วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดมุมมอง'ขรก.ตัวจริง'

(รายงาน) เปิดมุมมอง "ขรก.ตัวจริง" แนะแนวปฏิรูปการเมือง-ราชการ

การปฏิรูปประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคการเมืองและราชการ สังคมได้ยินได้ฟังมุมมองการปฏิรูปมาแล้วจากหลายฝ่าย แต่กับความเห็นจากผู้ที่อยู่วงในเอง คือ ข้าราชการเต็มขั้นตัวจริงเสียงจริง สังคมอาจได้ฟังความเห็นจากเขาเหล่านั้นไม่ค่อยบ่อยนัก

"กรุงเทพธุรกิจ" มีโอกาสพบปะพูดคุยแบบ "วงปิด" กับข้าราชการจำนวนหนึ่งเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นต่อการปฏิรูปการเมืองและระบบราชการไทย ปรากฏว่ามีการแสดงความเห็นและวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรส ตรงไปตรงมาและมีแง่มุมที่น่าสนใจไม่น้อย

ข้าราชการระดับ 10 รายหนึ่ง สังกัดกระทรวงที่ทำงานเกี่ยวกับที่ดินและป่าไม้ เล่าถึงปัญหาของระบบราชการไทยว่า เป็นการทำงานฉาบฉวยตามนโยบายรัฐบาล ด้วยเหตุนี้จึงไม่สำเร็จเสียที แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีการประเมินผลก็จริง แต่เป็นนามธรรมมากกว่ารูปธรรม ยกเว้นเรื่องจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ)

ส่วนสาเหตุที่การเขียน "แผนงาน" แต่ละครั้งแล้วไม่เกิดผลสำเร็จนั้น เป็นเพราะ 1.เนื้อหาในแผนที่กำหนดไว้มีขอบเขตครอบจักรวาล 2.ไม่เคยมีการวัดผลว่างบประมาณที่อนุมัติให้ไปทำนั้น เมื่อทำงานแล้วบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้กี่เปอร์เซ็นต์ 3.รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ อยู่ไม่ครบเทอม ซึ่งส่งผลต่อข้าราชการด้วย เพราะเมื่อเปลี่ยนฝ่ายการเมือง ก็มักมีการโยกย้ายข้าราชการ

ดังนั้นข้าราชการในระดับบริหาร ผู้บริหารควรมีเทอมชัดเจน ไม่ใช่ทำงานไปได้ไม่ถึงปีก็ถูกย้าย ผู้ว่าราชการจังหวัดบางจังหวัดทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดขึ้นมา แต่ผ่านไปแค่ปีเดียวก็ถูกย้าย

ข้าราชการระดับ 10 รายนี้ เห็นว่า การปฏิรูประบบการเมืองและราชการนั้น ควรปฏิรูปการเมืองก่อนแล้วจึงปฏิรูปข้าราชการ โดยมองว่ารูปแบบที่เหมาะสมระหว่างการเมืองและข้าราชการ คือ "เสริมกันได้ แต่อย่ามีอิทธิพลต่อกันมาก"

เขาเสนอแนวทางการแต่งตั้งโยกย้ายด้วยว่า การแต่งตั้งผู้บริหารระดับอธิบดีขึ้นไป ควรมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา เพราะปัญหาทุกวันนี้ ใครๆ ก็อยากเป็นอธิบดี แต่เมื่อได้เป็นแล้วกลับไม่กล้าทำอะไร พูดอยู่อย่างเดียวว่าต้องรอนโยบาย จะเซ็นคำสั่งหรือบังคับใช้กฎหมายตามอำนาจหน้าที่กลับไม่กล้าทำ ไม่กล้าเสนอความคิดเห็น ทั้งที่เป็นตำแหน่งซึ่งต้องรู้ข้อมูลมากกว่ารัฐมนตรีด้วยซ้ำ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากกลัวว่าตัวเองจะถูกย้าย

"การปฏิรูปครั้งนี้ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย เพราะทราบดีว่าเวลามีจำกัด แต่สิ่งที่อยากเสนอให้ช่วยกันขบคิด คือ การเขียนรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาก็เพื่อแก้โจทย์หรือปัญหาในอดีตที่ผ่านมาแล้ว พอใช้ๆ ไปก็เกิดปัญหาใหม่ แต่ทำไมเราไม่มองไปข้างหน้าแล้วออกแบบใหม่"

