"ณรงค์ชัย-อารีพงศ์" ยืนกรานเดินหน้าสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 ตามแผนเปิดเอกชนยื่นขอสัมปทาน 18 ก.พ.นี้
หวังสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุหากใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต ต้องร่างกฎหมายใหม่ ใช้เวลา 4-5 ปีเสี่ยงต่อความมั่นคงพลังงานประเทศ
หลังจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีมติไม่เห็นด้วยกับรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เสียงข้างมากใน กมธ.ปฏิรูปพลังงาน ที่ให้เปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ด้วยคะแนน 130 ต่อ 79 เสียง งดออกเสียง 21 เสียง โดยสมาชิก สปช.ได้มีการส่งข้อเสนอแนะข้อสังเกตของสมาชิกไปยังรัฐบาลเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องดังกล่าว
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่ากระทรวงพลังงานยังเดินหน้าเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ตามที่ประกาศไว้ ซึ่งจะครบกำหนดให้เอกชนยื่นขอสัมปทานวันที่ 18 ก.พ.2558 แม้ทางสปช.จะมีการท้วงติง แต่เพื่อรักษาเกียรติยศของประเทศ ในแง่ของการบริหารงานเมื่อประกาศต่อนักลงทุนไปแล้วก็ต้องดำเนินการต่อ ไม่เช่นนั้นนานาชาติจะหมดความเชื่อถือ
กระทรวงพร้อมจะรับฟังความคิดเห็นของสปช. ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 27 กำหนดว่าสปช.เป็นสถาบันให้คำปรึกษา เมื่อสปช.วิเคราะห์ออกมา รัฐบาลก็พร้อมรับข้อมูล ขณะนี้กำลังรอเอกสาร รายละเอียดว่ามีข้อเสนออย่างไรบ้าง
ส่วนข้อเสนอให้นำระบบแบ่งปันผลผลิต หรือพีเอสซี จะนำมาใช้ในการสำรวจปิโตรเลียมรอบต่อไปหรือไม่ เรื่องนี้สามารถนำมาศึกษาพิจารณาว่าจะนำมาใช้ได้หรือไม่ ส่วนสัมปทานของแหล่งเชฟรอน และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ที่จะหมดอายุปี 2565-2566 ทางกระทรวงกำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยจะตัดสินใจให้เสร็จสิ้นในปี 2558
"ผมยืนยันว่าจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่ รูปแบบคือพื้นที่สัมปทานที่จะกลับมาเป็นของรัฐแล้ว รัฐก็จะมาตัดสินใจว่าจะผลิตเอง หรือจ้างเอกชนมาผลิต หรือดำเนินการในรูปแบบอื่นๆ" นายณรงค์ชัย กล่าว
ยัน"ไทยแลนด์ทรี"รัฐได้ประโยชน์สูง
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ยืนยันถึงขั้นตอนและความโปร่งใสของระบบ Thailand III Plus และพิสูจน์แล้วว่า รัฐได้รับประโยชน์มากกว่าระบบ แบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract (พีเอสซี) ) โดยระบบสัมปทาน ไทยแลนด์ทรี รัฐจะได้รับส่วนแบ่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายประมาณ 80% ขณะที่เอกชนผู้รับสัมปทานจะได้ประมาณ 20% ส่วนระบบPSC ที่พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือเจดีเอ รัฐได้รับส่วนแบ่งประมาณ 60% เอกชนได้ส่วนแบ่ง 40%
ทั้งนี้ระบบสัมปทานของไทยที่ใช้ในปัจจุบัน เป็นระบบมาตรฐานสากล มีความโปร่งใส สามารถสอบทานความถูกต้อง ภายใต้หลักเกณฑ์การแบ่งผลประโยชน์ ระหว่างรัฐกับผู้รับสัมปทาน และหลักเกณฑ์ในด้านการตรวจสอบและควบคุมการดำเนินงานของผู้รับสัมปทานที่ชัดเจน และต่อเนื่อง จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และกรมสรรพากร
ส่วนการตรวจสอบปริมาณสำรองปิโตรเลียม รัฐจะทราบตัวเลขปริมาณสำรองปิโตรเลียมของแหล่งต่างๆ จากรายงานของบริษัทผู้รับสัมปทาน ตัวเลขที่รายงานนี้เป็นตัวเลขเดียวกับ ที่ผู้รับสัมปทานรายงาน แก่ผู้ร่วมลงทุน ซึ่งต้องผ่านกระบวนการประเมินที่ถูกต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีหน้าที่ตรวจสอบวิธีประเมินปริมาณสำรองของบริษัทผู้รับสัมปทานอีกทีหนึ่ง
จ้างองค์กรสุ่มตรวจสำรองเอกชน
นอกจากนี้ รัฐยังได้ว่าจ้างองค์กรผู้ชำนาญการ เพื่อมาสุ่มตรวจตัวเลขปริมาณสำรองของบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าตัวเลขที่บริษัทรายงานนั้นได้จากวิธีการประเมินที่เชื่อถือได้ตามหลักสากล รวมถึงกระบวนการตรวจสอบค่าใช้จ่าย และการอนุมัติการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การกำกับตามกฎหมายของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
