สนช.เริ่มกระบวนการถอดถอน "นิคม-สมศักดิ์" วันนี้ เผย2อดีตประธานส่อรอดถูกสอย เหตุรธน.50ไม่มีสภาพบังคับใช้
ส่วนคดีถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" ยังลูกผีลูกคน รอฟังการชี้แจงก่อน สนช.สายทหารปัดมี"ไฟเขียว" จาก"ประยุทธ์" ขณะ"วิษณุ"ไม่ห่วงสังคมเกิดความวุ่นวาย "หมอวรงค์" เตือนสนช.อย่าตกหลุมพรางปรองดอง "สมชัย"เชื่อ 20 ม.ค.รู้ฟ้องใครชดเชยเลือกตั้ง
ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) วันนี้(8 ม.ค.) เวลา 10.00 น. ที่ประชุมจะพิจารณาดำเนินกระบวนการถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา อันเป็นผลพวงมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)
สำหรับการประชุม สนช.จะมีการแถลงเปิดสำนวนตามรายงานและความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และการแถลงคัดค้านโต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวน หรือรายงานพร้อมความเห็นของ ป.ป.ช.ของผู้ถูกกล่าวหา นอกจากนี้ยังจะพิจารณาประเด็นซักถามตามญัตติของสมาชิก สนช.ที่เสนอล่วงหน้า และตั้งคณะกรรมาธิการซักถาม
นายนิคม ให้สัมภาษณ์ว่า จะเข้าชี้แจงต่อที่ประชุมสนช.ด้วยตนเอง ซึ่งจะนำเสนอข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พร้อมทั้งพยานหลักฐาน ที่เป็นสำนวนเดียวกับที่ ป.ป.ช.เคยพิจารณาแล้ว ทั้งนี้ ในส่วนของตน ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดฐานส่อว่าจงใจใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 291 ตนจะนำหลักฐานที่มี อาทิ บันทึกการประชุม และรายงานของกรรมาธิการในการแปรญัตติว่ามีเจตนาอย่างไร ชี้แจงให้สมาชิก สนช.ประกอบการพิจารณา
"เหตุผลสำคัญอีกประการที่ผมเดินทางไปชี้แจงสนช.ด้วยตัวเอง เพื่อรักษาบรรทัดฐานของสถาบันนิติบัญญัติแห่งชาติ ว่าการพิจารณาของสมาชิกทุกคนมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ซึ่งเป็นการกระทำที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ หากองค์กรอื่นก้าวล่วงต่อไปสมาชิกจะทำอะไรไม่ได้เลย” นายนิคม กล่าว
เมื่อถามว่ามีความมั่นใจในข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานมากน้อยอย่างไร นายนิคม กล่าวว่า มั่นใจ ไม่มีความกังวล เพราะสิ่งที่เตรียมนำไปชี้แจงต่อสนช.ทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ซึ่งหวังว่าสมาชิกสนช.จะใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจ โดยใช้ดุลยพินิจที่ถูกต้อง
"สมศักดิ์-นิคม"ส่อรอดถอดถอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงมติถอดถอนนายสมศักดิ์ และนายนิคม และคดีถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สนช.ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า คงเป็นไปได้ยากที่จะได้เสียง 3 ใน 5 หรือ 132 เสียงในการถอดถอนทั้งสองคดี เนื่องจากการตรวจสอบเสียงของสนช.ขณะนี้มีเสียงสนับสนุนให้ถอดถอนทั้งสองคดีเต็มที่อยู่ที่ประมาณ 90-100 เสียงเท่านั้น
โดยวัดจากคะแนนเสียงที่ลงมติรับเรื่องคดีถอดถอนนายสมศักดิ์ และนายนิคมไว้พิจารณาที่ได้คะแนนเพียง 87 เสียง และเสียงโหวตที่สนับสนุนให้ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม จำนวน 85 เสียง เมื่อตอนลงสมัครเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่เพียงพอให้ พล.อ.สมเจตน์ ได้รับเลือก โดยกลุ่มสนช.ที่สนับสนุนให้มีการถอดถอนทั้งสองคดีส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอดีต 40 ส.ว. กลุ่มนักวิชาการ และกลุ่มนายทหารนอกราชการบางส่วนเท่านั้น
ขณะที่กลุ่มนายทหาร ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสนช. และกลุ่มข้าราชการ มีท่าทีไม่เห็นด้วยให้ลงมติถอดถอน โดยเฉพาะประเด็นการอ้างอิงถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 นั้น ต่างเห็นตรงกันว่าขณะนี้รัฐธรรมนูญไม่มีสภาพบังคับใช้แล้ว ดังนั้นหากยึดตามหลักการจึงไม่สามารถดำเนินการถอดถอนได้ ต่างจากคดี นางสาวยิ่งลักษณ์ ที่แม้จะมีการอ้างถึงรัฐธรรมนูญ ปี 2550 แต่ยังมีข้อหาเรื่องการทุจริตในโครงการที่มีความเสียหายเป็นตัวเลขที่ชัดเจน รวมทั้งพ.ร.บ.การบริหารราชการแผ่นดินด้วย ซึ่งทำให้สมาชิกส่วนใหญ่ยังไม่ตัดสินใจต้องรอฟังการชี้แจงจากคู่กรณีก่อน
