วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'วิษณุ'เชื่อการเมืองเดือดหลังใช้รัฐธรรมนูญ

"วิษณุ" เชื่อหลังใช้รัฐธรรมนูญการเมืองเดือด เหตุมีคนอยากลองของ หวังเห็นองค์กรตรวจสอบเดินทางสายกลาง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษหัวข้อ "องค์กรตรวจสอบ : ความหวังหลังการปฏิรูป" ในงานเสวนาวิชาการผู้ตรวจการแผ่นดินสัญจรพบสื่อมวลชน ว่า แม้จะลำบากใจและหนักใจอยู่บ้างในประเด็นหัวข้อความหวังหลังการปฏิรูป เพราะยังมองไม่เห็นช่องทางที่การปฏิรูปจะสำเร็จลุล่วง เนื่องจากระยะเวลาสั้นและถูกตั้งความหวังไว้สูงกับการแก้ปัญหาของประเทศที่สะสมมานาน แม้รัฐธรรมนูญมีทีท่าว่าจะเสร็จในเดือน กันยายน ปีนี้ แต่การปฏิรูปจะดำเนินต่ออีกหลายปี หวังว่ารัฐธรรมนูญจะทำให้การปฏิรูปอยู่ต่อไปอีกได้ ซึ่งไม่ได้หมายถึงจะขยายเวลาให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อยู่ต่อ แต่ควรต้องมีการตั้งองค์กรขึ้นมารับผิดชอบที่มึอำนาจในการปฏิรูป เพราะ สปช.คงไปตอนที่มีรัฐธรรมนูญ แต่จะไปโดยไม่มีไม้ต่อไม่ได้

นายวิษณุ กล่าวว่า สิ่งที่ตั้งความหวังได้หลังจากนี้ คือ เห็นการเมืองที่ดีขึ้น โดย 9 เดือนจากนี้ไปคงพอเห็นอะไรเป็นรูปธรรมมากขึ้น สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วง คือ เดือน ม.ค. ก.พ. และมี.ค. นี้ ควรจะเห็นอะไรกับการปฏิรูปบ้าง จึงขอให้กมธ.ปฏิรูปของสปช.ทั้ง 18 คณะช่วยคิดหน่อยว่าจะสร้างงานอะไรที่เท่ๆเก๋ๆออกมาซักอย่างหนึ่ง ที่เน้นใน 3 เดือนนี้เนื่องจากเดือน เม.ย. กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ สปช.ก็ต้องใช้เวลาไปพิจารณาร่างรธน. ซึ่ง 3 เดือนนี้จึงถือเป็นนาทีทองในการเดินหน้าปฏิรูป

"หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ การเมืองจะแหลมคมขึ้น หมายถึงจะมีความดุเดือด เชื่อว่าต้องมีคนอยากลองของว่า สิ่งที่ทำจะเสียของหรือไม่ มันจะมีการลองวิชาในบทบัญญัติแต่ละมาตราว่าที่เขียนมาจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ ถ้ากลไกไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ก็จะถูกเยาะเย้ยถากถางว่าเสียของ ทั้งหมดนี่จะเป็นปัญหาของประเทศที่ต้องเจออีก แต่ไม่รุนแรงเหมือนที่ผ่านมา เพราะจะมีมาตราการควบคุมที่ดี เช่น การผลักดันกฏหมายชุมนุมในที่สาธารณะ การเพิ่มในมาตรา7 วรรค2ของรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยในสิ่งที่บ้านเมืองเคยถกเถียงกัน แต่ดูที่ว่าจะรับมือได้ขนาดไหน ผู้เกี่ยวข้องก็รู้และกำลังคิดอยู่ว่าจะรับมือได้ขนาดไหน ถ้าปฏิรูปดีก็สามารถเป็นเกราะป้องกันได้" นายวิษณุกล่าว

นายวิษณุ กล่าวว่า ขอแบ่งระดับการเมืองเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1.อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ทั้งหมดคือองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตย จริงๆแล้วระดับนี้เราคงฝากความหวังไม่ได้สักเท่าไหร่ อย่างมากก็ฝากได้เท่าที่เคยฝาก ตนขอข้ามไปที่ระดับที่ 3 ก่อน คือ การเมืองภาคประชาชน ที่มีพลังมากขึ้น

