(รายงาน) ชงแก้กฎหมาย กสทช.-ยกร่างรธน. ป้องนายทุนกว้านซื้อหุ้นฮุบกิจการสื่อ
กรณี "เอสแอลซี" หรือ บริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ 1988 จำกัด (มหาชน) เข้าถือหุ้น บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ "เอ็นเอ็มจี" ในสัดส่วน 12.27 เปอร์เซ็นต์ และซื้อวอร์แรนต์เก็บไว้อีกประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,042 ล้านบาท เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2557 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงนักธุรกิจ นักลงทุน ตลอดจนสื่อสารมวลชนเท่านั้น
ทว่าประเด็นดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์แพร่กระจายไปทั่ว เนื่องจาก "กลุ่มทุน" ที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้มีชื่อของ "บุคคลสำคัญ" ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เครือญาติใกล้ชิดรัฐมนตรี และข้าราชการระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มิหนำซ้ำยังเชื่อมโยงไปยังอดีตผู้ถูกกล่าวหาร่วมกัน "ปั่นหุ้น" อีกด้วย
กระแสวิจารณ์ลุกลามไปถึงประเด็นการครอบงำสื่อโดย "เครือข่ายกลุ่มทุนการเมือง" ซึ่งสวนกระแสการปฏิรูปประเทศที่กำลังเร่งขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นในปีนี้
นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) เห็นว่า กรณีกลุ่มทุนที่เข้ากว้านซื้อหุ้นเครือเนชั่นกรุ๊ปนั้น หากมองกิจการสื่อในเชิงหลักการ เรื่องนี้ก็จะเกี่ยวกับสังคมและสาธารณะโดยตรง ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจหรือการซื้อขายหลักทรัพย์ธรรมดา
เขาบอกว่า กรณีที่เกิดขึ้นจะมีผลอยู่ 2 เรื่อง คือ 1.การใช้คลื่นสัญญาณที่เป็นสาธารณะ และ 2.การมีผลโดยตรงต่อสังคม สาธารณะ และประชาชนในเรื่องการแสดงความคิดเห็น สิทธิการรับรู้ข่าวสาร
ดังนั้น เรื่องดังกล่าวจึงทำให้สื่อเป็นกิจการที่ไม่ใช่ธุรกิจธรรมดาที่จะเปิดให้มีการลงทุนแบบอิสระ หรือเทคโอเวอร์เหมือนกับธุรกิจทั่วไปเพราะว่ามีความสุ่มเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบใน 2 เรื่องดังกล่าว
นายไพบูลย์ มองว่า กิจการสื่อมวลชนต้องได้รับการคุ้มครองโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งมีการเสนอแล้ว และ กมธ.ยกร่างฯก็เห็นด้วยที่จะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้คุ้มครองว่า "กิจการสื่อเป็นกิจการที่ต้องปราศจากการครอบงำต่างๆ ของกลุ่มทุน"
โดยหากพบว่ามีการกระทำดังกล่าว นอกจากจะให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฟ้องร้องได้แล้ว ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถยื่นร้องต่อศาลได้ด้วย เพื่อให้เพิกถอนการกระทำ
"ในระยะสั้นนี้คิดว่าอยู่ในช่วงการแก้ไขเพิ่มเติมในกฎหมายของ กสทช. ก็อาจจะนำไปเขียนไว้ในกฎหมายของ กสทช.ด้วย ขณะนี้กฎหมายของ กสทช.อยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ผมกำลังประสานกับทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่าถ้ากฎหมายเข้า สนช. อาจจะบัญญัติเรื่องนี้ไว้ในกฎหมายก่อน เพื่อที่จะได้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"
ทั้งนี้ เขามั่นใจว่า การบัญญัติเรื่องนี้ไว้ในกฎหมายจะทำให้สามารถป้องกันนายทุนเข้ามาซื้อหุ้นในกิจการสื่อเพื่อธุรกิจได้ แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องมีผลอย่างแน่นอน คือ การกระทำใดๆ ที่กระทำตอนนี้ก็ตาม เมื่อกฎหมายออกมาต้องมีผลย้อนหลังได้ ถ้าหากมีลักษณะการครอบงำสื่อก็อาจจะถูกฟ้องและเพิกถอนย้อนหลังได้
ด้าน นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ สมาชิก สปช.ด้านสื่อสารมวลชน บอกว่า ต้องดูการลงทุนว่าเป็นลงทุนตามปกติหรือว่ามีเจตนาที่จะเข้ามาฮุบสื่อ ซึ่งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต้องมากำกับดูแลว่ามีอะไรผิดหรือไม่
แต่ถ้าเป็นกรณีที่จะเข้ามาฮุบสื่อ และมีการถือครองสื่อหลายสำนัก ก็เป็นเรื่องที่ต้องมาพิจารณาว่ากระทบต่อการนำเสนอข่าวสาร ข้อมูล และการรับรู้ข่าวสารข้อมูลของประชาชนหรือไม่ ถ้าหากมีผลต่อการครอบงำหรือชี้นำ แล้วทำให้การนำเสนอข่าวสารข้อมูลไม่หลากหลาย ไม่มีอิสระ ไม่มีเสรีภาพ ตรงนี้จะกระทบกับประชาชน จึงต้องให้องค์กรที่กำกับดูแลในเรื่องนี้ อย่าง กสทช. เข้ามาดูแล
ส่วน นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สมาชิก สปช.ด้านสื่อมวลชน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สปช. ระบุว่า กมธ.กำลังหารือกรณีการซื้อหุ้นเครือเนชั่นที่เกิดขึ้น โดยประเด็นสำคัญที่มีการพูดคุยกันคือจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดการครอบงำการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่จะส่งกระทบต่อประชาชน
"เป็นหน้าที่ กสทช.ที่จะต้องกำกับดูแล และจะต้องมีการเขียนสัดส่วนที่ชัดเจนว่าจะสามารถถือหุ้นได้ในสัดส่วนเท่าไร ถ้า กสทช.ไม่ทำ คนที่ทำหน้าที่ปฏิรูปก็ต้องมาวางหลักการทางกฎหมายเพื่อป้องกันการจำกัดเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องมาหามาตรการในการป้องกันการครอบงำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งแนวทางในการป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดหรือกระจุกตัว"





