เครือข่ายผู้เดือดร้อนจากแก๊สและน้ำมันแพงเชียงใหม่รวมตัวคัดค้านสัมปทานปิโตรเลียมพร้อมทวงคืนสัญญานายกฯ
เมื่อเวลา 14.00น. วันนี้ (16 ม.ค.) ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เครือข่ายผู้เดือดร้อนจากแก๊สและน้ำมันแพงเชียงใหม่กว่า 30 คน ได้นำหนังสือคัดค้านการสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 2 เรื่อง สรุปข้อคิดเห็นของประชาชนต่อการปฏิรูปพลังงาน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานทั่วประเทศได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและได้สรุปเป็นข้อเสนอ มายื่นผ่านทางจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะ คสช. ต่อไป
สำหรับข้อคิดเห็นของภาคประชาชนดังกล่าวสรุปได้ดังนี้ คือ 1.ไม่เห็นด้วยกับระบบสัมปทานปิโตรเลียม โดยให้เหตุผลข้อหนึ่งว่า รัฐสูญเสียกรรมสิทธิ์ทั้งปิโตรเลียมและสิทธิ์ในข้อมูล ส่งผลต่ออำนาจในการตัดสินใจในการบริหารจัดการที่สมจริงและกระทบต่อความมั่นคงของชาติในด้านพลังงาน 2.ไม่เห็นด้วยกับการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 2 เพราะระยะเวลาสัมปทานยาวนานถึง 20 ปี และหากรวมระยะเวลาต่ออายุและระยะเวลาสำรวจที่เกี่ยวเนื่องอีก 19 ปี รวมมีอายุสำรวจและผลิตปิโตรเลียมถึง 39 ปี 3.เห็นด้วยกับการเปลี่ยนจากระบบสัมปทานปิโตรเลียมเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตแทน เนื่องจากรัฐได้กรรมสิทธิ์ทั้งปิโตรเลียมและสิทธิในข้อมูลและปริมาณผลผลิต
4.ข้อเสนอทางเลือกโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน คือ ให้ชะลอการสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและรัฐต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติสูงสุด, รัฐต้องหามาตรการให้ผู้รับสัมปทานเดิมเปิดเยข้อมูล สัญญา และการประกอบกิจการเพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการและการตรวจสอบในอนาคต, กรณีที่จะอนุมัติให้สัมปทานรอบใหม่สามรถทำได้เมื่อมีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และฉบับอื่นๆที่เอื้อประโยชน์ให้นายทุนมาเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน, ต้องออกกฎหมายห้ามมิให้ราชการสวมหมวกสองใบที่สามารถทำงานให้บริษํทเอกชนและรัฐได้ในเวลาเดียวกัน และที่สำคัญเสนอให้บัญญัติในรัฐธรรมฉบับใหม่ที่กรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมเป็นของชาติและรัฐเป้นผู้กำกับดูแลอย่างมีธรรมาภิบาลและตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ เป็นต้น
ทั้งนี้เครือข่ายผู้เดือดร้อนจากแก๊สและน้ำมันแพงเชียงใหม่ได้นำหนังสืออีกฉบับเรื่อง “ทวงค่ำมันสัญญา” เพื่อยื่นต่อนายกรัฐมนตรี โดยนางนิตยาพร สุวรรณชิน ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ ระบุด้วยว่า ที่ประชุมสถาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2558 ที่ผ่านมาได้พิจารณาศึกษาและได้มีมติเสียงส่วนใหญ่ด้วยคะแนน 130 ต่อ 79 คะแนน ไม่เห็นด้วยต่อข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานที่เสนอให้รัฐบาลดำเนินการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21
เมื่อเป็นเช่นนี้ภาคประชาชนจึงขอทวงคำมั่นสัญญาของนายกรัฐมนตรีที่ได้พูดกับประชาชนว่าจะทำตามมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2557 เพื่อรักษาสถาบันทหารและสถาบันการปกครอง ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ปกครองสูงสุดต้องยึดถือและรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน พูดแล้วต้องไม่คืนคำ ซึ่งจะเป็นการคืนความสุขให้กับประชาชนอย่างแท้จริงและยั่งยืน


