"รสนา" เผยกมธ.ปฏิรูปพลังงาน จ่อชงแนวทางหนุนรัฐเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ21
“รสนา” เผย กมธ.ปฏิรูปพลังงาน จ่อชงแนวทางหนุนรัฐ เปิดสัมปทานปิโตเลียมรอบ21 ให้ที่ประชุมสปช. พิจารณา ทักท้วงรับฟังความเห็นไม่รอบด้าน เตรียมจัดฟังความเป็น ปชช.4ภาค-นักวิชาการให้ข้อมูลอีกด้าน พบ “การประชุมอนุกิจการไฟฟ้า” ไม่เปิดรับฟังความเห็นคนนอก จ่อทำเรื่องปฏิรูปเฉพาะผลประโยชน์นายทุนพลังงาน
น.ส.รสนา โตสิตระกูล รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปพลังงาน คนที่สาม ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดเผยว่าขณะนี้กมธ.ปฏิรูปพลังงาน อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเสนอข้อคิดเห็นต่อการยื่นคำขอสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตเลียม จำนวน 29 แปลง สำรวจลงวันที่ 21 ตุลาคม 2557 (สัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 ) โดยเป็นเรื่องที่นายทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปพลังงานหยิบยกมาพิจารณาหลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยระบุว่าจะดำเนินการสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 ต่อ แต่ยังมีข้อทักท้วงจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่าควรเปลี่ยนเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต ทั้งนี้การประชุมเพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าวได้เชิญตัวแทนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กลุ่มธุรกิจพลังงานที่ได้รับสัมปทานปิโตเลียมจากรัฐ เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัทเชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด รวมถึงนักวิชาการที่สนับสนุนระบบสัมปทาน และ กลุ่มภาคประชาชนที่มีความเห็นและสนับสนุนระบบแบ่งปันผลผลิต โดยการประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง แต่ละครั้งได้ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง จากเวลา 14.00 - 20.30 น. อย่างไรก็ตามตนมีข้อสังเกตจากการรับฟังข้อมูลที่เกี่ยวข้องเรื่องดังกล่าวว่า ในการรับฟังความเห็นจากกลุ่มธุรกิจพลังงานพบว่าไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนในประเด็นผลตอบแทนของการลทุนในแหล่งปิโตเลียม จำนวน 29 แปลงดังกล่าว เช่น โดยธุรกิจพลังงานรายหนึ่ง ระบุว่าการลงทุนในแหล่งปิโตเลียมนั้นต้องเพิ่มแท่นขุดสำรวจ มากกว่า 500 แท่น ถือว่าเป็นการลงทุนที่สูง แต่ไม่สามารถเปิดเผยปริมาณผลผลิตในแหล่งปิโตเลียมนั้นได้ เพราะเป็นความลับของบริษัท
น.ส.รสนา กล่าวด้วยว่าสำหรับแนวทางการศึกษาดังกล่าวเชื่อว่าจะได้ข้อสรุปและนำเสนอต่อที่ประชุมสปช. เร็วๆ นี้เพื่อส่งต่อไปยังรัฐบาล แต่แนวโน้มผลการศึกษาจะเป็นการสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าใช้ระบบสัมปทานเหมือนเดิม โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับจากผลผลิตในแหล่งปิโตรเลียมดังกล่าว เพราะกรณีรัฐบาลเปลี่ยนแปลงจากระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตจะทำให้ประเทศได้รับประโยชน์มูลค่ามหาศาล อย่างไรก็ตามในการศึกษาเรื่องการยื่นคำขอสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตเลียม จำนวน 29 แปลง ของกมธ.ปฏิรูปพลังงานยังขาดข้อมูลที่เป็นคำอธิบายข้อดี ข้อเสียอีกหลายประเด็น ดังนั้นในวันที่ 8 ม.ค. 58 นี้ เครือประชาชน 4 ภาคและนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงานจะจัดสัมมนาหัวข้อการบริหารจัดการปิโตเลียม เพื่อนำผลการสัมมนาพร้อมข้อเสนอที่ได้เสนอต่อกมธ.ปฏิรูปพลังงาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบรายงานก่อนที่จะส่งให้ที่ประชุมสปช. พิจารณาต่อไป
รายงานข่าวแจ้งว่าสำหรับการประชุมในกมธ.ปฏิรูปพลังงาน และทางอนุ กมธ. ที่อยู่ในสังกัด อาทิ คณะอนุกมธ.ปฏิรูปกิจการไฟฟ้า ที่ผ่านมาพบว่ามีการหารือและข้อเสนอในประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยมีความโน้มเอียงยังผลที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับกลุ่มทุนพลังงาน มากกว่าเพื่อปฏิรูปเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศ เช่น บุคคลที่เป็น กมธ. ซึ่งมีตำแหน่งทางราชการในกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ที่ชี้แจงและตั้งคำถามในประเด็นข้อสงสัยตามที่กมธ. ได้ตั้งเป็นประเด็นพิจารณาไว้ โดยเป็นการให้ข้อมูลด้านเดียว และเมื่อมีผู้ชี้แจงที่มีความเห็นต่าง กมธ.ที่มีตำแหน่งทางราชการจะกล่าวตัดบทและอธิบายเฉพาะข้อมูลของรัฐโดยไม่ฟังความเห็นต่างจากบุคคลภายนอก





