วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เห็นร่วมกำหนดวาระทุกองค์กรตรวจสอบเท่ากัน6ปี

เสวนาผู้ตรวจถกองค์กรตรวจสอบบนเส้นทางรธน.ใหม่ เห็นร่วมกำหนดวาระทุกองค์กรเท่ากัน6ปี ไม่เห็นด้วยให้7อรหันต์สรรหา

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้จัดเสวนาเรื่อง “ตอบโจทย์: องค์กรตรวจสอบบนเส้นทางรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มี นายพิเชต สุนทรพิพิธ อดีตผู้ตรวจการแผ่นดินและอดีตสมาชิกวุฒิสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายศรีราชา วงศารยางกูร ร่วมเสวนา โดยนายพิเชต เห็นว่า องค์กรตรวจสอบในปัจจุบันเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 40 - 50 เมื่อทำงานมานานย่อมมีปัญหา เป็นโอกาสดีที่กำลังมีการยกร่างรัฐธรรมนูญจะได้มีการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งเห็นว่า 5 องค์กรตรวจสอบ ได้แก่ ป.ป.ช. , สตง , กรรมการสิทธิมนุษยชน , ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกกต. ต้องอยู่ต่อไป แต่ก็ต้องมีการแก้ไข ในเรื่องกระบวนการสรรหา ควรขยายฐานคณะกรรมการสรรหาให้มีจำนวนมากกว่า 7 คน มีที่มาหลากหลายเพื่อกลั่นกรองให้ได้บุคคลที่เหมาะสมและมีคุณภาพ ขณะที่วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการองค์กรอิสระแต่ละองค์กรควรเท่ากัน ไม่เกิน 6 ปีและเป็นได้วาระเดียว มีการแก้ไขการกำหนดกรอบหน้าที่ให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้การทำงานซ้ำซ้อนกัน และที่สำคัญ ควรมีการกำหนดนิยามคำว่า “อิสระ” ให้ชัดเจน ว่าหมายถึงอะไร เพราะบางคนมองว่า หมายถึงทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ แต่ส่วนตัวเห็นว่าควรให้หมายถึงการทำงานที่ปลอดจากการถูกอิทธิพลทางการเมืองครอบงำ

ส่วนในภารกิจของผู้ตรวจการแผ่นดินก็เห็นว่า ควรเพิ่มอำนาจให้ผู้ตรวจฯเป็นยักษ์ที่มีกระบองเหล็ก เช่น หากผู้ตรวจมีคำวินิจฉัยให้หน่วยงานนั้นต้องปรับปรุงแก้ไขแล้วภายใน 90 วันหน่วยงานดังกล่าวไม่ดำเนินการเพราะเพิกเฉยให้ถือเป็นความผิดทางวินัย รวมทั้งควรให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทำหรือมีส่วนในเรื่องการตรวจสอบจริยธรรมนักการเมืองต่อไป เพราะเรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรมีหน่วยงานใดเพียงหน่วยงานเดียวทำ ซึ่งไม่เชื่อว่าสมัชชาคุณธรรมจริยธรรมที่จะตั้งขึ้นเพียงหน่วยงานเดียวจะทำได้

ขณะที่ นายศรีราชา กล่าวว่า จริงอยู่ที่การสรรหากรรมการองค์กรอิสระโดย 7 อรหันต์ไม่เหมาะสม แต่จะเอาองค์กรอื่นเข้ามาจะต้องคิดให้แตกก่อนว่า มันจะก่อให้เกิดความดีงาม เป็นธรรม เลือกคนที่ดีไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้จริงหรือไม่ ส่วนตัวไม่อยากให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสรรหาเลย เพราะมันก็ทำให้เกิดการวิ่งเต้นว่าจะเอาไม่เอาได้อยู่ดี และเห็นว่าควรกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะมาเป็นกรรมการฯให้ชัดเจนว่าต้องไม่มีประวัติด่างพร้อย เมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องสามารถให้คนคัดค้านได้

นายศรีราชา ยังกล่าวด้วยว่า ในการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทางผู้ตรวจได้มีข้อเสนอขอให้มีการเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบ โดยนอกจากในเรื่องขอให้มีอำนาจการขอต่อศาลให้คุ้มครองชั่วคราวเป็นเวลา 30 วันในระหว่างที่ผู้ตรวจพิจารณาคำร้องขอความช่วยเหลือจากประชาชน แล้ว ยังได้เสนอว่า อยากให้ผู้ตรวจมีอำนาจฟ้องคดีแพ่งหรือคดีอาญาแทนประชาชนได้ การตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของรัฐทุกระดับรวมทั้งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการในรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่สำคัญอยากให้กำหนดให้การกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างแรงกลายเป็นคุณลักษณะต้องห้ามในการเข้าสู่การตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาดเพื่อเพิ่มมาตรฐานกับสถาบันการเมือง

ด้านนายสุรชัย ก็เห็นด้วยที่จะกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระเพียง 6 ปี และเป็นได้วาระเดียวเพื่อให้การทำหน้าที่ไปอย่างอิสระ ขณะเดียวกันเห็นว่าไม่ควรให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการสรรหากรรมการองค์กรอิสระ เพราะเมื่อเราจะสร้างองค์กรอิสระมาตรวจสอบฝ่ายการเมือง ถ้าคนที่จะตรวจสอบเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายตรวจสอบ มันก็จะกลายเป็นเหมือน “ลิเกโรงใหญ่” ที่มาเล่นหลอกเขา และที่สุดมันก็จะไม่พัฒนาไปเป็นการถ่วงดุลและแบ่งแยกอำนาจอย่างสุจริต องค์กรตรวจสอบจะเข้มแข็งได้ คิดว่าขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัย คือ 1ต้องมีความเป็นอิสระแท้จริง 2. บทบาทอำนาจหน้าที่ต้องสามารถดูแลผลประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริงได้ 3.ต้องติดดาบให้ลงโทษผู้ทำผิดได้เพราะถ้ามีหน้าที่แค่ตรวจสอบมันก็เข้มแข็งไม่ได้ 4.ผลงานองค์กรต้องเป็นที่ยอมรับ ไม่ใช่เอียงไปมา หลายมาตรฐาน ไม่กล้าเป็นผู้นำทางสังคม โดยปัจจัยใน 3 ข้อแรกนั้นสามารถแก้ไขได้โดยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่ในข้อสุดท้ายขึ้นอยู่กับบุคคลกรขององค์กรนั้นๆที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็เห็นว่าเพื่อเป็นการควบคุมไม่ให้องค์กรอิสระใช้อำนาจตามอำเภอใจก่อความเสียหายให้กับประเทศ และเป็นการป้องกันการเอื้อประโยชน์กันระหว่างนักการเมืองกับกรรมการองค์กรอิสระ เห็นควรให้ประชาชนมีสิทธิที่จะเข้าชื่อถอดถอนกรรมการองค์กรอิสระได้ และเสนอแก้ไขกฎหมายองค์กรอิสระได้

ส่วนในเรื่องการตรวจสอบจริยธรรมนักการเมืองเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ ที่ต่อไปไม่เพียงจะกำหนดเฉพาะเรื่องจริยธรรมเท่านั้น แต่จะมีการรวมเรื่องคุณธรรมนักการเมือง เข้าไปไว้ด้วย ซึ่งคิดว่าผู้ตรวจการแผ่นดินยังเป็นองค์กรที่เหมาะสมจะทำในเรื่องการตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป และเห็นด้วยกับที่นายศรีราชาเสนอว่าควรกำหนดให้การกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างแรงกลายเป็นคุณลักษณะต้องห้ามในการเข้าสู่การตำแหน่งทางการเมืองตลอดไปเพื่อที่ได้เป็นยกระดับของนักการเมืองด้วย

นายสุรชัย กล่าวถึงกรณีสปช.มีข้อเสนอให้ตั้งสมัชชาคุณธรรมจริยธรรม ว่า ความเห็นผมอย่าเพิ่งประเมินว่าผู้ตรวจทำจริยธรรมไม่ได้ผล เราต้องคิดว่าทำอย่างไรถึงจะทำเรื่องจริยธรรมให้ได้คืผล ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก และรัฐธรรมนูญใหม่ ก็จะยังคงให้ความสำคัญกับจริยธรรมและคุณธรรมนักการเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับการบังคับใช้ที่เป็นจริงได้ ก็ควรมีองค์กรที่ทำ ซึ่งก็เห็นว่าองค์กรผู้ตรวจเหมาะสมที่จะทำเรื่องนี้ต่อไป