"พิเชฐ" ชี้เว้นภาษีวิจัยสร้างรายได้เข้ารัฐเพิ่ม เชื่อจูงใจภาคธุรกิจลงทุนทำวิจัยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์
"พิเชฐ" แจงข้อวิตกเรื่องรายได้เข้ารัฐลดจากมาตรการเว้นภาษีวิจัยเอกชน 300% ระบุสร้างรายได้เข้ารัฐมากกว่าภาษีที่สูญเสียไปหลายเท่าตัว เชื่อจูงใจภาคธุรกิจน้อยใหญ่ลงทุนทำวิจัยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ เล็งปรับนิยาม "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" ลดข้อจำกัดเอกชนเข้าถึงสิทธิประโยชน์
นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยถึงมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบในหลักการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับค่าใช้จ่ายการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก 200% เป็น 300% ว่า มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย โดยจะจูงใจเอกชนให้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่ม คาดว่าช่วงแรกอาจจะเป็นกลุ่มเอกชนรายใหญ่และบริษัทข้ามชาติที่มีเม็ดเงินลงทุนสูง จากนั้นจะส่งผลให้เอกชนรายย่อยหรือธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็นซัพพลายเชนเริ่มปรับตัวและลงทุนทำวิจัยตาม
“เราไม่สามารถแข่งขันเรื่องแรงงานราคาถูกได้อีก โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งคือ จีน เวียดนามรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าและลาว มีค่าแรงถูกกว่าไทยมาก ภาคเอกชนจำเป็นต้องยกระดับการผลิต ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการวิจัยพัฒนา เพื่อหนีการไล่ตามของคู่แข่งด้านค่าแรง” รมว.วิทยาศาสตร์ฯ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายพิเชฐยอมรับว่า คือ การลดรายได้ของภาครัฐ แต่สำหรับภาคเอกชนนั้น ทำให้เกิดองค์ความรู้ นวัตกรรมที่จะไปเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ทำให้ขายได้มากขึ้น ต้นทุนน้อยลง แต่สิ่งที่ตามมาคือ เพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐในด้านอื่น อาทิ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคลรวมถึงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอันเกิดจากการขายสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและจ้างงานเพิ่มขึ้น จากข้อมูลของภาคเอกชนพบว่า สร้างรายได้เข้ารัฐมากกว่าภาษีที่รัฐสูญเสียไปหลายเท่าตัว
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานให้การรับรองโครงการวิจัยของภาคธุรกิจเอกชน ที่ต้องการยื่นขอรับสิทธิ ระบุว่า ตั้งแต่เริ่มมาตรการยกเว้นภาษีวิจัยและพัฒนา 200% ในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีมูลค่าโครงการวิจัยจากเอกชนสะสมถึง 5,670 ล้านบาท โดยปี 2545 มีผู้ขอรับรองโครงการและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีฯ คิดเป็นมูลค่า 65 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกระทั่งปี 2555 คิดเป็นมูลค่า 1,465 ล้านบาท
นอกจากนี้ จากการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) พบว่า ตัวเลขการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน เพิ่มขึ้นจาก 20,684 ล้านบาท เป็น 26,800 ล้านบาทในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี อย่างไรก็ตามยังไม่เพียงพอกับสภาพการแข่งขันทางธุรกิจที่เข้มข้นในปัจจุบัน
แม้ว่า ครม.ได้เห็นชอบในหลักการ แต่ยังต้องรอทางกระทรวงการคลังจัดทำพระราชกฤษฎีกาเพื่อบังคับใช้ต่อไป ขณะที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯโนโลยีและกระทรวงการคลังต้องทำงานร่วมกันในรายละเอียด โดยเฉพาะด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถบังคับใช้ได้เร็วที่สุด
นอกจากนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ยังได้ผลักดันให้เพิ่มนิยามจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เพื่อลดข้อจำกัดในการวิจัยและพัฒนาของเอกชนบางราย ที่ไม่สามารถใช้มาตรการยกเว้นภาษีเดิม เพื่อขยายฐานและเปิดโอกาสให้เอกชนลงทุนทำวิจัยมากขึ้น
“12 เดือนต่อจากนี้จะเป็นการขับเคลื่อนในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ วทน. ซึ่งรวมถึง 5 นโยบายหลักคือ การนำงานวิจัยและพัฒนาไปต่อนยอดเชิงพาณิชย์, เพิ่มการนำ วทน. ไปรับใช้สังคมและชุมชน, การเพิ่มกำลังคนด้าน วทน., การให้บริการและโครงสร้างพื้นฐาน และการนำ วทน. ไปใช้เพื่อทรัพยากรธรรมชาติ” นายพิเชฐกล่าวและว่า เอสเอ็มอีและโอท็อปจะเป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เร่งทำงานเพื่อนำ วทน.ไปช่วย โดยอยู่ระหว่างการดำเนินงานกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
สิ่งสำคัญคือ มาตรการดังกล่าวยังเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลด้านการเพิ่มการลงทุนวิจัยและพัฒนาของประเทศโดยรวม ให้ได้ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และเพิ่มสัดส่วนการวิจัยและพัฒนาของเอกชนเป็น 70% ต่อ 30% ตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีเคยแถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ


