วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถกลึก'ข้อเสนอ'อนุกมธ.ยกร่างฯ

(รายงาน) ถกลึก "ข้อเสนอ" อนุกมธ.ยกร่างฯ ศาลรธน.มีอำนาจวินิจฉัยมาตรา 7

คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) ที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ได้ขยับการทำงานไปอีกขั้น ด้วยการเริ่มประชุมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราครั้งแรก เมื่อวานนี้ (12 ม.ค.) และจะประชุมต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์หน้า

ร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราที่เป็น "ตุ๊กตา" นำมาพิจารณากันนั้น เป็นร่างที่ได้จากการทำงานของคณะอนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราแห่งรัฐธรรมนูญ ที่มี นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน

ร่างนี้เป็นการยกร่างรายมาตราเบื้องต้นในส่วนของบททั่วไป และภาค 1ว่าด้วยพระมหากษัตริย์และประชาชน

ภาพรวมของการประชุมเมื่อวาน ที่ประชุมได้อ่านร่างรายมาตราซึ่งนำเสนอโดย นางกาญจนารัตน์ พร้อมอ่านความเห็นที่เกี่ยวกับมาตรานั้นๆ ของผู้ที่ได้เสนอความเห็นเอาไว้ จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประชาชนทั่วไป และพรรคการเมือง เพื่อประกอบการพิจารณา

จากนั้นจึงถึงช่วงที่ให้ กมธ.ยกร่างฯ อภิปรายแสดงความเห็น โดยตัดสินว่าจะใช้ถ้อยคำและบทบัญญัติตามที่ยกร่างเป็นเบื้องต้นหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมที่มี นายบวรศักดิ์ เป็นประธาน จะเป็นผู้ตัดสิน โดยยึดหลักการอภิปรายบนเหตุผลตามเสียงข้างมาก

สำหรับการประชุมในรายละเอียดของบททั่วไปที่ระบุถึงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาทิ ระบบปกครอง, การใช้อำนาจอธิปไตย, รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ที่มีจำนวนมาตราทั้งสิ้น 7 มาตรา เรียงลำดับมาตรา 1-7 ที่ประชุมมีมติให้ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 1-6 คงถ้อยคำและบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

ขณะที่ร่างมาตรา 7 อนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราฯ เสนอบทบัญญัติวรรคแรกระบุว่า "เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

ส่วนวรรคสองระบุว่า "ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำหรือการวินิจฉัยกรณีใดตามวรรคหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนก็ได้ แต่สำหรับศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดให้กระทำได้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี และเมื่อมีมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด"

ทั้งนี้ บทบัญญัติในวรรคสอง เป็นการบัญญัติเติมขึ้นมาใหม่ ไม่มีในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 โดยเหตุผลที่เพิ่มเติมวรรคสองนั้น อนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราฯ อธิบายว่าเพื่อเป็นการแก้ปัญหากรณีที่เคยเกิดขึ้น เกี่ยวกับการเสนอขอ "นายกรัฐมนตรีพระราชทาน" ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ดังนั้นการกำหนดเป็นกรณีให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยเพื่อแก้ปัญหาในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หรือตามประเพณีการปกครอง ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงที่จะเกิดกรณีดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ในการอภิปรายแสดงความเห็นของ กมธ.ยกร่างฯ มีความเห็นที่แตกต่างออกไป โดยมีผู้เสนอให้ตัดข้อความในวรรคสองออกทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่ามีเพียงข้อความในวรรคหนึ่งก็สามารถอธิบายความในตัวได้อยู่แล้ว ขณะที่การไปให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถือเป็นการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงการทำงานของฝ่ายต่างๆ ได้ เช่น ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ

นอกจากนี้ในวรรคสองที่ระบุว่า "กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำหรือการวินิจฉัยกรณีใดตามวรรคหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนก็ได้" ถือเป็นถ้อยคำที่ทำให้องค์กรที่มีอำนาจไม่กล้าตัดสินใจในการกระทำตามอำนาจนั้นๆ ขององค์กรตนเอง และจะยื่นเรื่องไปสอบถามกับศาลรัฐธรรมนูญในทุกประเด็น และจะก่อให้เกิดคดีไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญจำนวนมาก

อีกทั้งยังมี กมธ.ยกร่างฯบางราย ติดใจสงสัยการเขียนข้อความในวรรคสองว่า นอกจากเป็นการอุดช่องว่างแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างอื่นอีกหรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้ อนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราฯ ชี้แจงว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์

ที่ประชุมมีความเห็นในช่วงท้ายว่า การวินิจฉัยกรณีใดๆ มีผู้ขอให้เพิ่มคำว่า "หลักกฎหมาย" เข้าไปให้ชัดเจนว่าต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก แต่ทางอนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราฯ เห็นแย้งว่ากรณีการเขียนถ้อยคำดังกล่าวจะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการรับทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องทางอาญาที่มีหลักกฎหมายกำหนดไว้ กลายเป็นมีอำนาจตีความกฎหมายทุกฉบับ รวมถึงกฎหมายอาญาด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงทั้งหมดมีข้อสรุป คือ ให้คงไว้ตามร่างที่คณะอนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราฯเสนอ โดยใช้เวลาอภิปรายในมาตรานี้ถึง 2 ชั่วโมง