ขณะที่ ระบบแบ่งปันผลผลิตแบบพีเอสซี เป็นระบบที่ใช้แพร่หลายในประเทศเพื่อนบ้าน มีหลายส่วนที่คล้ายคลึงกัน เช่น ส่วนมูลค่าปิโตรเลียมที่ผลิตได้ หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว (Cost Oil หรือ Cost Gas) ส่วนที่เหลือ (Profit Oil หรือ Profit Gas) จะแบ่งกันระหว่างรัฐกับผู้ประกอบการ แต่ในความแตกต่างกันจะมีกลไกในการจัดเก็บ เช่น ระบบสัมปทานจะใช้กลไกภาษีเงินได้ และค่าภาคหลวงเป็นกลไกเก็บผลประโยชน์หลัก แต่ระบบพีเอสซี จะใช้กลไกในการแบ่งปันผลกำไรของ Profit Oil ที่ขายได้ ซึ่งจะจัดเก็บมากหรือน้อย อาจระบุเป็นจำนวนร้อยละที่อยู่ในกลไกการจัดเก็บนั้นๆ ได้
"อารีพงศ์"ยันสัมปทานเหมาะกับไทย
นายอารีพงศ์ กล่าวว่า โดยทั่วไปประเทศที่มีศักยภาพปิโตรเลียมสูง และมีน้ำมันดิบเพื่อการส่งออก ก็จะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต เพราะเอกชนกล้าที่จะเข้ามาเสี่ยง แต่ประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานอย่างไทย และมีศักยภาพทางด้านปิโตรเลียมน้อยแบบไทยต้องใช้ระบบสัมปทานจึงจะเหมาะสม เพราะถ้าเปลี่ยนมาใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต รัฐจะได้รับผลตอบแทนที่น้อยกว่า ในขณะที่ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เองมีความเชี่ยวชาญในการกำกับดูแลตามระบบสัมปทาน ยังไม่มีความพร้อมใน การจัดเตรียมบุคลากร ,การจัดตั้งองค์กรขึ้นมาดูแล และการร่างกฎหมายมารองรับที่ต้องใช้ระยะเวลานาน ขณะที่ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของประเทศลดลงเรื่อยๆ หากต้องเปลี่ยนแปลงระบบการดำเนินการ จะเป็นปัญหาต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ
“ กระทรวงพลังงานในฐานะที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง ไม่สามารถที่จะนำพาประเทศเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงด้านพลังงานได้ จำเป็นต้องเดินหน้าระบบสัมปทานปิโตรเลียม มั่นใจได้ว่าเป็นระบบที่โปร่งใสและรักษาผลประโยชน์ให้กับรัฐได้ดีที่สุด“นายอารีพงศ์ กล่าว
ดึงผู้ทรงคุณวุฒิร่วมคัดเลือกเอกชน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานจะรับฟังความเห็นของ สปช.มาปรับปรุงรายละเอียด ส่วนข้อห่วงใยเรื่องความโปร่งใสในการอนุมัติ ตามขั้นตอนต่างๆ นั้น การแต่งตั้งคณะกรรมการปิโตรเลียมจะมีการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน มีการคัดเลือกบุคคล ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษี อุตสาหกรรม กฎหมายและจาก องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ รวมทั้งอยู่ในระหว่างการประมูลว่าจ้าง บริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ เข้ามาตรวจสอบระบบบัญชีและรายได้ ให้มีความรอบคอบและรัดกุมยิ่งขึ้น
หวั่น"ระบบแบ่งปัน"เสี่ยงความมั่นคง
นางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ภาคเอกชนที่สนใจ สามารถยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในพื้นที่ที่มีการเปิดให้สัมปทานจำนวน 29 แปลงได้ภายในวันที่ 18 ก.พ.นี้ หลังจากนั้นคณะกรรมการจะมีการพิจารณาคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์ได้รับสัมปทานที่คาดว่าจะใช้เวลาอีก 6-7 เดือน จึงจะทราบผลและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติ โดยขั้นตอนของการสำรวจจนพบปิโตรเลียมที่เร็วที่สุด จะใช้เวลาประมาณ 4 ปี สามารถเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมให้กับประเทศเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานได้ แต่หากต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตแทน ต้องมีกระบวนการร่างกฎหมายใหม่ และตั้งบรรษัทขึ้นมาจัดการผลประโยชน์ รวมทั้งการจัดเตรียมบุคลากร คาดว่าต้องใช้เวลาอีกประมาณ 4-5 ปี สุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ


