วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

4อดีตรมต.ตัวแทน'ยิ่งลักษณ์'แจงถอดถอนผ่านยูทูบ

4อดีตรมต.ตัวแทน"ยิ่งลักษณ์"พร้อมทีมโฆษกเพื่อไทย ร่อนเอกสาร พร้อมเผยแพร่คลิปแจง 35 ปมจำนำข้าวผ่านยูทูบ

จากกรณีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่อนุญาตให้บรรดาอดีตรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกรณีรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นตัวแทนของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชี้แจงแทนกรณีการถอดถอนนั้น

วานนี้ (17 ม.ค.) ทีมโฆษกพรรคเพื่อไทยได้ทำเอกสารเผยแพร่คำชี้แจงของ 4 อดีตรัฐมนตรีที่เตรียมไปชี้แจงต่อที่ประชุม สนช. ประกอบด้วย นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายยรรยง พวงราช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์

พร้อมกันนี้ได้ทำคลิปคำชี้แจงเผยแพร่ของทั้ง 4 คนผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบของนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง (Norrawit Larlaeng) ทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์ ในหัวข้อ "ตอบคำถาม 35 ข้อ ที่ถูก สนช. ตัดสิทธิ์ชี้แจง"

โดยในส่วนของนายนิวัฒน์ธำรงนั้นเป็นการชี้แจงถึงความจำเป็นในการทำโครงการรับจำนำข้าวว่าเป็นโครงการที่พรรคเพื่อไทยนำมาหาเสียงซึ่งพรรคอื่นก็หาเสียงในลักษณะเดียวกัน

นอกจากนี้ในต่างประเทศก็มีโครงการสนับสนุนสินค้าการเกษตรเช่นเดียวกัน โดยบางประเทศในบางประเทศช่วยเหลือเกษตรกรโดยที่มีมูลค่ากว่าถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวมของเกษตรกร รวมถึงในประเทศไทยก็สนับสนุนสินค้าการเกษตรอื่นด้วยไม่เพียงเฉพาะข้าวเท่านั้น

ขณะที่เรื่องการป้องกันการทุจริตนั้น นายกิตติรัตน์ชี้แจงว่า รัฐบาลได้วางแนวทางป้องกัน 13 ข้อ ตั้งแต่การตั้งอนุกรรมการขึ้นมาตรวจรับ การขึ้นทะเบียนเกษตรกร ตรวจมาตรฐานของเครื่องชั่ง การออกใบประทวน การสุ่มตรวจสต็อกข้าว รวมถึงการตั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีข้าวโดยตรง

ส่วนเรื่องการลดความเสี่ยงได้มีการปรับขนาดของโครงการขึ้น เดิมที่รับจำนำทุกเมล็ดเป็นไม่เกิน 5 แสนบาทต่อราย และปรับอีกครั้งเป็นไม่เกิน 3.5 แสนบาทต่อราย รวมถึงกรอบการใช้งบประมาณจากเดิมที่เคยตั้งไว้ไม่เกิน 3.5 แสนล้านบาทต่อปีก็ปรับลดมาในปีสุดท้ายเหลือเพียงไม่เกิน 2.7 แสนล้านบาท

รวมทั้งเคยมีข้อเสนอเรื่องการปรับลดราคารับจำนำแต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะถูกคัดค้านอย่างรุนแรง ทั้งจากชาวนาและผู้นำฝ่ายค้านในขณะนั้น และทุกครั้งที่มีข้อกล่าวหาเรื่องทุตจริตรัฐบาลขณะนั้นก็ไม่ได้นิ่งนอนใจรวมถึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาปราบปรามการทุจริตที่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกฯ เป็นประธาน

ส่วนที่ทำไมไม่เลิกโครงการ แม้มีหลายหน่วยงานท้วงติง นายนิวัฒน์ธำรง ชี้แจงว่า การที่ ป.ป.ช. ซึ่งมีหนังสือลงนามเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2554 หลังจากที่รัฐบาลได้แถลงโครงการนี้กับรัฐบาลและหลังจากที่เปิดโครงการไปแล้วด้วยฉบับที่สองมาในเดือน เม.ย.ปี 2555 ซึ่งเป็นข้อแนะนำธรรมดาและรัฐบาลเองก็ได้นำข้อเสนอของ ป.ป.ช. มาปรับปรุงการรับจำนำให้มีประสิทธิภาพและป้องกันการทุจริตให้ดียิ่งขึ้น

ส่วน สตง.มีจดหมายมา 4 ฉบับ โดยฉบับแรกมาวันที่ 24 ส.ค.2554 เพียง 1 วันหลังแถลงนโยบายแต่ก็ไม่ได้ให้ยกเลิก ขณะที่ฉบับสุดท้ายเป็นฉบับที่ขอให้ยกเลิกคือฉบับลงวันที่ 1 ม.ค.2557 แต่ฉบับนั้นมาหลังจากการยุบสภาฯ ไปแล้วซึ่งในขณะนั้นเป็นรัฐบาลรักษาการไม่สามารถทำนโยบายรอบใหม่ได้

ขณะที่ นายกิตติรัตน์ ชี้แจงว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์ด้านอื่นด้วย สำหรับตัวเลขที่เป็นเรื่องของการคำนวณผลขาดทุนทางบัญชีนั้น เป็นเรื่องของการคำนวณเพื่อให้สามารถทราบได้ว่าเราจะจัดสรรวงเงินหมุนเวียน จัดสรรเงินงบประมาณเข้าไปดูแลค่าใช้จ่ายในรายปีฤดูกาลผลิตอย่างไร

