วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แจง'อียู'ตัดสิทธิจีเอสพีไทยไม่เกี่ยวกับการเมือง

"พล.อ.ธนะศักดิ์" รมว.ตปท. รายงานครม. อียูตัดสิทธิจีเอสพีไทย ยันไม่เกี่ยวกับการเมือง

ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่าพลเอกธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ รายงานต่อที่ประชุมครม. ถึงกรณีที่ไทยถูกตัดสิทธิพิเศษศุลกากร หรือจีเอสพี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไปว่า สืบเนื่องจากตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา สหภาพยุโรป(อียู) ยกเลิกการให้สิทธิทางศุลกากรตามโครงการสิทธิพิเศษศุลกากรเป็นการทั่วไป(จีเอสพี) แก่ประเทศไทย จีน เอกวาดอร์ และมัลดีฟส์ ในทุกรายสินค้า

โดยในส่วนของไทยถูกตัดสิทธิจีเอสพีในบางรายการสินค้าแล้ว ซึ่งมีสินค้าบางตัวที่ได้รับผลกระทบมากกว่าสินค้าอื่น ๆ เช่น กุ้ง ปลาหมึก เป็นต้น กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่าผลกระทบจากการถูกตัดสิทธิจีเอสพีอาจมีมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท หรือเกือบร้อยละ 4 ของมูลค่าการส่งออกของไทยไปอียู หรือร้อยละ 0.3 ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด

ทั้งนี้ การให้สิทธิจีเอสพีเป็นสิทธิพิเศษการลดอากรขาเข้าที่อียูให้แก่ประเทศคู่ค้าต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 2514 เพื่อส่งเสริมให้ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ สามารถขายสินค้าให้อียูได้ และช่วยยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งการที่ไทยถูกตัดจีเอสพีเนื่องจากอียูพิจารณาจากการที่ธนาคารโลกจัดอันดับให้ไทย จีน เอกวาดอร์ และมัลดีฟส์ เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงติดต่อกันตั้งแต่ปี 2554 - 2556 โดยอียูได้แจ้งให้ไทยและประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ทราบหลักเกณฑ์ใหม่นี้ตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค.2555 และเปิดโอกาสให้ไทยมีเวลาปรับตัวก่อนแล้วในช่วงปี 2557

ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวยืนยันว่า การตัดสิทธิ์จีเอสพีของไทย ส่งผลกระทบแค่ในวงจำกัดเท่านั้น เนื่องจากบางประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยต่างก็เสียสิทธิ์จีเอสพี เช่นเดียวกัน ขณะที่สินค้าในหลายรายการที่เคยได้สิทธิ์จีเอสพี ก็กำลังถูกเรียกเก็บภาษีปกติที่ค่อนข้างต่ำและผู้นำเข้าของอียูยังต้องพึ่งการนำเข้าสินค้าบางรายการจากไทย แม้ว่าไทยจะเสียสิทธิ์จีเอสพีในประเภทสินค้านั้น ๆ แล้วก็ตาม อย่างไรก็ตามอาจมีสินค้าบางตัวที่ได้รับผลกระทบมากกว่าสินค้าอื่น เช่น กุ้ง ปลาหมึก และจักรยานยนต์ แต่ผู้ประกอบการไทยได้เตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้าแล้ว เช่นการขยายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น ๆ รวมทั้งพัฒนาสินค้าและรูปแบบให้มีความหลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าไทยที่มีอยู่ในตัวให้มากขึ้น พร้อมย้ำว่าการที่ประเทศไทยถูกตัดสิทธิ์ดังกล่าวมาจากนโยบายของอียูเองไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมืองในประเทศและไม่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ไทย-อียู รวมถึงความสัมพันธ์ด้านการค้า การลงทุนเศรษฐกิจไทย-อียู และในทุกมิติ ยังคงมีความร่วมมือกันอยู่เช่นเดิม