แต่จะไปหวังฝากผีฝากไข้ที่ภาคประชาชนทั้งหมดคงไม่ได้ ความสำคัญจะตกอยู่ที่ระดับ 2 คือ องค์กรตรวจสอบ แม้ไม่หวือหวาเท่ากับระดับ 1 อำนาจหน้าที่น้อยกว่า แต่องค์กรตรวจสอบต้องเป็นองค์กรภาครัฐตั้งขึ้นโดยกฎหมายรองรับ ต้องมีสถานะเป็นโซ่ข้อกลางคล้องกับทุกระดับ โดยต้องมีความเป็นอิสระปลอดจากการเมือง มีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลดำเนินการได้รวมทั้งมีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

นายวิษณุ กล่าวว่า ความหวังหลังรัฐธรรมนูญคือหวังว่าการเมืองทั้ง 3 ระดับนี้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะระดับ 2 เนื่องจากปริมาณที่มีอยู่ไม่มากแต่คุณภาพสามารถกลั่นกรองได้ องค์กรตรวจสอบที่คาดหวังที่สุดคือผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นองค์กรแรกที่ต้องมีอยู่ ไม่ได้พูดมายกยอปอปั้น แต่มักจะพูดเสมอว่าแต่ละองค์กรมีสไตล์การทำงานที่ต่างกัน เห็นแต่ผู้ตรวจการแผ่นดินที่เล่นดนตรีไทยสองจังหวะที่บางครั้งเล่นปี่พาทย์ไม้อ่อน บางครั้งเล่นไม้แข็ง เรื่องใดที่พอจะเจรจาแก้ไขได้ก็จะจบ นี่คือปี่พาทย์ไม้นวม เห็นผู้ตรวจการแผ่นดินเล่นไม้นี้เยอะมาก เรื่องใดที่รุนแรงห้ามแล้วไม่แก้ไข จึงจะเล่นปี่พาทย์ไม้แข็ง เทคนิคอยู่ตรงนี้เข้าใจว่าองค์กรอื่นใช้เทคนิคนี้ไม่ได้โดยเฉพาะป.ป.ช. สภาพเช่นนี้ อยากเห็นองค์กรตรวจสอบเดินทางในสายกลาง

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า แต่จะไปอย่างนี้ได้ เข้าใจว่าขึ้นอยู่กับ 6 ปัจจัย 1.ที่มาองค์กรตรวจสอบ 2.จำนวนที่เหมาะสม 3.วาระการดำรงตำแหน่งจะให้อยู่นานเท่าไหร่ การอยู่ยาวเกินไปคืออาจถูกมองว่าสะสมอำนาจ 4.อำนาจหน้าที่ 5.คุณธรรมความน่าเชื่อถือและศรัทธา และ 6.บทบาท ที่บางองค์กรมีบทบาทในการทำหน้าที่ล่าช้า ความหวังหลังการปฏิรูปอยู่องค์กรตรวจสอบ แต่องค์ตรวจสอบก็ต้องปฏิรูปตัวเองก่อน โดยเฉพาะประเด็นใน 6 ข้อที่กล่าวมานี้ ต้องจัดการกับตัวเองให้หน้าเชื่อถือ

รองนายกฯยังกล่าวถึงการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า หลังการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้น อาจมีการลงประชามติก็เป็นได้แม้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้ระบุไว้ให้เขียนเพื่อสามารถแก้ไขเพื่อสามารถให้มีการลงประชามติได้ ถ้าคิดว่าแลกกับเวลาที่ยืดออกรวมทั้งเรื่องงบประมาณก็ทำได้ แต่เชื่อว่าหากทำประชามติ อาจเกิดความขัดแย้งตอนรณรงค์ทำประชามติ ฝ่ายหนึ่งสนับสนุน ฝ่ายหนึ่งให้ล้ม อาจเกิดการตะลุมบอนกันจึงไม่เขียนไว้ให้ทำตั้งแต่แรก จึงต้องรอดูเหตุการณ์ก่อน