นอกจากนี้ เขายังมองปัญหาของข้าราชการในกระทรวง ทบวง กรม ว่า ไม่ได้ใส่เกียร์ว่าง แต่ไม่รู้หน้าที่ตัวเอง และระบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ทำลายข้าราชการ โดยยกตัวอย่างอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งมีดีกรีดอกเตอร์ 2 คน คนหนึ่งไปเป็นอาจารย์ ขณะที่อีกคนหนึ่งเป็นข้าราชการ เมื่อผ่านไป 5 ปี คนที่เป็นอาจารย์ได้ประสบการณ์และค่าตอบแทนจากการสอน การวิจัย และการบรรยาย ส่วนอีกคนที่ทำราชการ 5 ปีวนเวียนอยู่กับการตรวจวัดน้ำใต้ดิน

"ที่ยกตัวอย่างนั้นไม่ได้หมายความว่าข้าราชการไม่มีความรู้ความสามารถ แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าระบบทำลายคนอย่างไร และจะทำอย่างไรที่จะพัฒนาข้าราชการให้ดียิ่งขึ้น เพราะผู้ที่เข้ามาเป็นข้าราชการได้นั้นต้องสอบแข่งขันเข้ามา และการเป็นข้าราชการนั้นเขาไม่ได้หวังค่าตอบแทน แต่ต้องการความรู้สึกมีคุณค่า มีเกียรติ ศักดิ์ศรี"

ขณะที่ แหล่งข่าวซึ่งเป็นนายตำรวจยศพันตำรวจเอก (ระดับผู้กำกับการ) ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นว่า การปฏิรูปครั้งนี้มีเรื่องสำคัญๆ ที่ต้องทำเพียง 3 เรื่อง คือ

หนึ่ง การบังคับใช้กฎหมาย เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรทำขณะที่ยังมีอำนาจ ตัวอย่างที่เห็นทั่วไปแต่ก็ยังทำไม่ได้ คือ การขับขี่รถจักรยานยนต์ย้อนศร หรือขับบนทางเท้า

เขาเชื่อว่า หากจับกุมดำเนินคดีแล้วได้รับโทษจำคุก รับรองว่าร้อยละ 90 ไม่กล้าทำผิดแน่นอน นอกจากนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับ "ผู้ประกอบการ" ซึ่งควรมีการกำหนดไว้กว้างๆ ในรัฐธรรมนูญว่า "ผู้ให้บริการทุกประเภทต้องระบุตัวตนผู้กระทำผิดให้ได้ว่าเป็นใครเมื่อพบการกระทำผิด" เพราะทุกวันนี้บริการหลายประเภทมีปัญหาการระบุตัวตนผู้ใช้บริการ เช่น โทรศัพท์แบบเติมเงิน อีมันนี่ การเช่ารถยนต์ เป็นต้น

สอง การแก้ปัญหาคอร์รัปชันการ "จัดซื้อจัดจ้าง" อยากเสนอแนะให้นำระบบของต่างประเทศมาใช้ นั่นคือ "อีชอปปิ้งภาครัฐ" โดยให้รัฐบาลเปิดหน่วยงานกลางเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างขึ้นมาเพื่อให้หน่วยงานรัฐอื่นๆ เข้ามาจัดซื้อเครื่องมือหรืออุปกรณ์ เพื่อตัดฝ่ายธุรการออกไป ซึ่งเชื่อว่าเงินเปอร์เซ็นต์ที่เสียไปกับการทุจริตจะกลับมาเป็นประโยชน์

แหล่งข่าวผู้นี้ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศอินโดนีเซียได้นำระบบอีชอปปิ้งกับการระบุตัวตนมาบังคับใช้แล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่ขยับอะไร

สาม กลไกการตรวจสอบ-คานอำนาจ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่นายตำรวจผู้นี้เชื่อว่าหากทำให้ดี สังคมจะเดินหน้าไปได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายและการแก้ปัญหาคอร์รัปชันทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนมุมมองเกี่ยวกับการ "ปฏิรูปตำรวจ" เขาเห็นว่า การกระจายอำนาจตำรวจนั้นอาจใช้ไม่ได้ในประเทศไทย และหากกระจายอำนาจมากไปจะเละเทะ จะเป็นการสร้างมาเฟียใหญ่ขึ้นมาอีก

สำหรับตำรวจไทยนั้นควรรวมอำนาจเพื่อการสั่งการบังคับบัญชาให้มีประสิทธิภาพ แต่ต้องปรับปรุงเรื่องการ "แต่งตั้ง-โยกย้าย" โดยระบบเดิมที่ให้อำนาจ "กองบัญชาการ" จัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนั้นดีอยู่แล้ว แต่ควรให้มีการคานอำนาจมากขึ้น ขณะที่ "ผบ.ตร." ควรเป็นรูปแบบการเลือกตั้งจากระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยให้มีการแสดงวิสัยทัศน์

ทั้งหมดเป็นมุมมองจาก "คนใน" ซึ่งมองการปฏิรูปแบบจับต้องได้ และไม่ยากหากจะทำให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติ!