"ยิ่งลักษณ์" ลั่นเข้าแจงปมถอดถอนต่อ สนช.ด้วยตัวเอง ระบุไม่มีใครรู้ปัญหาดีเท่ากับตัวเอง ทีมทนายพร้อมโต้แย้ง
หากไม่เข้าประเด็นแถลงเปิดคดี ด้าน ปปช.ประชุมทบทวนการแถลงเปิดคดีถอดถอน "ยิ่งลักษณ์-นิคม-สมศักดิ์" จ่อแถลงการณ์โต้ปมกรรมการ ปปช.ขาดคุณสมบัติ "ประยุทธ์" ไม่ห่วงคลื่นใต้น้ำ ปล่อยไปตามกระบวนการ "วรชัย" เชื่อถอดถอนไม่ง่ายเพราะใช้เสียง 3 ใน 5
วานนี้ (6 ม.ค.) นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าหารือร่วมกับทีมทนายความ เพื่อเตรียมความพร้อมกรณีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพิจารณาถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ออกจากตำแหน่งตามมาตรา 6 วรรคสองของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ประกอบมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยใช้เวลาหารือร่วมกันประมาณ 2-3 ชั่วโมงก่อนที่จะเดินทางกลับ
"จะเดินทางไปชี้แจงเอง อยากจะไปชี้แจงด้วยตัวเอง เพราะมั่นใจว่าสามารถที่จะชี้แจงได้ในทุกประเด็น เมื่อเป็นผู้ถูกกล่าวหา คงไม่มีใครที่จะชี้แจงได้ดีเท่ากับตนเอง" นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าว
ทั้งนี้มีรายงานว่า ทีมทนายความนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้หารือถึงแนวทางการดำเนินการของ สนช. ในวันที่ 9 ม.ค. โดยในวันดังกล่าวจะยังไม่มีการซักถามนางสาวยิ่งลักษณ์ เพราะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการซักถามขึ้นมาชุดหนึ่งเสียก่อน ดังนั้นวันดังกล่าวจะเป็นเพียงการแถลงเปิดสำนวน ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะเปิดในเรื่องอะไร แต่โดยข้อบังคับนั้นจะให้ถือสำนวนของป.ป.ช.เป็นหลัก แต่ทีมทนายความต้องพร้อมที่จะโต้แย้งในรายประเด็นได้ทันที
อย่างไรก็ดีแนวทางหนึ่งในการต่อสู้ คือ การชี้ให้เห็นว่าโครงการเพื่อสาธารณะนั้นจะมองเฉพาะเรื่องการขาดทุนหรือกำไรไม่ได้ รวมถึงยืนยันว่านางสาวยิ่งลักษณ์ไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ ทั้งนี้เมื่อกระบวนการในวันที่ 9 ม.ค.เสร็จสิ้นแล้ว หลังจากนั้นไม่เกิน 7 วันตามข้อบังคับจึงจะเข้าสู่กระบวนการซักถามโดยคณะกรรมาธิการซักถามต่อไป
ปปช.ถกเตรียมพร้อมก่อนเปิดคดี
ด้าน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีการประชุมที่สำนักงาน โดยวาระสำคัญคือ การหารือเพื่อเตรียมตัวไปแถลงเปิดคดีถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ต่อ สนช. รวมทั้งกรณีแถลงเปิดคดีถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา กรณีแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. โดยมิชอบ จึงต้องพูดคุยให้ชัดเจนทั้งในประเด็นข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานต่างๆ
มีรายงานด้วยว่า ป.ป.ช.เตรียมออกแถลงการณ์ตอบโต้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. 3 คน คือ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง นายณรงค์ รัฐอมฤต และนายปรีชา เลิศกมลมาศ ขาดคุณสมบัติ รวมไปถึงออกแถลงการณ์ตอบโต้นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่เตรียมยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด (อสส.) ให้สอบข้อไม่สมบูรณ์เพิ่มในสำนวนจนครบถ้วนด้วย
"ประยุทธ์"ไม่ห่วงคลื่นใต้น้ำ
วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการพิจารณาถอดถอนของ สนช.ว่า เรื่องนี้ไม่กระทบความมั่นคง เพราะต้องถามก่อนว่าคดีดังกล่าวเป็นความผิดหรือไม่ ทุกอย่างหากผิดกฎหมายคือผิด ตรวจสอบแล้วไม่ผิดกฎหมายก็คือจบ เพราะมีคนเสนอให้ตรวจสอบเพราะเป็นหน้าที่
เขากล่าวว่า ถามว่าไม่ตรวจได้หรือไม่ก็ไม่ได้ พอ สนช.ไม่รับก็เป็นประเด็น แต่พอรับมาก็มีกระแสอีกว่ารับมาทำไมเพราะประเทศอยู่ในขั้นปรองดองสุดท้ายต้องดูว่าผิดกฎหมายหรือไม่
ส่วนการเชื่อมโยงคดีดังกล่าวให้กลายเป็นเรื่องการเมืองนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน คนเหล่านี้เป็นคนที่มีส่วนบริหารราชการแผ่นดิน คำถามคือเขาทำผิดกติกาหรือไม่ก็ต้องว่ากันตามกฎหมาย ถ้ามาอ้างว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ยกเลิกไปแล้วนั้น ไม่ถูกต้องเพราะยังมีกฎหมายป.ป.ช.อยู่ ดังนั้นก็ต้องว่าไปตามกระบวนการ
"ยกเลิกรัฐธรรมนูญเท่านั้น ส่วนกฎหมายลูกยังคงไว้อยู่ทุกข้อ ดังนั้นอย่าเอามาเหมารวมเพราะมันเป็นคนละเรื่องกัน ท้ายที่สุดต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะถ้ามาตัดสินกันเองสุดท้าย ผลออกมาว่าไม่ผิดก็มาบอกเข้าข้าง ถ้าผิดก็บอกว่าถูกรังแก หากเป็นแบบนั้นจะเอาอะไรเป็นบรรทัดฐานตัดสิน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่าการพิจารณาถอดถอนครั้งนี้จะเป็นเหมือนระเบิดเวลาขยายความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้ว่าผลตัดสินจะออกมาอย่างไรเพราะมีหลายคดี เป็นนายกฯ ชี้แนะอะไรไม่ได้ว่าผิดหรือไม่ผิด เพราะถ้าตอบได้ก็ไม่ต้องตั้ง สนช. มีแค่ คสช.อย่างเดียวพอ ถ้าเป็นอย่างนั้นตอบได้ทุกคำถามแน่นอน ดังนั้นวันนี้ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ
เมื่อถามว่ารัฐบาลสามารถทนแรงกระเพื่อมทางสังคมได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มีแรงกระเพื่อมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมีกฎหมายอัยการศึกควบคุมไม่ให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ ส่วนคลื่นใต้น้ำคงไม่สามารถไปห้ามความคิดใครได้ ทุกคนมีอิสระทางความคิดแต่ต้องรู้ว่าควรแสดงออกตอนใดเวลาใด
ถามว่าลำบากใจหรือไม่เนื่องจากเคยทำงานร่วมกับนางสาวยิ่งลักษณ์มาก่อน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ลำบากใจเพราะทำงานด้วยกฎหมายให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ได้ไปไล่ล่าฆ่าฟันใคร ถ้าใช้อำนาจเต็มๆ หลายคนคงอยู่ไม่ได้เหมือนกัน
"ถ้าท่านคิดว่าท่านถูกก็ต่องสู้ตามกระบวนการ ท่านผิดท่านก็ต้องรับโทษก็แค่นั้นไม่ยาก แล้วถ้ามันไม่มีความผิดเขาจะฟ้องทำไมเพราะถ้าไม่มีเรื่องก็ไม่มีคนมาหาเรื่อง ใครจะมาหาเรื่องท่าน" นายกฯ กล่าว
เพื่อไทยเชื่อถอดถอน"ยิ่งลักษณ์"ไม่ง่าย
นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวานนี้ (6 ม.ค.) ว่า การที่ ป.ป.ช.ระบุว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่กำกับดูแลจนทำให้เกิดการทุจริต ทำให้รัฐเสียหายถึง 7 แสนล้านบาทนั้น อยากถามว่า ที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมมีการชี้มูลความผิดบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีนี้หรือไม่ ขณะที่อัยการสูงสุดก็ระบุว่าหลักฐานในคดีนี้ยังไม่เพียงพอ เหตุใด ป.ป.ช.ยังเดินหน้าถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์
