กสม.ยอมรับหลังถูกไอซีซีลดเกรด ชี้ปัญหาเกิดจากกม.ลูกไม่ผ่านสภา
นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ไอซีซี) มีมติแนะนำพิจารณารับรองคุณภาพสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศไทยให้ลดระดับจากเกรดเอลงมาที่เกรดบี ว่า เรื่องดังกล่าวทางกสม.ได้รับหนังสือจากไอซีซีมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยสาเหตุที่ถูกลดระดับลงมานั้นเกิดจากปัญหาระบบโครงสร้างของกสม. คือขั้นตอนกระบวนการสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งกสม. เนื่องจากกสม.ชุดปัจจุบันซึ่งเป็นชุดที่สองจะได้รับการสรรหาที่คณะกรรมการสรรหาส่วนใหญ่จะเป็นตุลาการตามที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ได้กำหนดไว้ ซึ่งจะแตกต่างจากกสม.ชุดแรก ที่ยังใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 โดยคณะกรรมการสรรหาจะประกอบด้วยตัวแทนจากภาคประชาสังคม ดังนั้นการสรรหากสม.ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ค่อนข้างไปขัดกับหลักการปารีสที่ระบุว่าการสรรหากสม.ต้องมีความยึดโยงกับภาคประชาสังคม อีกทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 ยังได้ลดจำนวนกสม.ลงจาก 11 คน เหลือ 7 คน จึงทำให้การดำเนินการหรือการพิจารณาเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนอาจไม่ครอบคลุมและทันต่อเหตุการณ์
นพ.นิรันดร์ กล่าวต่อว่า อีกทั้งกฎหมายในส่วนของกสม.ยังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวยังค้างอยู่ในวาระการพิจารณาของสภา กสม.เลยถูกมองว่าเป็นองค์กรที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของราชการ ทั้งๆที่กสม.เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กระอิสระ เมื่อยังไม่มีกฎหมายลูกของกสม.นั้น จึงทำให้การทำงานยังไม่คล่องตัวหรือมีความยืดหยุ่น แตกต่างจากองค์กรอิสระอื่นๆ ซึ่งเราได้พยายามเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2550 แต่ขณะนี้ผ่านมาแล้ว 7 ปี กฎหมายก็ยังไม่ผ่านรัฐสภา ถือว่าฝ่ายนิติบัญญัติค่อนข้างล่าช้า และยิ่งในช่วงภายใต้การรัฐประหารก็น่ากังวลว่าร่างกฎหมายกสม.จะผ่านสภาหรือไม่ เพราะต้องรอดูรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะออกมาแบบไหนและจะกำหนดประเด็นที่เกี่ยวกับกสม.อย่างไรบ้าง นอกจากนี้เรายังถูกประเมินถึงการทำงาน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี2551,2553จนมาถึงปี 2556 ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดจากระบบการทำงานภายในสำนักงานกสม.เอง อย่างรายงานกสม.ที่เกี่ยวกับการชุมนุมปี 2553 ที่ออกมาล่าช้า เราก็ยอมรับว่าต้องมีการปรับปรุงการทำงาน หากแต่เราไม่ได้ทำงานเฉพาะเขียนรายงาน เรามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการคุ้มครองสิทธิของประชาชน
"เมื่อผลออกมาเป็นเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไข แต่คงไม่กระทบต่อการทำงานของกสม.มากนัก และคงไม่รู้สึกวิตกกังวลหรือท้อแท้ แต่เราต้องนำประเด็นที่ถูกประเมินนี้มาปรับปรุงแก้ไขทำให้องค์กรเข้มแข็งขึ้น เนื่องจากเรื่องสิทธิเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เพียงแต่การปรับปรุงนั้นจำเป็นต้องใช้เวลาในการพัฒนา" นพ.นิรันดร์ กล่าว
ด้านนายปริญญา ศิริสารการ กสม. กล่าวว่า ที่ผ่านมากสม.ยังไม่มีกฎหมายพระราชบัญญัติเป็นของตัวเอง ระบบการคัดสรรก็ถูกมองว่ามีปัญหา ไอซีซีเลยมองว่ากสม.ไม่เป็นตัวของตัวเอง เมื่อไอซีซีมีมติแนะนำให้ลดเกรดกสม.ลงเช่นนี้ ก็ถือว่าไม่ดีต่อภาพลักษณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย อย่างประเด็นที่ถูกประเมินเกี่ยวกับการทำรายงานในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 นั้น เราต้องยอมรับว่าการทำงานมีความล่าช้า ข้อมูลก็เป็นลักษณะเชิงบอกเล่า กสม.จึงถูกมองว่ามีความลังเล แต่การชุมนุมภายหลัง อย่างตอนกปปส.เราถือว่ามีประสบการณ์มากขึ้นและการทำงานก็รวดเร็วขึ้น เพียงแต่มีการยึดอำนาจก่อนจึงต้องเลื่อนการแถลงสรุปรายงาน แต่เมื่อไอซีซีซึ่งเป็นองค์กรสิทธิระดับสากลประเมินมาเช่นนี้เราก็ต้องยอมรับและก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาปรับปรุงแก้ไข หากประเด็นนี้อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้มีการพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของกสม. เราไม่ปฏิเสธการถูกยุบองค์กรและไม่ต้องการปกป้องตัวเอง เพียงแต่ขอให้งานที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนต่างๆไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการขององค์กรใดไม่ควรจะหายไป เพราะถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่นานาชาติกำลังจับตาดูอยู่