การนำเอาตัวเลขทางบัญชีในหลายๆ ปีมาบวกทบๆ กัน แล้วอ้างว่าเป็นเรื่องของการขาดทุนบัญชีสะสม แล้วอ้างว่าเป็นเรื่องของความเสียหายที่มากขึ้นเรื่อยๆ นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้อนุกรรมาธิการปิดบัญชีไม่ได้รวมคำนวณข้าวสารจำนวนเกือบ 3 ล้านตัน ทั้งๆ ที่ส่วนราชการที่ผู้ดูแลรับผิดชอบสินค้าคงคลังจำนวนนี้คืออตก. และ อคส.ได้ยืนยันถึงความมีอยู่จริงของสินค้าคงคลังจำนวนนี้

ด้าน นายวราเทพ ชี้แจงว่า การที่ทีดีอาร์ไอออกมาบอกว่ามีเพียง 1 ใน 4 ชาวนาปานกลางฐานะดีเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์นั้นไม่ทราบว่าทีดีอาร์ไอไปสำรวจมาจากไหน เพราะมีชาวนาถึง 79 เปอร์เซ็นต์ ที่ได้รับเงินค่าจำนำข้าวรายละไม่เกินสองแสนบาท

ส่วนนายยรรยง ชี้แจงว่า การรับจำนำข้าวทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้น ดังนั้น จึงต้องรับจำนำในราคาที่สูงเพียงพอ ทั้งนี้ที่อ้างว่า โครงการรับจำนำทำลายกลไกตลาดนั้น โครงการรับจำนำข้าว มุ่งให้กลไกเข้มแข็งมากขึ้น โดยการเพิ่มอำนาจต่อรองให้ชาวนา

ส่วนเรื่องการระบายข้าวนายยรรยงระบุว่า รัฐบาลระบายข้าวจำนวนมากเพื่อที่จะหาเงินมาใช้ช่วยหมุนเวียนในโครงการจำนวนมาก จนกลายเป็นถูกกล่าวหาว่าระบายข้าวมากผิดปกติ โดยเฉพาะช่วยปลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประมาณเดือนละเกือบ 1 ล้านตัน แต่หลังรัฐประหารจึงเหลือการขายข้าวเพียงแค่ 5 แสนตัน การขายข้าวจำนวนมากเพื่อนำเงินหมุนเวียนใช้ในโครงการและช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านโกดังการเก็บรักษาให้ลดลงด้วยอีกทางหนึ่ง

ติง"ยิ่งลักษณ์"ไม่ให้เกียรติผู้ตั้งคำถาม

วันเดียวกัน นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิก สนช. ในฐานะคณะกรรมาธิการซักถามคดีถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงกรณีที่ไม่อนุญาตให้ผู้แทนของนางสาวยิ่งลักษณ์ ตอบข้อซักถามแทนในคดีถอดถอนจากการจำนำข้าวว่า ที่ผ่านมา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ให้หลักการบอกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายไปแล้วว่า หากใครเป็นผู้มาแถลงเปิดคดีก็ควรมาตอบข้อซักถามด้วยตัวเอง เป็นหลักการที่ทั้งสองฝ่ายทราบดีอยู่แล้ว

ขณะเดียวกันในการยื่นญัตติคำถามของผู้ยื่นคำถามทั้ง 13 ราย ยืนยันว่า ต้องการให้นางสาวยิ่งลักษณ์เป็นผู้ตอบคำถามเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่ประสงค์ให้ผู้อื่นเป็นผู้ตอบคำถามแทน

ดังนั้นคณะกรรมาธิการซักถามจึงไม่สามารถให้ผู้อื่นมาตอบคำถามแทนได้ ถือว่านางสาวยิ่งลักษณ์ไม่ให้เกียรติสมาชิกที่ตั้งคำถาม เพราะคำถามทั้งหมดเกี่ยวข้องกับนางสาวยิ่งลักษณ์โดยตรง

นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีทีมทนายความนางสาวยิ่งลักษณ์ระบุว่า ข้อบังคับการประชุม สนช. ข้อ 154 เปิดช่องให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถมาตอบคำถามแทนได้นั้นเป็นกรณีที่หมายถึงนางสาวยิ่งลักษณ์จะต้องเดินทางมาตอบคำถามเอง แต่หากมีคำถามข้อใดที่เป็นรายละเอียดในทางปฏิบัติ ก็อาจจะพิจารณาให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยตอบคำถามแทนได้ แต่นางสาวยิ่งลักษณ์จะต้องมาร่วมชี้แจงด้วย

"ยืนยันว่า สนช.ให้ความเป็นธรรมอย่างถึงที่สุดแล้ว ถึงขนาดเปิดโอกาสว่าจะรอมาตอบคำถามจนถึงเวลา 18.00 น. แต่ก็ไม่มา เรื่องคอขาดบาดตายที่มีความสำคัญกับตัวเองขนาดนี้ยังไม่สนใจก็ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณตัดสินเองว่าเป็นอย่างไร" นายกิตตศักดิ์ กล่าว

"วิษณุ"ยันไม่เคยส่งสัญญาณถอดถอน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวานนี้ (17 ม.ค.) ถึงคดีถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ว่า ยืนยันรัฐบาลไม่เคยไปคุยหรือส่งสัญญาณอะไรถึง สนช. เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี เคยพูดไว้แล้วว่า ให้ดำเนินการไปตามกฎหมาย

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าการเดินทางไปพบสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นการส่งสัญญาณถึง สนช.ในเรื่องถอดถอนนั้น ยืนยันว่า ไม่มี ไม่เคยแม้จะคิดที่จะพูด และไม่ได้อยู่ในความสนใจ ซึ่งการไปที่รัฐสภาก็ไปพบแต่กับ สปช. เท่านั้น ไม่เคยได้หารือหรือพูดคุยอะไรกับสนช.เลย