วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'นิคม-สมศักดิ์-ยิ่งลักษณ์'ลุ้นระทึก

'นิคม-สมศักดิ์-ยิ่งลักษณ์'ลุ้นระทึก

(รายงาน) เปิดกระบวนการซักถามคดีถอดถอน "นิคม-สมศักดิ์-ยิ่งลักษณ์" ลุ้นระทึก

งวดเข้ามาทุกทีสำหรับคดีถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตรองประธานรัฐสภา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดยมิชอบ

และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว

หลังจากมีการแถลงเปิดสำนวนคดีต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สัปดาห์นี้ก็เป็นคิวของกระบวนการซักถามคู่กรณี โดยสนช.ได้มีการนัดประชุมในวันที่ 15 ม.ค.เพื่อซักถาม นายนิคม กับนายสมศักดิ์ และวันที่ 16 ม.ค.เป็นคิวซักถาม นางสาวยิ่งลักษณ์ ซึ่งสนช.ได้ตั้ง "คณะกรรมาธิการซักถาม" (กมธ.ซักถาม) จากสมาชิกสนช.จำนวน 9 คนต่อ 1 กรณี เพื่อเป็นตัวแทนของสนช.ในการซักถามข้อสงสัยต่างๆ

ส่วนคำถามนั้น สมาชิกสนช.ได้ยื่นญัตติซักถามต่อ กมธ.ซักถามเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่ากรณีของนายนิคม สนช.ยื่นถาม ป.ป.ช.จำนวน 16 คำถาม ถามนายนิคม 17 คำถาม คดีนายสมศักดิ์ สนช.ยื่นถาม ป.ป.ช. 19 คำถาม และถามนายสมศักดิ์ 9 คำถาม

ทั้งนี้ กมธ.ซักถามได้จัดกลุ่มคำถามแยกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ข้อเท็จจริง 2.ข้อกฎหมาย และ 3.ความเห็น ซึ่งการซักถามนั้นจะเน้นเรียงลำดับเหตุการณ์ให้สมาชิกเข้าใจในประเด็น เพื่อให้สามารถตัดสินใจในการลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนได้

ขณะที่กรณีของนางสาวยิ่งลักษณ์ มีสนช.ให้ความสนใจยื่นญัตติซักถามมากถึง 61 คำถาม

ก่อนเปิดเวทีซักถาม กมธ.จะพิจารณาแยกแยะคำถาม โดยแบ่งเป็นประเด็นให้ชัดเจนเรียงลำดับเหตุการณ์ และจัดกลุ่มคำถาม ส่วนที่อยู่นอกเหนือประเด็น หรือซ้ำซ้อน ก็จะตัดออกไป คาดว่าหลังจากที่ กมธ.ได้ขมวดประเด็นแยกเป็นกลุ่มๆ แล้ว เชื่อว่าน่าจะเหลือไม่กี่คำถาม และ กมธ.ซักถามจะกำหนดตัวบุคคลในการซักถาม คาดว่าน่าจะไม่เกิน 5 คนในแต่ละกรณี ส่วนจำนวนคำถามจะอยู่ระหว่าง 20-30 คำถาม

หากมองย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน สมัยวุฒิสภามีกรณีถอดถอนนักการเมือง ทั้งกรณี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปรากฏว่าญัตติซักถามก็ไม่ได้มีจำนวนมากมายเหมือนเช่นปัจจุบัน โดยมีไม่เกิน 20 คำถาม ทำให้กระบวนการซักถามนั้นรวดเร็ว

แต่ครั้งนี้ถือได้ว่ามีคำถามมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว อาจเป็นเพราะคนที่ถูกถอดถอนล้วนเป็นคนที่อยู่ในกลุ่มอำนาจเก่า และคดีเป็นที่น่าสนใจ รวมถึงตัวบุคคลที่มีสถานะเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี และเมื่อเจาะลึกลงไปถึงตัวสมาชิกสนช.ที่ยื่นซักถามทั้งในกรณีของนายนิคม และนางสาวยิ่งลักษณ์ ส่วนใหญ่เป็นขั้วตรงข้ามของผู้ถูกยื่นถอดถอน นั่นคือ "กลุ่ม 40 ส.ว."