เขากล่าวว่า คดีนี้ต่างจากคดี ปรส.ที่ศาลตัดสินว่ามีการกระทำผิดจริง มีคนติดคุก แต่ผู้กำหนดนโยบายในขณะนั้นกลับไม่ผิด ดังนั้นถามว่าการดำเนินการครั้งนี้มีธงเพื่อจัดการนางสาวยิ่งลักษณ์ใช่หรือไม่
อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าการถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ครั้งนี้คงไม่ง่าย เพราะต้องใช้เสียงมากถึง 3 ใน 5 ซึ่งเชื่อว่ายังมี สนช.บางส่วนที่รักความยุติธรรม
ยื่นสอบ"จเร"ทำงานไร้ประสิทธิภาพ
วันเดียวกัน นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้ายื่นหนังสือต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เพื่อขอตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายเจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากได้รับการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย.2557 จนถึงปัจจุบันรวมระยะเวลา 6 เดือน แต่การปฏิบัติหน้าที่ถือว่า ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ขาดประสิทธิภาพ
นายวิลาศ ระบุว่า มีหลายเรื่องเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ คือ 1.การตรวจสอบเรื่องการทุจริตในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีเรื่องทุจริตที่เกิดขึ้นและนายจเร ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนเรื่องทุจริตหลายคณะแต่ปรากฏว่า ทุกเรื่องเมื่อขอทราบถึงความคืบหน้าการสอบสวนก็ได้รับแจ้งเพียงว่าอยู่ในระหว่างการดำเนินการ
เขา กล่าวว่า นายจเรไม่ได้ให้ความสนใจติดตามความคืบหน้าในการสอบสวน แม้ระยะเวลาจะล่วงเลยมานาน แต่ก็ไม่มีผลการสืบสวนแม้แต่เรื่องเดียวส่งผลให้กับบุคคลที่ร่วมมือในการทุจริตในโครงการต่างๆ ยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ทั้งที่สภาผู้แทนราษฎรเป็นราชการที่มีการทุจริตมากที่สุดแต่ไม่มีข่าวเรื่องการทุจริตเพราะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเกรงใจในฐานะที่เป็นหน่วยงานพิจารณางบประมาณประจำปี
2.มีการบริหารงานแบบเล่นพรรคเล่นพวก กรณีการพิจารณาความดีความชอบให้คนใกล้ชิดซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของคนในสำนักงานฯ โดยเฉพาะหากบุคคลใดต้องการความก้าวหน้าต้องเอาอกเอาใจคนใกล้ชิดนายจเร การบริหารราชการด้วยการเอื้อประโยชน์กับคนใกล้ชิดโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ขาดความเป็นธรรม ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้เกิดความแตกแยกในหมู่ข้าราชการ
"ขอให้ตั้งกรรมการสอบสวนว่า นายจเรมีความบกพร่องหรือไม่อย่างไร และควรจะเปลี่ยนเลขาธิการสภาผู้แทนหรือไม่ นอกจากนี้ขอให้ตั้งกรรมการสอบสวนการทุจริต โครงการเผยแพร่ประชาธิปไตยในปี 2555 จำนวน 2 โครงการ และปี 2556 จำนวน 5 โครงการ เนื่องจากมีการทุจริต โดยมีการเขียนและอนุมัติโครงการ การเบิกค่าใช้จ่าย ทั้งที่ไม่มีการอนุมัติจริง" นายวิลาศ กล่าว





