วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.ยกร่างรธน.ฯผ่านมาตราว่าด้วยการมีร่วมของปปช.

"กมธ.ยกร่างรธน.ฯ"ผ่านมาตราว่าด้วยการมีร่วมของปปช. คงหลักการเดิมรธน.50

เล็งเขียนกฎหมายขีดเส้นให้รัฐสภารับร่างกม.ปชช.ไปพิจารณา แย้มรธน.ใหม่แก้ไขได้ โดยการลงประชามติของปชช.

การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เข้าสู่การพิจารณาเป็นรายมาตรา ในหมวด2ประชาชน ส่วนที่ 3 การมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งทางอนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาราได้นำเสนอทั้งสิ้น 4 ร่างมาตรา โดยมีสาระสำคัญในการพิจารณา ร่างมาตรา (1/2/3)1 ว่าด้วยสิทธิการรับรู้และแสดงความคิดเห็นของพลเมืองต่อประเด็นนโยบายสาธารณะ ร่างกฎหมาย กฎ และโครงการที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิต ทั้งนี้ ที่ประชุมไม่ได้มีการขอแก้ไขหรือปรับเพิ่มถ้อยคำทำให้ ร่างมาตราดังกล่าวผ่านการพิจารณาตามบทบัญญัติที่อนุกมธ.ฯ เสนอ ต่อจากนั้นเป็นการพิจารณา ร่างมาตรา (1/2/3)2 ว่าด้วยสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย ซึ่งอนุกมธ.ฯ ได้นำความของมาตรา 163 ในรัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณาและเพิ่มเติมในสาระที่กำหนดให้องค์กรของรัฐซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำและตรวจพิจารณาร่างกฎหมายมีหน้าที่สนับสนุนการจัดทำร่างกฎหมายของพลเมืองตามที่กฎหมายบัญญัติด้วย ทั้งนี้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมสาระสำคัญโดยการกำหนดเงื่อนไขหรือระยะเวลาที่สภาต้องรับหลักการแห่งร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชนเพื่อเป็นหลักประกันว่าร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชนจำนวน 1 หมื่นคนนั้นจะได้รับการพิจารณา แต่ทางกมธ.ยกร่างฯ อีกฝั่งได้แสดงความเห็นแย้ง พร้อมยกเหตุผลประกอบว่าเมื่อประชาชนเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาแล้วเป็นเอกสิทธิของผู้แทน คือส.ส. ที่จะพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว โดยไม่มีการกำหนดหรือบังคับไว้ อย่างไรก็ตามในข้อเสนอดังกล่าวนั้นเห็นควรที่จะให้ไปบัญญัติไว้ในส่วนของร่างกฎหมายที่จะกำหนดเพื่อเป็นวิธีปฏิบัติมากกว่า ทั้งนี้ กมธ.ฯ ได้ให้การยอมรับและขอถอนในถ้อยคำที่ขอให้แก้ไข จึงทำให้ร่างมาตราดังกล่าวผ่านการพิจารณา

จากนั้น ได้พิจารณาร่างมาตรา (1/2/3)3 ว่าด้วยการทำประชามติของประชาชน ซึ่งนำความในมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาและเพิ่มเติมถ้อยคำให้ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งสามารถทำประชามติในส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับหลักการของรัฐธรรมนูญ โดย อนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติฯ ระบุถึงหลักการสำคัญดังกล่าวว่า ในความหมายที่แท้จริงคือ การวางหลักการให้ประชาชนมีสิทธิให้คำปรึกษากับรัฐบาลได้ และทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้ทั้งนี้ต้องไม่แย้งกับหลักการของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เช่น กรณีที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีสองสภา คือสภา ส.ส. และวุฒิสภา การทำประชามติจะทำเพื่อแก้ไขให้ใช้ระบบ สภาเดียว ไม่ได้เป็นต้น

ทั้งนี้ กมธ.ได้อภิปรายและขอปรับถ้อยคำให้นำประเด็นของการทำประชามติที่ระบุว่า เป็นเรื่องที่กระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประเทศและประชาชนต้องนำเรื่องมาสอบถามประชาชนและให้ลงประชามติตัดสิน ซึ่งอนุกมธ.ฯ ไม่ได้ระบุไว้ โดยที่ประชุมได้มีการอภิปรายนานกว่า 1 ชั่วโมก่อนจะสรุปให้ปรับแก้ถ้อยคำตามที่ กมธ.ฯ มีความเห็น ซึ่งมีสาระดังนี้ มาตรา (1/2/3) 3 วรรคแรกระบุว่า “พลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งย่อมมีส่วนร่วมตัดสินใจโดยการออกเสียงประชามติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือในกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้มีการออกเสียงประชามติเนื่องจากเป็นเรื่องที่อาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชนหรือในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ” ส่วนวรรคสองระบุว่า “การออกเสียงประชามติตามวรรคหนึ่งอาจจัดให้เป็นการออกเสียงเพื่อเป็นข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติในปัญหาที่จัดให้ออกเสียงประชามติหรือการออกเสียงเพื่อให้คำปรึกษากับคณะรัฐมนตรีก็ได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติเป็นการเฉพาะ” และวรรคสาม ระบุว่า “ การเออกเสียงประชามติต้องเป็นการออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในกิจการตามที่จัดให้ออกเสียงประชามติ และการจัดให้มีการออกเสียงประชามติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือเกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคลจะกระทำไม่ได้”

จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาร่างมาตรา (1/2/3) 4 เป็นบทบัญญัติของมาตรา 69 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ว่าด้วยบุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ โดยกมธ.ฯ ไม่มีใครติดใจหรือขอแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำทำให้ผ่านการพิจารณาโดยใช้เวลาไม่นาน