ขณะที่สนช.สายทหารดูจะไม่สนใจกรณีถอดถอนนายนิคมกับนายสมศักดิ์เท่าไร แต่พุ่งเป้าไปที่นางสาวยิ่งลักษณ์ เพราะน่าจะส่งผลต่อสถานการณ์การเมือง

จากการตรวจสอบพบว่า กรณีถอดถอนเรื่องจำนำข้าว มี สนช.ที่เป็นสายทหารยื่นญัตติซักถามถึง 4 คน ขณะที่สนช.สายอื่นๆ ที่ยื่นซักถามก็มีความหลากหลาย ไม่เฉพาะกลุ่ม 40 ส.ว.เท่านั้น ยังมีกลุ่ม สนช.ที่เป็นอดีตข้าราชการร่วมวงด้วย

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของประเด็นคำถาม ถูกกำหนดให้เป็นความลับ หากใครแพร่งพรายออกไปถือว่ามีความผิด ที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่ต้องการให้คู่กรณีได้รับทราบถึงคำถามเพื่อนำไปหาข้อมูลมาตอบได้ง่ายๆ แต่ต้องการให้เป็นการตอบแบบสดๆ ในที่ประชุมสนช. เหมือนกันการสอบที่ต้องไม่มีข้อสอบรั่วไหล ถ้าคนตอบรู้คำถามก่อน ก็เท่ากับปาหี่

แต่ก็เป็นที่คาดหมายกันว่า ในกรณีจำนำข้าวของ นางสาวยิ่งลักษณ์ คงไม่พ้นเรื่องตัวเลขของโครงการที่ทำความเสียหายหลายแสนล้านบาท เหตุใดจึงไม่สั่งยกเลิกโครงการ ขณะที่คำถามที่มีต่อนายนิคมและนายสมศักดิ์ ส่วนใหญ่จะถามเรื่องการทำหน้าที่ควบคุมการประชุม

เฉพาะนายสมศักดิ์ มีเรื่องของการปลอมแปลงเอกสารด้วย ซึ่งเข้าข่ายความผิดทางอาญา เพราะมีการกล่าวหาว่ามีการสับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญร่างใหม่มาใช้แทนร่างในช่วงการพิจารณาจริง

สำหรับรูปแบบการซักถามนั้น กมธ.ซักถามทั้งหมดจะนั่งอยู่หน้าบัลลังก์ประธาน แล้วก็เริ่มซักถามคู่กรณี โดยจะถามผู้กล่าวหา (ป.ป.ช.) หรือผู้ถูกกล่าวหา (นายนิคม นายสมศักดิ์ นางสาวยิ่งลักษณ์) โดยจะไล่ซักถามไปทีละข้อ แบบถาม-ตอบ จนจบคำถามของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จากนั้นก็ไปซักถามอีกฝ่ายหนึ่งต่อจนจบกระบวนการซักถาม โดยที่สมาชิกสนช.ไม่มีสิทธิ์ลุกขึ้นอภิปรายหรือสอบถาม มีหน้าที่เพียง "นั่งฟัง" เท่านั้น จากนั้นประธานในที่ประชุมก็จะมีการกำหนดวันแถลงปิดคดี

ลักษณะกระบวนการซักถาม เปรียบเหมือนการพิจารณาไต่สวนในชั้นศาล โดย กมธ.ซักถามทำหน้าที่คล้ายเป็นอัยการ ถามผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา ขณะที่สมาชิกสนช.มีหน้าที่เพียงรับฟังข้อมูล ก็จะเป็นเหมือน "คณะลูกขุน" ที่จะต้องนำข้อมูลทั้งหมดของทั้งสองฝ่ายไปประกอบการตัดสินใจลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่

ทั้งนี้ตามข้อบังคับการประชุมสนช. เมื่อมีการซักถามเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้องกำหนดวันแถลงปิดคดีไม่เกิน 7 วันนับแต่วันซักถาม โดยให้คู่กรณียื่นคำแถลงปิดสำนวนด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ และหลังจากวันแถลงปิดคดีแล้ว ก็ต้องกำหนดวันประชุมเพื่อลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนภายใน 3 วันนับแต่วันแถลงปิดคดี ซึ่งการลงมตินั้นให้เป็นการประชุมลับ

กระบวนการถอดถอนได้เดินมาเกือบสุดทางแล้ว ห้วงเวลาจากนี้ไปจนถึงสิ้นเดือน ม.ค.กระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็จะจบลง และเป็นตัวตัดสินอนาคตทางการเมืองของผู้ถูกกล่าวหา และอาจลุกลามไปถึงอนาคตความสงบสุขของบ้านเมืองในช่วงการปฏิรูปด้วย