"พล.ต.อ.วัชรพล" เสนอปรับกองบัญชาการเป็น "นิติบุคคล" มีอิสระบริหารงาน-งบประมาณ จำทำให้ปฏิรูปตำรวจไปถูกทาง
วานนี้ (13 ม.ค.) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดเสวนาในหัวข้อ "การปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ" โดยมี พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ สมาชิก สนช. ในฐานะรองประธาน กมธ.การกฎหมายฯ นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธาน กมธ. ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม พล.ต.ท.ปัญญา เอ่งฉ้วน ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปช. เข้าร่วมอภิปราย
ทั้งนี้ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. กล่าวเปิดการสัมมนาตอนหนึ่งว่า ต้องการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนำเสนอข้อเท็จจริง รวมถึงสภาพปัญหาการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกำหนดแนวทางในการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน
"ที่ผ่านมาโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเป็นแบบดั้งเดิม เน้นสายบังคับบัญชา และอำนาจหน้าที่การควบคุมบังคับบัญชา รวมถึงการกระจายอำนาจการบริหารงาน และปัญหาการแต่งตั้งตำรวจในระดับต่างๆ ซึ่งถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองโดยตลอด ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง" นายพรเพชร กล่าว
พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจถือเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ และคาดหวังรวมถึงตัวเขาในฐานะข้าราชการตำรวจด้วย ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจมีประเด็นทางสังคม แต่เชื่อว่า คนที่เข้ามาเป็นตำรวจก็อยากเป็นตำรวจที่ดี มีจิตวิญญาณมุ่งมั่นรับใช้สังคม แต่ปัญหาของตำรวจไทยคือเรื่องความเชื่อมั่นในระบบคุณธรรมว่าถ้าทำงานอย่างเต็มที่แล้วจะได้รับการตอบแทนที่เหมาะสมอย่างไร ดังนั้นการสร้างความเชื่อมั่นให้ข้าราชการตำรวจจึงเป็นเรื่องสำคัญอีกประการหนึ่ง รวมถึงความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งรัฐต้องลงทุน
ทั้งนี้ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวตอนหนึ่งในการสัมมนาว่า เรื่องการกระจายอำนาจคิดว่ายังเป็นไปไม่ได้ที่จะโอนตำรวจไปอยู่กับท้องถิ่นเพราะเชื่อว่าจะทำให้ซ้ำซ้อนและฟุ่มเฟือย แต่สิ่งที่อยากเห็นคือการกระจายอำนาจสู่ระดับกองบัญชาการ
"อยากเห็นกองบัญชาการเป็นนิติบุคคล ให้ผู้บัญชาการรับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ มีอิสระในการบริหารและมีงบประมาณ หากทำได้จะทำให้มีความรับผิดชอบเกิดขึ้นและ ผบ.ตร.จะได้ไปดูแลบูรณาการในภาพรวมหรือกฎหมาย" พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว
นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงแนวคิดการให้คนนอกมามีส่วนร่วมในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจว่า คิดว่าแนวคิดนี้คงไม่เหมาะสม แต่ถ้าให้มาเป็นที่ปรึกษาน่าจะดีกว่า
นายเสรี กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือจะทำอย่างไรให้องค์กรตำรวจดีขึ้น ซึ่งต้องถามก่อนว่าตำรวจอยากปฏิรูปอะไร เราต้องหาคำตอบร่วมกัน แต่ประเด็นสำคัญที่มีการเรียกร้องคือ การกระจายอำนาจที่ต้องมีความชัดเจน รวมถึงการสร้างมาตรฐานเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายว่าจะทำได้อย่างไร
