สุริยะใสประเมินงาน สปช. อยู่ในเกณฑ์คาดหวังได้ แนะกมธ.ปฏิรูปฯเร่งงานปฏิรูปบนผลประโยชน์สังคมมากกว่ากลุ่มทุน
ออกไปรับฟังความเห็นปชช.-ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคงานปฏิรูป หนุนสปช. เสนอตั้ง “สมัชชาคุณธรรมฯ” เชื่อแก้ปัญหาผู้นำขาดธรรมาภิบาลได้ เสนอแนวทางพิจารณาตั้งสมัชชา ต้องมีการถ่วงดุล หลังห่วงจะเกิดการแทรกแซงจากกลุ่มอิทธิพลได้
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวถึงผลประเมินการทำงานของ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คาดหวังได้ โดยในส่วนของความตั้งใจตนให้คะแนนอยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 80 และผลงานตามประเด็นที่นำเสนอ ให้อยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 70 จากคะแนนประเมินเต็มร้อย อย่างไรก็ตาม การทำงานของ สปช.ต่อจากนี้ในรูปแบบของคณะกรรมาธิการปฏิรูปทั้ง 18 ด้าน ตนอยากเห็นใน 2 ประเด็นที่เร่งด่วน คือ 1.การรับฟังความเห็นของสังคมวงกว้างอย่างแท้จริง เพราะต้องยอมรับว่า ในสมาชิก สปช. ทั้ง 250 คน ส่วนใหญ่จะมาจากส่วนตัวแทนภาครัฐ, ราชการ, เอกชน มากกว่าภาคประชาชนดังนั้นในประเด็นที่เป็นการปฏิรูปเพื่อที่จะการเปลี่ยนแปลงและเกิดประโยชน์ในสังคม เช่น การพลังงาน,การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ต้องออกไปรับฟังความเห็นของประชาชนในสังคมเพื่อนำมาเป็นส่วนประกอบการตัดสินใจงานปฏิรูปในเนื้อหา มากกว่าการพิจารณาบนผลประโยชน์บริษัทเอกชนและรับฟังเสียงเฉพาะสมาชิกในกรรมาธิการในคณะเท่านั้น
และ 2.การพิจารณาศึกษาผลงานวิจัย ผลงานวิชาการที่ผ่านมา เพื่อนำไปกำหนดประเด็นปฏิรูประยะยาว โดยเฉพาะการพิจารณาแก้ไข หรือปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เดิม แต่ผลของการบังคับใช้กฎหมายเป็นอุปสรรคของการปฏิรูป และไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เช่น ประเด็นป่าชุมชนที่ให้ชุมชนช่วยดูแลและอนุรักษ์ผืนป่า แต่หน่วยงานราชการไม่ยินยอมเพราะขัดกับกฎหมายเดิมที่บังคับใช้ หรือ วิทยุชุมชน ที่ประชาชนได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้อิสระในการนำคลื่นความถี่ที่ถือเป็นของสาธารณะมาดำเนินการ แต่กรมประชาสัมพันธ์มองว่าทำไม่ได้ จนมีเรื่องฟ้องร้องกันหลายคดี
ทั้งนี้จากการสำรวจข้อมูลปีที่ผ่านมาพบว่ากฎหมาย หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูกที่ควรปรับปรุงมีกว่า 500 ฉบับ ดังนั้นเป็นประเด็นสำคัญที่ สปช. ต้องพิจารณารวมถึงให้ความสำเร็จด้วย นอกจากนั้นในประเด็นของการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายเดิม มีหน่วยงานที่รับผิดชอบคือคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน แต่ที่ผ่านมาพบว่าแม้ คปก. จะเสนอแนะและให้ความเห็นว่ากฎหมายฉบับใดที่ควรปรับปรุงต่อรัฐบาล แต่กลับไม่ได้รับตอบรับในทางปฏิบัติ ดังนั้นตนจึงอยากเสนอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือส่วนที่เกี่ยวข้องพิจารณาในอำนาจของคปก.ใหม่ เพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติมากยิ่งขึ้น
นายสุริยะใส กล่าวถึงกรณีที่สปช. เตรียมพิจารณารายงานและข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ในวันที่ 6 ม.ค.นี้ด้วยว่า ส่วนตัวสนับสนุนในแนวทางจัดตั้งดังกล่าว เพราะเชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาการขาดคุณธรรมและจริยธรรม ของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองได้ โดยการตั้งองค์กรใหม่ดังกล่าวต้องพิจารณาในประเด็นความยั่งยืนของการทำงานด้วย นอกจากนั้นตนมีมีประเด็นที่ต้องการฝากไปยัง สปช. ให้พิจารณาด้วยความรอบคอบ คือ 1.ที่มาของสมัชชาฯ ต้องได้รับการยอมรับ 2.การให้อำนาจของกรรมการสมัชชาคุณธรรม หรือ ที่ประชุมสมัชชาคุณธรรม ในประเด็นการชี้ว่าผู้ใด หรือบุคคลสาธารณะคนใดมีพฤติกรรมที่ขัดต่อจริยธรรม ธรรมาภิบาล หรือมาตรฐานทางวิชาชีพ ถือเป็นการให้อำนาจ
ดังนั้นต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย เช่น การแทรกแซงจากบุคคลภายนอก และในกรณีที่สมัชชาคุณธรรมฯ ไม่มีเงินเดือน ได้รับเพียงแค่เบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นนั้น ควรพิจารณาให้ดีว่าจะมีผลกระทบต่อการทำหน้าที่หรือไม่ โดยเฉพาะการถูกกลุ่มอิทธิพลของรัฐ, ราชการ, เอกชนแทรกแซงการทำหน้าที่ 3. ควรพิจารณาถึงการตรวจสอบและถ่วงดุลการทำงานของสมัชชาคุณธรรมด้วย เพราะกรณีที่ให้อำนาจของสมัชชาคุณธรรมฯ หากมีการแทรกแซงจากบุคคลที่มีส่วนได้เสีย แล้วทำให้กรรมการ หรือที่ประชุมสมัชชาฯ ใช้อำนาจเพื่อกลั่นแกล้งบุคคลอื่นอาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นควรออกแบบกลไกที่ทำให้เกิดการถ่วงดุลการใช้อำนาจด้วย





