วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตั้ง7เงื่อนไขห้ามชุมนุม

"กมธ.ยกร่างรธน."คลอด7เงื่อนไขห้ามชุมนุม "กระทบความมั่นคงของรัฐ-ความปลอดภัยสาธารณะ-ละเมิดเสรีภาพบุคคลอื่น"

ด้าน"นิคม-สมศักดิ์"โต้เดือดป.ป.ช.ปมแก้รธน.ที่มา ส.ว. ปัดผลประโยชน์ทับซ้อน สวนกลับ สนช.ก็สภาผัวเมีย "สมศักดิ์"ปัดปลอมร่างรธน. ด้าน"พรเพชร"นัด สนช.ลงมติถอดถอน "นิคม-สมศักดิ์-ยิ่งลักษณ์" 23 ม.ค. จี้สมาชิกเข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน ซึ่งพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา โดยในช่วงค่ำของวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นว่าด้วยสิทธิในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ซึ่ง อนุกมธ.ฯได้นำบทบัญญัติของมาตรา 63 ในรัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณา

ทั้งนี้มีการเพิ่มเติมจากบทบัญญัติเดิม คือ การจำกัดเสรีภาพของการชุมนุมไม่สามารถทำได้ ยกเว้นอาศัยอำนาจตามกฎหมาย หรือชุมนุมได้เท่าที่จำเป็น และเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การสาธารณสุข หรือการคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น โดยที่ประชุมได้ผ่านการพิจารณาตามการเสนอของอนุ กมธ.ฯ

นอกจากนี้กมธ.ยกร่าง ได้พิจารณาร่างมาตรา (1/2/3)4 เป็นบทบัญญัติที่เขียนเพิ่มใหม่ ว่าด้วยบุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ โดยกมธ.ฯ ไม่มีใครติดใจหรือขอแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำทำให้ผ่านการพิจารณาโดยใช้เวลาไม่นาน

"พรเพชร"นัดสนช.ลงมติถอดถอน23ม.ค.

ที่รัฐสภามีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นประธาน มีการพิจารณากระบวนการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นขั้นตอนการซักถามประเด็นตามที่ที่ประชุมสภา สนช.กำหนดตามญัตติของสมาชิก สนช. โดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ซักถาม

นายพรเพชร แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ในวันที่ 21 ม.ค.นี้ จะมีการประชุมสนช.เพิ่มอีก 1 วัน เพื่อพิจารณาคดีถอดถอนอดีต 38 ส.ว.กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว.โดยมิชอบ และการแถลงปิดคดีถอดถอนนายนิคม และนายสมศักดิ์ ส่วนวันที่ 22 ม.ค.จะแถลงปิดคดีถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากนั้นที่ประชุมสนช.จะลงมติถอดถอนทั้งหมดในวันที่ 23 ม.ค.โดยเป็นการประชุมลับ

ทั้งนี้นายพรเพชร ได้กำชับสมาชิกว่า หากไม่ติดภารกิจจำเป็นจริงๆขอให้มาร่วมประชุมเพื่อลงมติ รวมทั้งขอให้สมาชิกสนช.ไม่แสดงความเห็นในทางคดี

สนช.ซักถามป.ป.ช.8ข้อ

จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการซักถาม โดยกมธ.มีคำถามทั้งหมด 8 ข้อที่ถาม ป.ป.ช.ดังนี้ 1.เหตุใด ป.ป.ช.จึงยืนยันส่งคดีถอดถอนนายนิคมให้ สนช. ทั้งที่ไม่ใช่วุฒิสภา 2.ขอให้ ป.ป.ช.ระบุฐานความผิดที่ส่งให้ สนช.ดำเนินการให้ชัดเจนว่า นายนิคมมีความผิดตามกฎหมายใดบ้าง 3.การที่ ป.ป.ช.ระบุว่า การตัดสิทธิการอภิปราย มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือวาระซ่อนเร้น ขอให้ขยายความว่ามีผลประ โยชน์ซ่อนเร้นอย่างไร 4.พฤติการณ์ของนายนิคมมีความผิดทางอาญาหรือไม่ และการดำเนินการถอดถอนจะกระทบต่อการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองหรือไม่

5.การกระทำของนายนิคมที่บอกว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมายสร้างความเสียหายให้ใคร อย่างไร 6.นายนิคมอ้างว่า ทำถูกต้องตามข้อบังคับการประชุมข้อ 59 ที่ระบุว่า เมื่อมีผู้เสนอญัตติปิดอภิปราย ก็ต้องให้ลงมติปิดอภิปราย เป็นการตีความข้อบังคับโดยถูกต้องใช่หรือไม่ 7.การที่นายนิคมระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเอกสิทธิ์เด็ดขาดของสมาชิกรัฐสภา ผู้ใดจะนำไปฟ้องร้องไม่ได้ แต่เหตุใด ป.ป.ช.ยังคงชี้มูลความผิดนายนิคม และส่งเรื่องให้สนช.ถอดถอน 8.ป.ป.ช.เห็นอย่างไรกับกรณีที่นายนิคมอ้างว่า เมื่อมีการลงมติปิดอภิปราย ประธานจะทำอย่างอื่นไม่ได้ เหตุใด ป.ป.ช.ไม่ยอมรับคำโต้แย้งดังกล่าว

ปปช.ย้ำมีอำนาจไต่สวนชี้มูลถอดถอน

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. ได้ตอบข้อซักถามตอนหนึ่งระบุว่า คำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.นอกจากระบุถึงฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 2550 แล้ว ยังระบุถึงความผิดฐานมีพฤติการณ์ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ การใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 58 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 ด้วย และหลังจาก ป.ป.ช.ลงมติไปแล้ว ปรากฏว่า เกิดการยึดอำนาจ แม้จะให้รัฐธรรมนูญปี 2550 ยุติไปแล้ว แต่มีประกาศจาก คสช.ให้กฎหมาย ป.ป.ช.ยังคงใช้ได้ต่อเนื่อง รวมทั้งให้บทบัญญัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาล และกระบวนการยุติธรรม ยังใช้ได้อยู่ต่อไป จึงทำให้ ป.ป.ช.ยังมีอำนาจส่งเรื่องให้ สนช.ได้

นายวิชา กล่าวว่า ส่วนเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ถูกกล่าวหานั้น ป.ป.ช.เห็นว่า กรณีนี้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาของ ส.ว. โดยแก้ไขให้ ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่มี ส.ว.สรรหา จึงถือว่านายนิคมมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะเป็น ส.ว.อยู่ด้วย โดยเฉพาะการแก้ไขให้ ส.ว.ปัจจุบันลงสมัคร ส.ว.รอบใหม่ได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค ถือว่าได้รับผลประโยชน์เต็มที่ อีกทั้งตัวประธานต้องระมัดระวังในการตัดสิทธิผู้อภิปราย และเหตุใดต้องรีบร้อน ซึ่ง ป.ป.ช.มองว่า เป็นการส่อหรือไม่ การดำเนินการในฐานะประธาน ต้องหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจทำให้ตนได้รับผลประโยชน์ทับซ้อน หรือมีฉายาแห่งการทุจริต

"เมื่อต้นทางดำเนินการมาโดยอาศัยกฎหมาย แล้วจะบอกให้ ป.ป.ช.มายุติเรื่องนี้ ด้วยการอ้างจะขัดกับการสร้างความปรองดองไม่ได้ เพราะแบบนั้นเรียกว่าเป็นหลักอำเภอใจ ธงนำของการไต่สวนของ ป.ป.ช.จะต้องดำเนินการต่อไปให้สุดทาง ส่วนจะถอดถอนได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่ดุลพินิจของ สนช."

"นิคม"อัดสนช.ก็มี"สภาผัว-เมีย"

จากนั้นเป็นกระบวนการซักถามนายนิคม โดยกมธ.ซักถามได้ตั้งคำถาม 7 ข้อ อาทิ นายนิคมจะได้รับประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว.หรือไม่ ผ่านการได้มีโอกาสลงเลือกตั้ง ส.ว.อีกครั้ง เหตุใดถึงต้องสั่งลดจำนวนวันประชุมวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรเพื่อไปประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแทน และในฐานะประธานการประชุมได้ทราบถึงพฤติกรรมที่มีสมาชิกรัฐสภาได้เสียบบัตรลงมติแทนกันหรือไม่ และการกระทำดังกล่าวขัดต่อข้อบังคับการประชุมและกฎหมาย และอยู่ในอำนาจที่จะวินิจฉัยในที่ประชุมหรือไม่ ซึ่งในฐานะที่เป็นรองประธานรัฐสภาจะต้องปรึกษาหารือกับประธานรัฐสภาในการปิดอภิปรายเพื่อลงมติหรือไม่

นายนิคม ชี้แจงตอนหนึ่งว่า เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่สามารถเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ผิดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ผ่านสภา ต่อไปจะมีแต่ ส.ว.เลือกตั้ง ไม่มีสรรหาอีก เรื่องที่ห่วงสภาผัวเมีย ตนเห็นสภานี้ก็มีเต็มไปหมดทำไมไม่พูด เวลานี้ในที่ประชุมแห่งนี้ก็มีสามีภรรยา

โต้ประโยชน์ทับซ้อน-ยันเป็นกลาง

นายนิคม ตอบคำถามอีกว่า การทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมก็ต้องทำตามข้อบังคับการประชุมข้อ 5 ข้อ 6 และรัฐธรรมนูญมาตรา 122 มาตรา 125 มาตรา 126 ต้องปฏิบัติหน้าที่แทนประธานรัฐสภา เมื่อประธานสภาไม่อยู่หรือได้รับมอบหมาย ดังนั้นการทำหน้าที่จึงอาศัยข้อบังคับการประชุม ไม่จำเป็นต้องปรึกษาใคร ส่วนที่มีสมาชิกทักท้วงว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตนลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับคือมาตรา 190 และมาตรา 68 ประกอบมาตรา 237 ส่วนการแก้ไขที่มา ส.ว.ไม่ได้ร่วมลงชื่อ ซึ่งการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมยึดหลักข้อบังคับการประชุมเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ดังนั้น ท่านก็อย่าไปคาดการณ์ว่าผู้ที่ทำหน้าที่จะไม่วางตัวเป็น

“ผมไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยอารมณ์หรือให้ทันวันที่ 2 มีนาคม วันนี้มาบอกว่าผมมีประโยชน์ทับซ้อน ความจริงคนที่ลงมติไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ โดยในนั้นมี สนช.ที่เป็นอดีต ส.ว.อย่างนี้จึงมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะท่านกำลังรักษาสถานภาพของความเป็น ส.ว.สรรหาเอาไว้ เพราะรู้ว่าหากปล่อยให้รัฐธรรมนูญไปท่านจะหมดสถานะ วันนี้ขอระบายความในใจ แม้กระทั่งเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม ส.ว.ก็มีมติยับยั้ง แต่กลับกล่าวว่าไปรับเงินจากคนแดนไกล จากรัฐบาล ผมกับท่านก็มีเจตนาเดียวกัน ไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย” นายนิคม กล่าว

"สมศักดิ์"โต้ปลอมร่างแก้รธน.

ต่อที่ประชุมได้เริ่มกระบวนการซักถามนายสมศักดิ์ โดยกมธ.ซักถาม ได้ตั้งคำถาม 6 ข้อ อาทิ เรื่องการบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทนร่างเดิมที่สมาชิกเข้าชื่อเสนอ โดยมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาไปจากเดิม เรื่องการกำหนดวันแปรญัตติที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม เรื่องการเสียบบัตรแทนสามารถทำได้หรือไม่ และได้ทักท้วงหรือไม่ เป็นต้น

นายสมศักดิ์ ได้ตอบข้อซักถามว่า ขอปฏิเสธเรื่องการปลอมแปลงเอกสารอย่างสิ้นเชิง ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องปกติของงานธุรการสภา เมื่อมีการเสนอร่างกฎหมายตามขั้นตอนต้องผ่านสำนักการประชุม เมื่อมีการตรวจสอบเอกสารอย่างถูกต้อง จึงจะเสนอมาให้ตน

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การตัดสิทธิผู้อภิปรายขึ้นอยู่กับแต่ละสถานการณ์ ซึ่งประธานไม่มีสิทธิตัดสิทธิผู้ที่สงวนคำแปรญัตติในการอภิปราย เว้นแต่ที่ประชุมลงมติเป็นอย่างอื่น ซึ่งข้อบังคับกำหนดไว้ชัดเจน ข้อกล่าวหาที่ว่าตนรวบรัด ตัดตอน จำกัดสิทธิ ไม่ให้ความสำคัญเสียงข้างน้อย ตั้งแต่มีรัฐสภามาไม่เคยมีประธานคนใดอะลุ่มอล่วยให้สิทธิสมาชิกอภิปรายมากเท่าตน