นอกจากนี้ องค์กรตำรวจยังถูกครหามาก โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใส การมีส่วนเกี่ยวข้องกับอบายมุข และผลประโยชน์บางคนอยากไปอยู่โรงพักเกรดเอที่มีแหล่งอบายมุข และผลประโยชน์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปัญหาด้านภาพลักษณ์
เขากล่าวต่อว่า ส่วนปัญหาทางกฎหมายที่กระทบต่อโครงสร้างตำรวจ คือ พ.ร.บ.ตำรวจ ที่ต้องมีการพิจารณาปัญหาทั้งองค์กร บุคลากร อำนาจหน้าที่ และผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ อย่างไรก็ตามการถ่ายโอนภารกิจเพื่อลดภาระของตำรวจ ซึ่งจำเป็นต้องมีการทำโดยเร็วที่สุด เพื่อทำให้ภารกิจในการทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
ด้าน พล.ต.ท.ปัญญา กล่าวว่า ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง ตำรวจมักเป็นจำเลยหลักของสังคมที่จะถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงด้วย แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องฟังจากทุกส่วน วันนี้กระแสจากภายนอกตำรวจเหมือนถูกรุมให้มีการปรับเปลี่ยนบ้านทั้งหลัง แต่หากเปิดใจรับฟังจะเห็นว่าเป็นความปรารถนาดี แต่ทั้งหมดต้องไปดูพื้นฐานความเป็นจริง เพราะคนนอกองค์กรกับคนในองค์กรมองคนละแบบ
เขากล่าวว่า อย่างแรกที่ทุกฝ่ายต้องทำคือการปรับทัศนคติ ซึ่งต้องเปิดใจกว้าง เท่าที่ฟังมาปัญหาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประเด็นที่ตัวบุคคล บทบาทอำนาจหน้าที่ และระบบ ซึ่งสิ่งที่สังคมเรียกร้องคือการกระจายภารกิจของตำรวจ แต่ทั้งนี้เรื่องการกระจายภารกิจนั้นมีระบุไว้ในกฎหมายชัดเจนอยู่แล้ว หากหน่วยงานใดพร้อมรับโอนก็ให้ตราเป็นกฎหมายได้ทันที เรื่องนี้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำรวจฝ่ายเดียว
อย่างไรก็ดี เขากล่าวว่า สำหรับงานสอบสวนนั้นเห็นว่าตำรวจสอบสวนฝ่ายเดียวมาตั้งแต่ปี 2506 เป็นงานตำรวจโดยแท้ การปรับโอนไปให้หน่วยอื่นจะไม่คุ้มค่าเพราะต้องสร้างระบบขึ้นมาใหม่
"ปัญหาของตำรวจไม่ไช่องค์กรรวม แต่อยู่ที่ปัจเจก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปรียบเหมือนเชือกเส้นใหญ่ บางเส้นอาจจะลุ่ยออกมา แต่เชือกส่วนใหญ่ยังใช้ได้อยู่ และไม่ว่าสนช.และสปช.จะคิดอย่างไรต่อการปฏิรูปตำรวจ สุดท้ายก็ต้องไปแก้ไขที่กฎหมาย" พล.ต.ท.ปัญญา กล่าว
ขณะที่ นายวันชัย กล่าวว่า วันนี้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันแล้วว่าตำรวจต้องปฏิรูป ปัญหาต่างๆ ต้องได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะการถูกแทรกแซงทางการเมือง จึงต้องทำให้องค์กรนี้มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ การแต่งตั้งโยกย้ายต้องเป็นธรรม ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง
นอกจากนี้ ต้องมีการกระจายอำนาจ ภาคประชาชนจะต้องมีส่วนสำคัญในการเข้ามาดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ การแต่งตั้ง ถอดถอน และคงไม่เหมือนคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) ที่ มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงต้องมีการถ่ายโอนอำนาจหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนสอบสวนคดีไปยังหน่วยงาน ที่เหมาะสมตามที่กฎหมายบัญญัติ อะไรเป็นงานที่ไม่ตรงภารกิจต้องเปลี่ยนแปลง
เขากล่าวว่า ทั้งหมดเป็นกรอบใหญ่ๆ ที่คุยกันในกรรมาธิการ แต่คงไม่ได้ปรับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งเชื่อว่าปรับแล้วจะต้องดี ทั้งนี้ยืนยันว่าการปรับเปลี่ยนไม่ได้ต้องการทำร้ายหรือทำลายองค์กร แต่ทำเพื่อองค์กรตำรวจและประชาชน เป็นการทำเพื่อส่วนรวม ส่วนในรายละเอียดอยู่ระหว่างการหารือและการรับฟังความเห็นครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง





