(รายงาน) "สปช.-ทีมยกร่างฯ"ชูโรดแมพปรองดอง เขียน รธน.ตั้ง"คนกลาง"สยบขัดแย้ง
ก้าวเข้าสู่ 2558 เพียงไม่กี่วัน ก็เริ่มเห็นโรดแมพการเมืองในมิติของการสร้างความปรองดองเพื่อคลี่คลายปัญหาความขัดแย้ง (ทางการเมือง) ไม่ให้ประเทศจมปลักเหมือนห้วง 10 ปีที่ผ่านมา
สูตรที่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เคยเสนอผ่าน "คีย์แมน" อย่าง ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันอีกครั้ง
นั่นก็คือ ค้นหาความจริง เพื่อให้เกิดกระบวนการยอมรับผิดและสำนึก ก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และให้อภัย (หากจำเป็นก็นิรโทษเพื่อปรองดองในท้ายที่สุด)
เมื่อวาน (8 ม.ค.) นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมกับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สปช. และ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ร่วมกันแถลงเรื่องการสร้างความปรองดองควบคู่ไปกับการปฏิรูป ภายหลังการประชุมนัดแรกของคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ความขัดแย้งมีมาตั้งแต่ปี 2548 การยกร่างรัฐธรรมนูญต้องแก้ปัญหา 3 เรื่อง ปัญหาแรกคือปัญหาเฉพาะหน้า ต้องสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น ปัญหาที่สองคือการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และปัญหาที่สามคือการแก้ปัญหาทางการเมือง ทำให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปปรองดองเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้นและระยะยาวไม่ให้ปัญหาเดิมกลับมาเหมือนกับหลังการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นทันที ทั้งนี้เพื่อไม่ให้สังคมไทยถอยหลัง โดยเรื่องการปรองดองต้องทำให้เร็ว
"ผมเห็นว่าการปฏิรูปอาจใช้เวลาถึง 4 ปี แต่การปรองดองไม่ควรถึง 4 ปี โดยใช้กฎหมายเป็นตัวสร้างองค์กรหรือคณะบุคคลเพื่อมาดำเนินการกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน อาจต้องมีการรับผิด จึงนำไปสู่การเยียวยา จดจำเหตุการณ์ไม่ให้เกิดขึ้นอีก แล้วนำไปสู่การให้อภัย แต่ไม่ใช้เริ่มจากการให้อภัยแล้วซุกเรื่องอื่นไว้หมด จากนั้นให้รัฐธรรมนูญสิ้นผลไป เพราะเราปรองดองกันตลอดชาติตลอดไปไม่ได้"
"ฉะนั้นจึงไม่ใช่การเขียนรัฐธรรมนูญบังคับให้คนปรองดอง แต่เป็นการสร้างกระบวนการโดยมีคนกลางและนำคู่ขัดแย้งมาพูดคุย รวมถึงการสร้างกระแสในสังคมเพื่อนำไปสู่ความปรองดอง หากทำไม่ได้การรัฐประหารครั้งนี้ก็เสียของ"
นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ได้นำผลการศึกษาของ คอป.มาประกอบการพิจารณา รวมถึงผลการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าด้วย โดยเห็นว่ารายงาน คอป.เป็นเรื่องที่ดี แต่มีเวลาทำงานน้อย ทำให้ไม่ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนทางสังคมให้คู่ขัดแย้งคุยในทางลับเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหา จึงอยากให้ คอป.ทำงานในส่วนนี้ แต่ คอป.ก็ไม่มีบทบาทหน้าที่แล้ว ดังนั้นจึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำหน้าที่นี้
ด้าน นายเอนก กล่าวว่า การนิรโทษกรรมจะไม่ครอบคลุมการทุจริต ก่ออาชญากรรม และจะไม่ลอยแพการปรองดองให้เป็นไปตามยถากรรม โดยจะมีการสอบถามประชาชน เชิญทุกฝ่ายให้ความเห็นว่าจะทำให้ประเทศไทยกลับเป็นเหมือนเดิมได้อย่างไร พร้อมสร้างกระแสในสังคม เพราะปรองดองในชั้นบนอาจไม่สำเร็จ ต้องให้คนในสังคมเบื่อความขัดแย้งจึงจะปรองดองได้ เนื่องจากความขัดแย้งเกิดจากคนส่วนน้อยไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม อาจต้องมีการเจรจากับกลุ่มต่างๆ โดยจะมีการเยียวยาผู้เสียหายทุกด้านควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะมีกลไกจากการตั้งคณะกรรมการจากคู่ขัดแย้งซึ่งแต่ละฝ่ายยอมรับเข้ามาดำเนินการ
นายเอนก กล่าวด้วยว่า การสร้างความปรองดองที่เป็นรูปธรรมมีการคิดถึงการเขียนรัฐธรรมนูญให้สองฝ่ายคุยกันได้ คิดถึงขนาดให้มีรัฐบาลผสม และยังมีอีกหลายอย่าง แต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลผสมหมายถึงรัฐบาลแห่งชาติใช่หรือไม่ นายเอนก กล่าวว่า อาจจะมองอย่างนั้นก็ได้ แต่ต้องหมายถึงรัฐบาลที่มาทำหน้าที่ปฏิรูปและปรองดองต่อไป
"เราจะร่วมกันผลักดันกับองค์กร กลุ่ม และสถาบันต่างๆ และจะทำงานใกล้ชิดกับ สปช.กับ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เชื่อมกับคณะรัฐมนตรี และ คสช. เรามีความฝันว่าสมานใจ สมานรู้ และสมานฉันท์ แต่ไม่ได้จะมีแต่เรื่องนิรโทษกรรม จะมีการหาข้อเท็จจริง มีกระบวนการให้คนรู้ผิดรู้ถูก และการนิรโทษกรรมจะไม่ครอบคลุมคดีทุจริตคอร์รัปชัน คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และคดีที่มีการสั่งการทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต"
"เราจะทำให้ได้ ประเทศไทยอาจกลับเหมือนเดิมไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จะไปให้ได้มากที่สุด ถ้าจำเป็นเราอาจต้องมีการเจรจากับพรรคการเมืองหรือกลุ่มต่างๆ เพื่อให้เกิดความปรองดอง แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะหน้าคือการเยียวยาทุกด้าน ถ้าพูดถึงในแง่รัฐธรรมนูญ เราจะต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ทั้งสองฝ่ายมาร่วมกัน เราต้องกล้าคิดถึงรัฐบาลผสม ถ้าเราไม่คิดอะไรเลย มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ แต่ในส่วนนี้ยังเป็นเรื่องของรายละเอียด ยังไม่ขอพูดถึง เราคิดอะไรไว้เยอะพอสมควร แต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด" นายเอนก ย้ำ
นายสมบัติ กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายหน่วยงานที่ดูแลภารกิจการสร้างความปรองดอง ทั้ง กมธ.การเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ศูนย์ปรองดองและการสร้างสมานฉันท์ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และอนุ กมธ.ปฏิรูปกลไกการเรียนรู้การปรองดองและการมีส่วนร่วม ของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช.
ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน ภายในสัปดาห์คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สปช.จะเชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเพื่อขับเคลื่อนการสร้างความปรองดองร่วมกัน โดยแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ


