทางไปแถลงปิดคดีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ตัดสินใจด้วยตนเอง โดยไม่ได้มีความกังวลที่จะไปแถลงโดยเฉพาะในส่วนของการชี้แจงข้อเท็จจริงที่อยู่ในกรอบสำนวนของป.ป.ช. เพียงแต่เป็นห่วงถึงท่าทีของสมาชิกสนช.บางส่วนโดยเฉพาะกลุ่ม 40 ส.ว.

ผบ.สส.ปัด"รัฐบาล-กองทัพ"ล้วงลูกสนช.

พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ส.ส.) ในฐานะสมาชิกสนช. ระบุว่า บทบาทของ สนช.ในการทำหน้าที่ดังกล่าวขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลที่จะใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูล คำชี้แจง ทั้งฝ่ายที่กล่าวหาและฝ่ายที่ถูกกล่าวหา ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคนว่าจะโหวตลงคะแนนกันอย่างไร ทางรัฐบาล คสช.และกองทัพ ไม่เคยชี้นำแต่ประการใด ให้เป็นสิทธิเสรีของแต่ละคน

ส่วนสถานการณ์หลังการลงมตินั้น ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ขณะนี้การทำงานอยู่ในโรดแมฟที่2ของ คสช.ที่มีรัฐบาลในการบริหารประเทศ มี คณะรัฐมนตรี(ครม.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ สนช. เหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นก็ต้องแก้ไขกันไปตามกลไกที่มีอยู่ คิดว่าประชาชนทุกคนอยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข คงไม่ทำอะไรที่ทำให้เกิดปัญหา ไม่ว่าผลการโหวตจะออกมาเป็นอย่างไร คิดว่าทุกคนยอมรับได้ โดนเฉพาะประชาชน อยากให้เข้าใจและร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา ทำให้ประเทศชาติสงบ ให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

"วรงค์"ชี้4รมต.ตอบไม่ตรงคำถาม

ด้านนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ถึงกรณีที่ 4 อดีตรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว คือนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายยรรยง พวงราช อดีตรมช.พาณิชย์ และนายวราเทพ รัตนากร อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่ออกมาตอบคำถาม 35 ข้อของสนช.ผ่านเว็บไซต์ยูทูบว่า ขอตั้งข้อสังเกตุดังนี้ 1.การตอบคำถามมีเพียง 30 คำถาม ไม่ใช่ 35 คำถาม คำถามที่แหลมคมไม่ถูกนำมาตอบ เช่น คำถาม กรณีนายกิตติรัตน์เคยแถลงความเสียหายมากกว่า 60,000 ล้านบาท ,กรณีผู้มาซื้อข้าวคือผู้ช่วยส.ส.พรรคเพื่อไทย และที่สำคัญคำถามเกี่ยวกับการทุจริตจำนวนหลายข้อไม่ถูกนำมาตอบ

2.การตั้งคำถามเป็นการตั้งชงขึ้นมาเองตามที่ตนเองต้องการตอบ ส่วนใหญ่จะอยู่ในชุดที่นายนิวัฒน์ธำรงตอบ เช่น คำถาม "ชื่อโครงการมีที่มาที่ไปอย่างไรและทำไมพรรคเพื่อไทยจึงเลือกโครงการรับจำนำข้าวมาหาเสียงและปฏิบัติ" 3.มีการตั้งคำถามบิดเบือน เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสนช.ว่าตั้งคำถามนี้มาได้อย่างไร เช่นคำถาม "โครงการรับจำนำข้าวแต่ละปีรัฐบาลต้องเอาข้าวไปทิ้งทะเลท่านทราบถึงความสูญเปล่าและสูญเสียที่เกิดขึ้นข้างต้นหรือไม่" ซึ่งในข้อเท็จจริงเราไม่เคยได้ยินเรื่องการนำข้าวไปทิ้งทะเล แต่มีการตั้งเป็นคำถาม และ 4.ลักษณะการตอบเป็นการตอบไม่ตรงประเด็น โดยเฉพาะการตอบของนายยรรยงค์ ที่สำคัญตอบคำถามเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เช่น การตอบว่า "จีทูจีไม่พบการกระทำผิดทุจริตใดๆ"