ปัด"ประยุทธ์"ไฟเขียวให้ถอดถอน
พล.ท.ชาญชัย ภู่ทอง สนช. กล่าวว่า สนช.ได้ขอความร่วมมือสมาชิกหากไม่ติดภารกิจที่จำเป็นจริง ๆ ก็ขอให้เข้าร่วมประชุมสนช.เพื่อพิจารณาถอดถอนทุกครั้ง เพื่อให้สมาชิกได้รับฟังข้อมูลทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้กล่าวหา คือ ป.ป.ช. ผู้ถูกกล่าวหา และกรรมาธิการซักถาม โดยเฉพาะในวันลงมติถอดถอนที่เบื้องต้นกำหนดไว้ช่วงวันที่ 21-23 ม.ค. ถือว่ามีความสำคัญ ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องการถอดถอนให้เดินไปตามกระบวนการ ยุติธรรมนั้น ไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณหรือไฟเขียวให้ สนช.ดำเนินการแต่อย่างใด เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
"วิษณุ"ไม่ห่วงสังคมเกิดความวุ่นวาย
ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสนช.พิจารณาถอดถอนนายนิคม นายสมศักดิ์ และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ในวันที่ 8-9 ม.ค.นี้ จะนำความวุ่นวายกลับมาสู่บ้านเมืองอีกหรือไม่ ว่า คนที่คุมกติกาในเรื่องนี้ก็คือประธาน สนช. ซึ่งคงมีความแน่ใจในเรื่องนี้แล้วจึงรับเรื่องเข้ามา และมีการกำหนดวันกำหนดขั้นตอนไปแล้ว ส่วนที่บางฝ่ายออกมาระบุว่า หากมีการถอดถอนจะส่งเรื่องให้มีการถอดถอนอดีตส.ว.บางกลุ่มด้วยนั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่น่าเป็นห่วง เพราะตนเชื่อว่าสุดท้ายคงมีคำตอบที่ชัดเจนได้ และมั่นใจว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้สังคมกลับมาวุ่นวายอีก
"วรงค์"เตือนสนช.อย่าตกหลุมพรางปรองดอง
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในฐานะเป็นผู้มีส่วนติดตามโครงการรับจำนำข้าวของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ในวันที่ 9 ม.ค.นี้ ถือว่าเข้าสู่จุดสุดท้ายของเรื่องนี้กรณีถอดถอน โดย สนช. ทราบว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ จะมาแถลงแก้ข้อหาด้วยตนเอง ตนจึงมีข้อสังเกตแก่ สนช.ในการตัดสินใจ 2 ข้อ คือ 1.มีความพยายามสร้างกระแสเรื่องปรองดองขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้สนช.เกิดความไขว้เขว ไม่ต้องถอดถอนเพื่อจะได้ปรองดอง ซึ่งคิดว่าสิ่งนี้คือ หลุมพราง ที่จะทำให้เสื่อมเสียต่อเกียรติภูมิของ สนช.
"อย่าลืมว่าประเทศเรานั้นใช้หลักนิติรัฐ ผู้ใดกระทำความผิดก็ควรรับผิด ปัญหาของประเทศช่วงที่ผ่านมาคือ คนทำผิดไม่ยอมรับผิด และไม่สำนึกในความผิด ถ้า สนช.ไขว้เขวจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาของประเทศ"
2.ตามกระแสข่าวเข้าใจว่าอดีตนายกฯ คงจะแก้ต่างว่า นโยบายจำนำข้าวต้องการช่วยเหลือประชาชน ไม่ควรนำกำไรขาดทุนมาคิด โดยหลักการนี้ไม่มีใครว่า แต่นโยบายหรือโครงการช่วยประชาชน ต้องไม่นำไปสู่ความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินมหาศาล ซ้ำข้าวในโกดังรัฐยังเสื่อมสภาพสูงถึง 80% กระจายไปทั้งประเทศ ไม่นับการเอื้อผลประโยชน์เฉพาะบริวารพรรคพวกในการระบายข้าวจีทูจี และการทุจริตในขั้นตอนต่างๆ จนขาดสภาพคล่อง ทำให้ชาวนาต้องฆ่าตัวตายสูงถึง 16 ชีวิต
"ขอฝากให้ สนช.ช่วยพิจารณาตัดสินใจให้รอบคอบ เพราะคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานในอนาคต ถึงการกำหนดนโยบายของรัฐบาลต่อจากนี้ จะได้เกรงกลัวและรับฟังข้อคิดเห็นจากหลายฝ่าย ไม่ใช่คิดว่ามาจากการเลือกตั้งแล้ว อยากจะทำอะไรก็ได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ" นพ.วรงค์ กล่าว
"วิษณุ"จี้สปช.เร่งปฏิรูป11ด้าน
ด้านความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศนั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าจะเข้าพบคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ชุดต่าง ๆ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อชี้แจงว่ารัฐบาลต้องการให้ทำอะไร รวมถึงรับฟังความคืบหน้าการทำงานของ สปช.ว่าดำเนินอะไรแล้วบ้าง หลังจากที่นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ตน และนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปประสานงานกับ สปช.ในเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้นายกฯ หวังให้ สปช.ทำเรื่องการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน ให้เป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือนแรกของปี อย่างไรก็ตามยืนยันว่าไม่ได้แทรกแซงเนื้อหาการทำงานของ สปช. ส่วนการร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรานั้น เมื่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ดำเนินการเสร็จแล้ว จะต้องส่งมายังรัฐบาล สนช.รวมถึงประชาชน เพื่อให้เสนอความเห็น
"หากผมไปเป็นกรรมาธิการก็คงสะเปะสะปะ เพราะกว่าจะจับปูใส่กระด้งและร่อนสิ่งไม่ถูกต้องออก เหลือสิ่งที่ต้องการ คงต้องใช้เวลาบ้าง ไม่แปลกคน 36 คน ก็ 36 ความคิด ส่วนรัฐบาลยืนยันว่าไม่มีธงในการร่างรัฐธรรมนูญ หากมีธงก็ไม่ต้องทำแบบนี้ เลือกใช้วิธีอื่นไปนานแล้ว จะไปเสียเงิน เสียทอง เสียความรู้สึกทำไม"นายวิษณุ กล่าว
เปิด5ปมการเมืองฟังความเห็นประชาชน
นางถวิลวดี บุรีกุล ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยผลการประชุมเพื่อเตรียมงานจัดโครงการสัมมนาเวทีประชาเสวนาหาทางออก เรื่อง "สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย" จำนวน 10 เวที ใน 10 จังหวัด ว่า เวทีแรกซึ่งจะจัดในวันที่ 17-18 ม.ค. ที่ จ.สุพรรณบุรี โดยได้สุ่มเลือกประชาชนเข้าร่วม 200 คนจากจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางซึ่งอยู่ใกล้เคียง อาทิ ชัยนาท, อ่างทอง, ลพบุรี, เพชรบุรี, สมุทรสงคราม
ทั้งนี้ได้กำหนดประเด็นที่จะรับฟังในหัวข้อหลัก คือ 1.คุณลักษณะของนักการเมืองที่ดี, 2.การต่อต้านการทุจริต, 3.พลเมืองที่ดี, 4.การเลือกตั้งที่ดี และ 5.การมีส่วนร่วมทางการเมือง สำหรับสาระสำคัญที่จะพูดคุยคือ วิธีที่ทำให้สิ่งที่อยากเห็นให้เป็นจริงได้ และใครควรเข้าร่วมรับผิดชอบในประเด็นที่นำเสนอบ้าง ส่วนกรณีที่มีข่าวว่านายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา อาจจะเข้าร่วมเวทีดังกล่าวนั้น ถือเป็นสิทธิ์ที่จะเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ได้
"เวทีที่จะจัดขึ้นนั้นจะเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ผ่านการคัดเลือกแบบสุ่มเข้าร่วมแสดงความเห็น เพื่อสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมต่อการปฏิรูป และการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญใหม่และการปฏิรูปร่วมกัน และเมื่อรับฟังแล้วเสร็จจะมีทีมงานเพื่อสังเคราะห์ความเห็น หากเป็นประเด็นที่แตกต่างจากข้อเสนอหน่วยงานอื่นหรือหลักการของรัฐธรรมนูญตามที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญตกผลึก จะนำมาผนวกเข้ากับเนื้อหาและประเด็นสาระของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่หากเป็นประเด็นเดียวกันที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบและเป็นไปตามข้อเสนอจะถือเป็นการตอกย้ำให้แนวคิดในประเด็นนั้นๆ เดินหน้าต่อไปได้"
"สมชัย"ชี้20ม.ค.รู้ฟ้องใครล้มเลือกตั้ง
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงความคืบหน้าการฟ้องร้องกรณีการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 เป็นโมฆะว่า ในวันที่ 20 ม.ค.นี้ จะมีความชัดเจนอย่างแน่นอน เพราะคณะอนุกรรมการวินิจฉัยของสำนักกฎหมาย จะทำสรุปรายงานขึ้นมาว่า จะฟ้องร้องใครบ้าง แต่หากยังไม่เรียบร้อยก็จะฟ้องได้ภายในวันที่ 27 ม.ค. โดย กกต.จะดำเนินการฟ้องร้องทันที ต่อตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยมีหลักการคือ ใครผิดก็ฟ้อง ไม่มีข้อยกเว้น
ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาคือใครนั้น นายสมชัย กล่าวเพียงว่า ยังไม่ขอเปิดเผย รวมถึงไม่ขอแสดงความเห็นใดๆ ขอเพียงให้รอติดตามดูว่าจะเป็นใคร





